รัฐบาลไทยถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่จะมิให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณสถานบนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพียงแค่แจ้งในที่ประชุมคณะกรรมกรมรดกโลกด้วยปากว่า “ไม่สนับสนุน” มาตั้งแต่ปี 2534 ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามล๊อบบี้ชาติต่างๆเพื่อขอให้ฝ่ายไทยยินยอม แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จจนกระทั่งเมื่อยูเนสโกรับข้อเสนอ (“Nomination File”) ขอขึ้นทะเบียน The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ลงวันที่ 30 มกราคม 2549 แต่ขณะนั้นก็ไม่พบว่ารัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี หรือหลักฐานที่แสดงว่าทางการไทยให้การสนับสนุน
ข้อเสนอของกัมพูชาอยู่ในวาระพิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการมรดกโลกมีการประชุมครั้งที่ 32 ณ ประเทศคานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551) ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครปลายเดือนมิถุนายน 2551 โดยฝ่ายค้านได้หยิบยกกรณี แถลงการณ์ร่วมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายนภดล ปัทมะลงนามให้การสนับสนุนกัมพูชาที่ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนโดยมีคณะกรรมการประสานงานนานาชาติ (ICC: International Coordinating Committee) มารับมอบพื้นที่ตามแผนบริหารจัดการมรดกโลกที่ไทยสนับสนุนครั้งนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นายสมัครอ้างคำเดียวว่าไทยจะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวเพราะทางกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่คำพูดดังกล่าวขัดแย้งกับ “แผนที่ใหม่” แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมซึ่งกัมพูชาเป็นฝ่าย "วาด" เองทั้งหมดระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน 2551 ที่พนมเปญ ซึ่งหัวหน้าฝ่ายค้านที่อภิปรายได้ถามว่า "มีใครปฏิเสธหรือยืนยันว่า พื้นที่ทางทิศเหนือและตะวันตกของตัวปราสาทที่จะกลายเป็นพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกตามแผนที่ใหม่นี้ไม่ได้อยู่ในเขตแดนของประเทศไทย?"
แถลงการณ์ร่วมยังระบุไว้ในข้อ 4 ด้วยว่า การกำหนดพื้นที่ดังกล่าวตามแผนที่ซึ่งไทยและกัมพูชาจะต้องให้แล้วเสร็จภายใต้กำกับของ ICC ภายในในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นั้นสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการปักปันเขตประเทศของไทยและกัมพูชา (JBC: Joint Boundary Commission) ตกลงกันตามภารกิจปกติ
จากนั้น คณะกรรมการมรดกโลกในประชุมครั้งที่ 34 ที่ประเทศบราซิลจะได้อนุมัติให้การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกรณีของกัมพูชาให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในกลางปี 2553
อย่างไรก็ดี ศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 คุ้มครอง เพื่อมิให้มีการใช้แถลงการณ์ร่วมนั้นเนื่องจากรัฐมนตรีนภดลขณะนั้นลงนามเอกสารที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพราะไม่มีการหารือกับรัฐสภาในกรณีที่เห็นชัดว่าจะกระทบต่อบูรณาการและอธิปไตยของชาติ
ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารของกัมพูชาและไทนต่างตรึงกำลังกันและทวีความตึงเครียดเมื่อใกล้วันตัดสินข้อเสนอของกัมพูชาในช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีการปะทะกันเกือบ 10 ครั้งนับแต่นั้น ต่างฝ่ายก็ว่าฝ่ายตนไม่ได้ก่อเหตุ ไม่มีใครทราบว่าเมื่อใดสถานการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติ มีการคาดคะเนว่า ถึงที่สุดแล้วยูเนสโกอาจยกเลิกการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็ไม่ทราบว่าเป็นการมองในแง่ดีหรือร้าย หรือทำไมต้องคิดว่าต้องให้มีเหตุร้ายก่อนถึงจะลงเอยดี
ที่มา:
การประชุมคคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกครั้งที่ 31/2550 ที่นิวซีแลนด์ เมืองไคร๊ซสเชิร์ช (มิถุนายน 2550):
ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาได้รับการบรรจุเข้าวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ชาติในการประชุมครั้งที่ 31 เมื่อเดือนมิถุนายน 2550
มีรายงานผลการสำรวจและประเมินคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ
ของ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ตามมาตรฐานของยูเนสโก
โดยองค์กรโบราณคดีอิสระระหว่างประเทศ “ICOMOS” (International Council on Monuments and Sites)
เพิ่มความสมบูรณ์ของข้อเสนอของกัมพูขาประกอบการพิจารณาของที่ประชุมด้วย
อย่างไรก็ดี คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบกับข้อเสนอและผลการประเมินของ ICOMOS”
แต่ให้เลื่อนการพิจารณาไปในการประชุมครั้งต่อไป (กรกฎาคม 2551) แต่ให้ถือว่าข้อเสนอฯมีสถานะ “In-Progress”
อนึ่ง รายงานการประชุมมรดกโลกครั้งนั้น มิได้แจงเหตุขัดข้องอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวแทนประเทศไทยในที่ประชุม
ไม่สนับสนุนให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนตามข้อเสนอ แต่พบความพยายามที่จะสื่อว่าเป็นกรณีที่ประนีประนอมกันได้ และทำให้ข้อเสนอของกัมพูชายังมีความสถานะที่เลื่อนไปพิจารณาครั้งต่อไปได้
ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ฝรั่งเศส ปารีส (กันยายน 2550):
นาง ฟรังซัวส์ ริเวียเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ฯมรดกโลกแนะนำเอกชน ANPV [Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear (The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site)] ให้กัมพูชาทำการจ้างเพื่อสำรวจและประเมินคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ซ้ำจากที่ ICOMOS ได้ดำเนินการถึงขั้นตอนที่คณะกรรมการมรดกโลกรับรองเห็นชอบไปแล้ว
ตามรายงานของ ICOMOS สถานะความเป็นมรดกโลกของโบราณสถาน ตามที่กัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนนั้น อยู่ภายใต้ Criteria I II IV (แปลว่า นอกจากตัวปราสาท~Criterion I~แล้ว ต้องควบรวมปราสาทโดนตวล, บรรณาลัย, สถูปคู่, สระตราว ทางขึ้นด้านตะวันตกของตัวปราสาท ฯลฯ~Criteria II. IV~ซึ่งปรากฏว่าอยู่ในเขตไทย)
ฝรั่งเศส ปารีส มกราคม-มีนาคม 2551:
ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโกจัดการสัมมนาและเห็นชอบด้วยกับรายงานของ ANPV ที่ระบุว่า
เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น (Criterion I) ไม่ต้องรวม Criteria II. IV
มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่เข้ามาตรฐานเป็นมรดกโลกได้
ฝรั่งเศส ปารีส พฤษภาคม 2551:
นางฟรังซัวส์เชิญนาย ซก อาน และนายนพดล มาร่วมลงนามในร่างแถลงการณ์ (MOU) ที่สำนักงานมรดกโลก
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ที่ให้ฝ่ายกัมพูชาวาด “แผนที่ใหม่” ก่อนนำเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ชาติที่นครกีเบก ประเทศแคนาดา (2-7 กรกฎาคม 2551)
คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกในการประชุมครั้งที่ 32/2551 คานาดา กีเบก กรกฎาคม 2551:
คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกในการประชุมครั้งที่ 32/2551 มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียน The Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลก (แย้งกับ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ใน Nomination File)
ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการตกลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าให้มีการระบุชื่อโบราณสถานที่สื่อว่า ไทยหมดสิทธิ์ครอบครองตามคำวินิจฉัยของศาลโลกปี 2505 และพอใจที่จะสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเฉพาะส่วนนั้น
อีกทั้งยูเนสโกยังอ้างรายงานของ ANPV (รับจ้างกัมพูชาประเมินซ้ำซ้อนมาตรฐานของ ICOMOS ระหว่างเดือนกันยายน 2550-มกราคม 2551)ว่า เพียงตัวปราสาท (The Temple of Preah Vihear) ตาม Criterion I เพียงพอที่จะเป็นมรดกโลกได้ การลงมติของยูเนสโกในกรณีนี้ มาดามฟรังซัวส์อ้างว่าเป็น “political decision”
ข้อสังเกต:
1. ยูเนสโก ไม่น่ามีอำนาจเปลี่ยนข้อเสนอทางการของกัมพูชา (Nomination File ลงวันที่ 30 มกราคม 2549)
จาก The Sacred Site of The Temple of Preah Vihear ที่คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 รับทราบเมื่อกลางปี 2550 มาเป็น The Temple of Preah Vihear ผ่านแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551
2. มีการใช้ 2 มาตรฐานในการประเมินคุณค่าของมรดกโลกชิ้นนี้
มาตรฐานแรกมาจาก ICOMOS และได้รับการรับรองแล้วในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์ 2550
แต่ที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่คานาดา 2551 กลับมารับรองมาตรฐานของ ANPV
ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นพร้อมกับการแปรชื่อแหล่งโบราณสถาน
จาก The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ใน Nomination File (30 มกราคม 2549)
มาเป็น The Temple of Preah Vihear ในแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามอย่างมีพิรุธไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศคานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551)
