Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ไทยใกล้เสียดินแดนด้านกัมพูชาแล้ว

ไทยใกล้เสียดินแดนด้านกัมพูชาแล้ว

Postby อารยา » Sat Jul 18, 2009 10:01 am

รัฐบาลไทยถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่จะมิให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณสถานบนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพียงแค่แจ้งในที่ประชุมคณะกรรมกรมรดกโลกด้วยปากว่า “ไม่สนับสนุน” มาตั้งแต่ปี 2534 ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามล๊อบบี้ชาติต่างๆเพื่อขอให้ฝ่ายไทยยินยอม แต่ไม่เคยประสบผลสำเร็จจนกระทั่งเมื่อยูเนสโกรับข้อเสนอ (“Nomination File”) ขอขึ้นทะเบียน The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ลงวันที่ 30 มกราคม 2549 แต่ขณะนั้นก็ไม่พบว่ารัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี หรือหลักฐานที่แสดงว่าทางการไทยให้การสนับสนุน

ข้อเสนอของกัมพูชาอยู่ในวาระพิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการมรดกโลกมีการประชุมครั้งที่ 32 ณ ประเทศคานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551) ในขณะที่สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครปลายเดือนมิถุนายน 2551 โดยฝ่ายค้านได้หยิบยกกรณี แถลงการณ์ร่วมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนายนภดล ปัทมะลงนามให้การสนับสนุนกัมพูชาที่ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนโดยมีคณะกรรมการประสานงานนานาชาติ (ICC: International Coordinating Committee) มารับมอบพื้นที่ตามแผนบริหารจัดการมรดกโลกที่ไทยสนับสนุนครั้งนี้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นายสมัครอ้างคำเดียวว่าไทยจะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียวเพราะทางกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่คำพูดดังกล่าวขัดแย้งกับ “แผนที่ใหม่” แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมซึ่งกัมพูชาเป็นฝ่าย "วาด" เองทั้งหมดระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม - 8 มิถุนายน 2551 ที่พนมเปญ ซึ่งหัวหน้าฝ่ายค้านที่อภิปรายได้ถามว่า "มีใครปฏิเสธหรือยืนยันว่า พื้นที่ทางทิศเหนือและตะวันตกของตัวปราสาทที่จะกลายเป็นพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกตามแผนที่ใหม่นี้ไม่ได้อยู่ในเขตแดนของประเทศไทย?"

แถลงการณ์ร่วมยังระบุไว้ในข้อ 4 ด้วยว่า การกำหนดพื้นที่ดังกล่าวตามแผนที่ซึ่งไทยและกัมพูชาจะต้องให้แล้วเสร็จภายใต้กำกับของ ICC ภายในในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 นั้นสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการปักปันเขตประเทศของไทยและกัมพูชา (JBC: Joint Boundary Commission) ตกลงกันตามภารกิจปกติ
จากนั้น คณะกรรมการมรดกโลกในประชุมครั้งที่ 34 ที่ประเทศบราซิลจะได้อนุมัติให้การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกกรณีของกัมพูชาให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในกลางปี 2553

อย่างไรก็ดี ศาลปกครองมีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 คุ้มครอง เพื่อมิให้มีการใช้แถลงการณ์ร่วมนั้นเนื่องจากรัฐมนตรีนภดลขณะนั้นลงนามเอกสารที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เพราะไม่มีการหารือกับรัฐสภาในกรณีที่เห็นชัดว่าจะกระทบต่อบูรณาการและอธิปไตยของชาติ

ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารของกัมพูชาและไทนต่างตรึงกำลังกันและทวีความตึงเครียดเมื่อใกล้วันตัดสินข้อเสนอของกัมพูชาในช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีการปะทะกันเกือบ 10 ครั้งนับแต่นั้น ต่างฝ่ายก็ว่าฝ่ายตนไม่ได้ก่อเหตุ ไม่มีใครทราบว่าเมื่อใดสถานการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติ มีการคาดคะเนว่า ถึงที่สุดแล้วยูเนสโกอาจยกเลิกการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็ไม่ทราบว่าเป็นการมองในแง่ดีหรือร้าย หรือทำไมต้องคิดว่าต้องให้มีเหตุร้ายก่อนถึงจะลงเอยดี


ที่มา:
การประชุมคคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกครั้งที่ 31/2550 ที่นิวซีแลนด์ เมืองไคร๊ซสเชิร์ช (มิถุนายน 2550):
ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาได้รับการบรรจุเข้าวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ชาติในการประชุมครั้งที่ 31 เมื่อเดือนมิถุนายน 2550

มีรายงานผลการสำรวจและประเมินคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ
ของ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ตามมาตรฐานของยูเนสโก
โดยองค์กรโบราณคดีอิสระระหว่างประเทศ “ICOMOS” (International Council on Monuments and Sites)
เพิ่มความสมบูรณ์ของข้อเสนอของกัมพูขาประกอบการพิจารณาของที่ประชุมด้วย

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบกับข้อเสนอและผลการประเมินของ ICOMOS”
แต่ให้เลื่อนการพิจารณาไปในการประชุมครั้งต่อไป (กรกฎาคม 2551) แต่ให้ถือว่าข้อเสนอฯมีสถานะ “In-Progress”

อนึ่ง รายงานการประชุมมรดกโลกครั้งนั้น มิได้แจงเหตุขัดข้องอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวแทนประเทศไทยในที่ประชุม
ไม่สนับสนุนให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนตามข้อเสนอ แต่พบความพยายามที่จะสื่อว่าเป็นกรณีที่ประนีประนอมกันได้ และทำให้ข้อเสนอของกัมพูชายังมีความสถานะที่เลื่อนไปพิจารณาครั้งต่อไปได้

ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ฝรั่งเศส ปารีส (กันยายน 2550):
นาง ฟรังซัวส์ ริเวียเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ฯมรดกโลกแนะนำเอกชน ANPV [Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear (The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site)] ให้กัมพูชาทำการจ้างเพื่อสำรวจและประเมินคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ซ้ำจากที่ ICOMOS ได้ดำเนินการถึงขั้นตอนที่คณะกรรมการมรดกโลกรับรองเห็นชอบไปแล้ว

ตามรายงานของ ICOMOS สถานะความเป็นมรดกโลกของโบราณสถาน ตามที่กัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนนั้น อยู่ภายใต้ Criteria I II IV (แปลว่า นอกจากตัวปราสาท~Criterion I~แล้ว ต้องควบรวมปราสาทโดนตวล, บรรณาลัย, สถูปคู่, สระตราว ทางขึ้นด้านตะวันตกของตัวปราสาท ฯลฯ~Criteria II. IV~ซึ่งปรากฏว่าอยู่ในเขตไทย)

ฝรั่งเศส ปารีส มกราคม-มีนาคม 2551:
ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโกจัดการสัมมนาและเห็นชอบด้วยกับรายงานของ ANPV ที่ระบุว่า
เฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น (Criterion I) ไม่ต้องรวม Criteria II. IV
มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมที่เข้ามาตรฐานเป็นมรดกโลกได้

ฝรั่งเศส ปารีส พฤษภาคม 2551:
นางฟรังซัวส์เชิญนาย ซก อาน และนายนพดล มาร่วมลงนามในร่างแถลงการณ์ (MOU) ที่สำนักงานมรดกโลก
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ที่ให้ฝ่ายกัมพูชาวาด “แผนที่ใหม่” ก่อนนำเข้าวาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ชาติที่นครกีเบก ประเทศแคนาดา (2-7 กรกฎาคม 2551)

คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกในการประชุมครั้งที่ 32/2551 คานาดา กีเบก กรกฎาคม 2551:
คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกในการประชุมครั้งที่ 32/2551 มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียน The Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลก (แย้งกับ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ใน Nomination File)
ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการตกลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่าให้มีการระบุชื่อโบราณสถานที่สื่อว่า ไทยหมดสิทธิ์ครอบครองตามคำวินิจฉัยของศาลโลกปี 2505 และพอใจที่จะสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเฉพาะส่วนนั้น
อีกทั้งยูเนสโกยังอ้างรายงานของ ANPV (รับจ้างกัมพูชาประเมินซ้ำซ้อนมาตรฐานของ ICOMOS ระหว่างเดือนกันยายน 2550-มกราคม 2551)ว่า เพียงตัวปราสาท (The Temple of Preah Vihear) ตาม Criterion I เพียงพอที่จะเป็นมรดกโลกได้ การลงมติของยูเนสโกในกรณีนี้ มาดามฟรังซัวส์อ้างว่าเป็น “political decision”

ข้อสังเกต:
1. ยูเนสโก ไม่น่ามีอำนาจเปลี่ยนข้อเสนอทางการของกัมพูชา (Nomination File ลงวันที่ 30 มกราคม 2549)
จาก The Sacred Site of The Temple of Preah Vihear ที่คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 รับทราบเมื่อกลางปี 2550 มาเป็น The Temple of Preah Vihear ผ่านแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551

2. มีการใช้ 2 มาตรฐานในการประเมินคุณค่าของมรดกโลกชิ้นนี้
มาตรฐานแรกมาจาก ICOMOS และได้รับการรับรองแล้วในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์ 2550
แต่ที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่คานาดา 2551 กลับมารับรองมาตรฐานของ ANPV
ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นพร้อมกับการแปรชื่อแหล่งโบราณสถาน
จาก The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ใน Nomination File (30 มกราคม 2549)
มาเป็น The Temple of Preah Vihear ในแถลงการณ์ร่วมที่ลงนามอย่างมีพิรุธไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศคานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551)
Last edited by อารยา on Thu Aug 27, 2009 9:28 am, edited 3 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2263
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

 

Postby อารยา » Fri Jul 24, 2009 9:12 am

ฮุนเซน” งามหน้าให้สัมปทานน้ำมันเขตทับซ้อนอ่าวไทย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 14:35 น.
ที่มา http://www.manager.co.th/IndoChina/View ... 0000083341
ข่าวว่าผู้นำกัมพูชาฉวยโอกาสดึงฝรั่งเศสเข้ามาเกี่ยวข้องความขัดแย้งในอ่าวไทย ให้สัมปทาน...ขณะที่ยังเป็นน่านน้ำพิพาทกับประเทศไทย พรมแดนทางน้ำ ...กลุ่มเชฟรอน-มิตซุย ประกาศพบน้ำมันแล้ว



ดูสัญชาติของบริษัทที่เอ่ยชื่อมามี ฝรั่งเศส สหรัฐ ญี่ปุ่น
กลับมาดูรายประเทศใน "กรรมการ 7 ชาติ" มี อินเดีย เบลเยียม สหรัฐ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ไทย
ก็เลยพอจะเข้าใจได้ว่า หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ศกหน้า เขมรจะจัดสรรทรัพยากรมหาศาลทั้งทางบกและทางทะเลเป็นการสมนาคุณให้ทุกประเทศได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า เพราะนั่นคือดีเดย์ที่ 7 ชาติจะทำการยึดดินแดนรอบตัวปราสาทเป็นอาณาเขตอันไพศาล ส่วนจะกินแดนมาถึงปราสาทตาเมือนธมทางตะวันตกจังหวัดสุรินทร์ วนอุทยานเขาพระวิหารบนเทือกเขาพนมดงรักทางตอนเหนือ หรือส่วนใดบ้างที่จะเป็น Buffer Zone ก็ไปดูแผนที่ใหม่ (8 มิถุนายน 2551) ที่นพเหล่ลงนามรับรองไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ตามอัธยาศัย
ครับไม่น่าแปลกใจที่ 1 ใน 7 ชาตินั้นมีไทยด้วย

7 ชาตินี้มาจากไหนนพเหล่ทราบดีว่าเดิมเป็นเอกชนธรรมดาที่ฮุนเซนจ้างมาสำรวจเพื่อประเมินคุณค่าทางโบราณคดีเมื่อปี 2550 เพราะต้องรายงานให้ยูเนสโกรับไปตัดสินเป็นมรดกโลก
มันก็ต้องได้เพราะนางฟรังซัวส์เป็นคนแนะนำให้ฮุนเซนจ้าง
นางฟรังซัวส์เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ Unesco's World Heritage Centre ที่ปารีส

กลับไปที่สัมปทานที่เขมรกำลังกลายเป็นผู้จัดการใหญ่ จีนได้ทางบกไปเป็นกอบเป็นกำเมื่อเดือนมกราคม 2551 เมื่อรับงานสร้างถนนจากจังหวัดพระวิหารในเขมรเข้ามาจ่อที่พื้นที่ทับซ้อนทางด้านตะวันตกของตัวปราสาทพระวิหาร
ถนนนี้เสร็จหลายเดือนแล้ว กำลังถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมมาก กำลังพลและยุทโธปกรณ์ถูกส่งมาสนับสนุนการตรึงพื้นที่ทับซ้อนที่ชายแดนไทย เป้าหมายเพื่อยึดเนินมะเขือหรือ Eagle Zone ใกล้ตัวปราสาท จุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพภาคที่ 2 ไม่อาจอยู่เฉยได้
User avatar
อารยา
 
Posts: 2263
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา » Tue Jul 28, 2009 3:01 am

หลังการประชุมที่นิวซีแลนด์กลางปี 2550 กัมพูชานำบริษัท ANPV ซึ่งมิได้เป็น "Public Institution" มาสำรวจโบราณสถานบริเวณปราสาทพระวิหารซ้ำซ้อน ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้องตามกฏข้อบังคับของยูเนสโกเอง

แต่ยูเนสโกโดยผู้ช่วยผู้อำนวยการ World Heritage Centre กลับสนุนสนุนรายงานที่เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 คานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551)ว่าแค่ตัวปราสาทก็เป็นมรดกโลกได้ ขัดแย้งจากที่ ICOMOS เสนอเป็นทางการในการประชุมนิวซีแลนด์ (25 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2550) ก่อนหน้านั้นว่า เตัวปราสาทเป็นมรดกโลกได้ก็ต่อเมื่อควบรวมกับ สถูปคู่ สระตราว ฯลฯ

ยูเนสโกไม่มีเหตุผลที่ยกเลิกรายงานทางการของ ICOMOS

ANPV วันนี้ได้จำแลงมาเป็น ICC หรือ "กรรมการ 7 ชาติ"
กลายมามีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเมื่อแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ระบุบทบาทที่จะเป็นองค์กรรับมอบพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลก

กัมพูชามีความพยายามขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี 1991/2534
โดยวิธีการล๊อบบี้ประเทศต่างๆ ดร. อดุลย์ วิเชียรเจริญช่วงนั้นเป็นทั้งกรรมการมีเทอม 6 ปี และต่อมาได้ประธานคณะกรรมการมรดกโลกย่อมทราบดี
ในขณะที่รัฐบาลไทยไม่เคยให้ให้การสนับสนุนกัมพูชา และัถือเป็นเสียง "วีโต้" ที่กลายเป็นทางตันของกัมพูชาในความพยายามดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
นี่คือ "วาระแห่งชาติ" ของไทยที่ป้องกันมิให้นิสัยได้คืบเอาศอกของกัมพูชาสำแดงออกมา
ไทยรู้ตั้งแต่ครั้งมีคดีที่ศาลโลกปี 2505 แล้วว่า กัมพูชาหมายมั่นที่จะรุกเข้าครอบครองพื้นที่
ด้านตะวันตกของตัวปราสาท 4.6 ตารางกิโลเมตร

จนกระทั่งสถานการณ์ส่อเค้าว่า รัฐบาลในปี 2544 มีการส่งสัญญาณให้กัมพูชาได้ใจละเมิด MOU43
เพราะมีการบุกรุกจากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อันเป็นปีเดียวกับที่รัฐบาลทำ MOU44 กับกัมพูชาให้มีการปรับเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
จากหลักที่ 1 จนถึงอ่าวไทยผ่านหลักที่ 73 บริเวณหาดเล็ก ตราด อย่างผิดปกติ
กล่าวคือ มีการตกลงว่า ในความร่วมมือดังกล่าว ไม่ต้องให้คณะกรรมาธิการร่วมเจบีซี (Joint Boundary Commission) มีหน้าที่ตามภารกิจปกติตามข้อตกลงปี 2540
ข้ออ้างที่พยายามอธิบายขณะนั้นคือหลีกเลี่ยงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนตามชายแดน ซึ่งฟังไม่ขึ้น
เพราะนั่นไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ให้เกิดความชัดเจน ที่ไหนในโลกก็ทำกันอย่างนี้
จะช้าเร็วอย่างไรก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเดือดร้อน
ที่น่าสงสัยคือ นี่อาจเป็นการเร่งแผนการเข้ายึดครองแหล่งอุดมทรัพยากรกว่า 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยร่วมกัน

ระหว่างเยือนพนมเปญปี 2548 ทักษิณผ่าเหล่า แหก วาระแห่งชาติ"
ด้วยการแนะนำฮุนเซนให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร (The Sacred Site of the Temple of Peah Vihear)
เป็นมรดกโลกเป็นการนำร่อง
ทั้งนี้เพราะอนุสัญญาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเอ็น 2515 ระบุว่าพื้นที่อนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลก
ไม่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ใดๆกับกรณีขัดแย้งชายแดนหรืออื่นๆระหว่างประเทศภาคี
ตราบที่คู่พิพาทให้การสนับสนุนการพิทักษามรดกโลกร่วมกัน
กลายเป็นการเปิดช่องให้ใช้กรณีการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นบรรทัดฐานสนอง MOU44

กัมพูชาจึงเร่งทำข้อเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกลงวันที่ 30 มกราคม 2549
ส่งให้ศูนย์มรดกโลกยูเนสโกที่ปารีสโดยพลัน

แผนมรดกโลกนำร่องมาสะดุดทันทีที่ทักษิณหมดอำนาจในปี 2549
เมื่อรัฐบาลสุรยุทธ์ในปี 2550 ไม่สนับสนุนเดือนกันยายน 2550

กัมพูชาหันมาใช้วิธีนอกระบบผ่านเจ้าหน้าที่ยูเนสโก
และมีความคล่องตัวที่จะทุจริตหลังจากฝ่ายไทยมีรัฐบาลนอมินีเมื่อย่างเข้าปี 2551

ศาลปกครองเริ่มเห็นข้อทุจริตผิดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 190 จากการที่รัฐบาลนายสมัครร่วมมือกัมพูขา
เปลี่ยนแปลงเขตประเทศไทยเมื่อสายมากแล้ว
การออกคำสั่งคุ้มครองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 เพื่อมิให้การลงนาม
ในแถลงการณ์ร่วมอัปยศ 18 มิถุนายน 2551 ของสามฝ่าย (ไทย กัมพูชา และยูเนสโก) ที่อย่างปกปิด ไม่ช่วยอะไรทั้งสิ้น
ถึงแม้นพดลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องบากหน้าบินด่วนไปแจ้งให้ที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32/2551 ที่เมืองกีเบค คานาดา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 เพื่อทราบคำสั่งศาลปกครองตามสปีชที่ กต. ร่างให้*****
ก็หาได้ส่งผลให้เกิดการทบทวนคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกแต่ประการใดไม่

พฤติกรรมของนายนพดลเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 สุดที่จะให้อภัยได้
เพราะเป็นการรู้เห็นเป็นใจลงนามใน MOU ร่วมกับนางฟรังซัวส์ ผช.ผอ. ศูนย์มรดกโลกยูเนสโกและนายซกอาน รองนายกฯกัมพูขาว ในข้อตกลงที่ให้รัฐบาลพนมเปญจัดทำแถลงการณ์ร่วมในการจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหารที่ระบุว่าไทยสนับสนุนเต็มที่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้
รวมทั้งการให้กัมพูชามีสิทธิขาดวาดแผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว
โดยไม่มีเจ้าหน้าที่จากกรมแผนที่ทหารไปร่วมปรึกษาด้วย (อ้างว่าเจ้าหน้าที่ไทยคนสำคัญของกรมแผนที่ทหารติดราชการที่มอสโคว์) แสนจะน่าอัปยศและอดสูยิ่ง

แถลงการร่วมดังกล่าวได้มีการลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551
และวันนี้ยังคงใช้เป็นแนวทางผนวกดินแดนไทยตามแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกนับล้านไร่
ผ่าน 5 ข้อกำหนดต่างๆ (guidelines) โดยมีคณะกรรมการ 7 ชาติ (ICC: International Coordinating Committee)
กำกับร่วมกับกัมพูชา
ยังไม่ต้องพูดว่า คณะกรรมการนี้อุปโลกน์จากบริษัทรับเหมาเอกชนในปารีสในราวเดือนกันยายน 2550
หาได้เป็นองค์มหาชนตามมาตรฐานสหประชาชาติไม่ วันหนึ่งยูเนสโกคงต้องรับผิดชอบ

วีระพงษ์อวยนพดลจนเกินงาม
บุรุษผู้นี้ซึ่งลาออกจาก ครม. นายสมัครเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2551 ก็หลังจากได้ทำงานตามบัญชานายใหญ่
เสร็จสิ้นแล้ว แต่ผลพวงของภารกิจอัปยศยังคงหลอกหลอนคนไทยทั้งชาติอยู่จนถึงวันนี้
...........................................
***** “ประเทศไทยประสงค์จะชี้ให้เห็นว่า ข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลกให้กัมพูชาขึ้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ และจะไม่สามารถดำเนินการต่อไป
เพราะจะส่งผลกระทบพื้นที่ข้างเคียงปราสาทพระวิหารที่เป็นดินแดนไทย ทั้งนี้จนกว่าจะได้รับความยินยอมของประเทศไทยเท่านั้น" นพดลกล่าวต่อไปว่า "ประเทศไทยขอย้ำว่า
การประท้วงและคัดค้านเอกสารทั้งปวงที่กัมพูชาได้ยื่นเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายงานทางเทคนิคของคณะผู้เชี่ยวชาญ และรายงานความก้าวหน้าที่เต็มไปด้วยข้อบกพร่อง
เพราะประเทศไทยถูกปิดโอกาสไม่ให้เข้าร่วมอย่างเต็มที่
จนจำใจต้องสงวนสิทธิและปลีกตัวออกจากรายงานดังกล่าวในท้ายที่สุด
ประเทศไทยประสงค์ให้บันทึกแก่คณะกรรมการมรดกโลกว่า
แผนบริหารจัดการของปราสาทพระวิหารที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติจะไม่มีทางสมบูรณ์ได้
หากปราศจากความร่วมมือจากประเทศไทย”
(เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการของถ้อยแถลงของนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 หลังที่ประชุมมีมติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
http://www.matichon.co.th/matichon/mati ... ionid=0104)

………………..
อารยาจำได้ว่า ก่อนถึงเวลาลงมติไม่กี่ชั่วโมง นายนพดลให้สัมภาษณ์ข้ามทวีปจากเมืองกีเบค 7 โมงเช้า (วันที่ 7 กรกฎาคม 2551) มาเมืองไทยว่า "พรุ่งเขาให้ผมมีเวลาพูดในที่ประชุม 1 นาทีเท่านั้น ส่วนคุณปองพลต้องไปขอเวลาว่าเขาจะให้พูดหรือไม่ ผมเป็นหัวหน้าคณะของไทย แฟ้มที่ผู้เข้าร่วมประชุมไม่มีเอกสารที่ศาลปกครองไทยระบุว่าไทยไม่ยอมรับแถลงการณ์ร่วม"

ที่ร้ายกว่านั้น เมื่อถึงวาระประชุม ประธานบอกว่าจะอ่านคำตัดสิน แล้วไม่อนุญาตให้มีการอภิปรายใดๆเกี่ยวกับคำตัดสิน แต่จะให้ผู้แทนจากประเทศไทยได้กล่าวถ้อยคำใดๆได้ก่อนปิดประชุมในวาระนี้ โดยถือว่าคำตัดสินเป็นการเริ่มต้นที่จะมีความร่วมมือพัฒนามรดกโลกชิ้นนี้ต่อไปในอนาคต(ภายใต้ “กรรมการ 7 ชาติ”) … ยูเนสโกได้ทิ้งหลักการเดิมที่ว่า หากก่อนขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกมีปัญหาด้านพรมแดน ณ ที่ตั้ง ประเทศที่ขอจะต้องได้รับการสนับสนุน (active support) จากประเทศคู่พิพาท จึงจะได้รับพิจารณาอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนได้

……………..


หลังจากทำสิ่งที่ทุเรศที่สุดในชีวิตของนักการทูต นพดลขอลาออกจากความเป็นรัฐมนตรี
ทิ้งไว้ซึ่งระเบิดเวลาที่ประทุเนืองๆมาตลอดปีที่ผ่านมา
และ หากไม่ปลดลูกสำคัญ หายนะอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
…………….
ปลายปีที่แล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยที่มีนายเสน่ห์ จามริกเป็นประธาน ส่งคำประท้วงไปสหประชาชาติกรณีศูนย์มรดกโลกตัดสินให้กัมพูชาเป็นเจ้าของมรดกโลก

1. คณะกรรมการมรดกโลกตัดสินไม่เป็นธรรม บลา บลา บลา
2. ผลการตัดสินทำให้
2.1 ประชาชนไทยและกัมพูชาที่ชายแดนต้องสูญเสียสิทธิในการในดำรงชีวิตที่อิสระ
2.2 เกิดความตึงเครียดบริเวณที่เคยไปมาหาสู่ฉันท์ญาติมิตร และที่เคยไปมาค้าขายกันก็มีอุปสรรคเพราะต้องเสี่ยงต่อการเกิดสงคราม
จึงเรียกร้องให้สหประชาชาติสอบสวนความไม่โปร่งใสของศูนย์มรดกโลกด้วย

คนที่จะประท้วงตอนนั้นน่าจะเป็นคุณปองพล ประธานคณะกรรมการมรดกโลก
สรุปแล้วออกจะผิดฝาผิดตัว

แต่มีประเด็นว่า ครั้งหนึ่งยูเนสโกเคยโดนไทยอัดเรื่องนี้มาแล้ว

ลองมาดูจุดยืนเหลวๆของสังคมไทยที่มีต่อปัญหาปราสาทพระวิหารในบริบทของมรดกโลกพอสังเขป
ผมคิดเอาเอง off the cup ผิดถูกอย่างไรช่วยดูด้วยละกันนะครับ
1. ด้านนักวิชาการ
1.1 กลุ่มแรกบอกว่าอย่าขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาเด็ดขาด เพราะจะเท่ากับยอมรับแถลงการณ์ร่วม 2544 ที่เหลี่ยมแอบไปทำกับฮุนเซนแบบกินรวบจากทางบกที่กันทรลักษณ์ถึงเกาะกูด
1.2 อีกกลุ่มบอกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เขมรเขาทำถูกทางแล้วแบบที่นายสมัครพูด

2. ด้านพันธมิตร: ข้อเสนอว่าไทยควรขอขึ้นทะเบียนในส่วนของไทย แล้วให้กัมพูชาขึ้นในส่วนของเขา ซึ่งจะทำให้เห็นพื้นที่ทับซ้อนอย่างชัดเจนเสียที จากนั้นจึงถึงบทประนีประนอมยอมความ ฟังแล้วค่อนข้างหละหลวม เพราะเป็นการเสนอให้เกิดเป็นความขัดแย้ง ในขณะที่ไม่รู้ว่าลงเลยจริงๆจะเป็นอย่างไร

ทุกแนวจึงค่อนข้างเพ้อเจ้อ เพราะถ้าไม่อยู่เฉย ก็หาทางออกแบบไม่สนกฎ กติกา มารยาท ของ Unesco's World Heritage Centre

ความจริงต้องเริ่มจากจุดเสนอขอขึ้นทะเบียน การระบุวัตถุประสงค์ใน Nomination File ที่กัมพูชาควรหรือไม่ควรที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

ปัญหาเริ่มจากจุดนั้น แม้กระทั่ง ทำไมกัมพูชาจึงมั่นใจกับการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2549
ใครอยู่มในฐานะที่จะให้ "active support" กับมรดกโลกที่อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งเคยมีกรณีพิพาทที่ศาลโลกมาก่อน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2263
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา » Tue Jul 28, 2009 3:19 am

คุณสุวิทย์ คุณกิตติ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปสเปนวันที่ 19 มิถุนายน 2552 ก่อนมีการประชุมที่ซีบีญ่าสามสี่วัน เหตุที่ไปก่อนอ้างว่าต้องการไปเตรียมการประท้วงมติที่เมืองกีเบคปีกลาย
วันประชุมจริงๆเป็นระหว่าง 23-30 มิถุนายน 2551
สถานะของคุณกิตติในการร่วมประชุมครั้งนี้คือ "ผู้สังเกตการณ์" แปลง่ายๆว่า ทั้ง 7-8 วันในห้องประชุมต้องหุบปากสนิท
แค่นี้คงพอเห็นความผิดปกติว่าจะต้องมีความจำเป็นอะไรนักหนาที่ต้องไปเตรียมอะไรล่วงหน้าขณะที่เขายังไม่มีประชุม เพราะขณะมีประชุมก็ไม่มีสิทธิพูดอยู่แล้ว
สิทธิในการพูดของผู้สังเกตการณ์มิใช่จะไม่มีเสียเลย ประธาน (ซินญอร่ออะไรไม่ทราบ) จะให้อย่างมาก 1 นาทีกับผู้โชคดีในวันสุดท้าย
หลังจากที่ประชุมพิจารณาทุกวาระสิ้นสุดลงแล้ว

วาระการประชุมมรดกโลกปกติในส่วนที่เกี่ยวกับผู้สังเกตการณ์มีนพเหล่เมื่อครั้งบินไปเมืองกีเบคปีกลายเป็นตัวอย่างให้แกะรอยได้ประมาณนั้น แต่ถ้าคุณสุวิทย์มีวาระซ่อนเร้นพิสดารไปกว่านั้น เช่น กับ "กรรมการ 7 ชาติ" คงยากยิ่งที่จะล่วงรู้ได้

…………………..


http://whc.unesco.org/en/sessions/33COM/
(เรื่อง Preah Vihear อยู่ข้อ 65 หน้า 111/252 มี 4 ข้อ)..

Decision
The World Heritage Committee, : 33 COM 7B.65

1. Having examined Document WHC-09/33.COM/7B.Add,

2. Recalling Decisions 31 COM 8B.24 and 32 COM 8B.102, adopted at its 31st session (Christchurch, 2007) and 32nd Session (Quebec City, 2008) respectively,

3. Notes the developments that have occurred at the property since its inscription on the World Heritage List, the information contained in the State Party report and the preliminary findings of the Reinforced monitoring mission;

4. Requests the State Party to submit to the World Heritage Centre, by 1 February 2010, a report on the progress made in the implementation of the recommendations by the Committee in its Decision 32 COM 8B.102, for the examination by the World Heritage Committee at its 34th session in 2010.

……………..


เกี่ยวกับคำปรารภ "ผมยังไม่เคยเห็นรายงานของเดือนเมษาเลย" ของนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2552 โปรดดูข้อ 3. (ข้างบน) Notes the developments that have occurred at the property since its inscription on the World Heritage List, the information contained in the State Party report and the preliminary findings of the Reinforced monitoring mission

คงจำกันได้ นายกฯอภิสิทธิ์กล่าวขณะให้สัมภาษณ์กรณีคุณสุวิทย์ส่งข่าวข้ามทวีปจากสเปนว่าล้มเหลวในการประท้วงฯ...
มีคนไทยที่เคยเห็น "State Party report" นั้น แต่ทำไมนายกฯวันนั้นบอกไม่เคยเห็น ฟังแล้วน่าเศร้านะครับ


คงจำกันได้ นายกนอภิสิทธิ์กล่าวขณะให้สัมภาษณ์กรณีคุณสุวิทย์ส่งข่าวข้ามทวีปจากสเปรว่าล้มเหลวในการประท้วงฯ

ก็ขนาดนพเหล่บินไปประท้วงถึงที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 7 กรกฏาึม 2551 คณะกรรมการ 21 ชาติ ยังเอาหูทวนลม เพราะก่อนหน้านั้นไม่ถึงชั่วโมงได้มีการตัดสินไปแล้ว จะขอพูดก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้ทั้งๆที่ไทยเป็น State Party และคู่กรณ๊ของกัมพูชาแท้ๆ

วันนี้ถนนทุกสายมุ่งสู่นคร ริโอเดอจาเนโร่ บราซิลกลางปีหน้า เพียงแค่รอ February 1, 2010 ที่จะมี "The Final State Party report and the final findings" ไปประเคนให้เท่านั้น (ข้อ 4 ใน Joint Communique of June 18, 2008


อารยา 22/09/2008 เวลา : 10.40 น http://www.oknation.net/blog/arya-tiraw ... 22/entry-1 wrote::..(1)กุมภาพันธ์ 2552 ไทยต้องรายงานร่วมกับกัมพูชาต่อยูเนสโกเรื่องยกพื้นที่ “กันชน” (ด้านตะวันออกกับใต้) และ “ปักปัน” ( ด้านเหนือกับตะวันตก) ให้ยูเนสโก (และเจ้าของมรดกโลกคือเขมร) ทั้งนี้ตามที่ระบุในแถลงการณ์ร่วมอัปยศนั้น

ประเด็นคือ ถ้า เจบีซี (ปักปันเขตแดนร่วม”--Thai-Cambodian Joint Commission on Demarcation for Land Boundary--JBC) ต้องประชุมด่วน ก็ยิ่งเข้าทางเขมร
นายกสมชายก็เพิ่งไปรับปากกับฮุนเซนเมื่อวานซืนว่าจะต้องรีบประชุมเจบีซี!!!!!!

ทางเจบีซีเขาร้อนตัว อยากให้กระทรวงการต่างประเทศรับรู้... ขณะนี้สมชายกำลังเตะหมู
เร่งประชุม เจบีซีโดยด่วน อ้างผลการประชุมที่ชะอำเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา.

นายสมชายอ้างการเจรจาชะอำแบบส่งเดช
คุณเตชอาจพูดถึงเด๊ดไลน์ 1 ก.พ. 52 แต่ผมพอมองออกว่าตลอดการประชุมทวิภาคีกับนายฮอนัมฮงทั้งสองครั้ง คุณเตชพยายามอย่างยิ่งที่จะดึงมิให้ JBC ต้องรีบทำเรื่องปักปันเขตแดน
ในข้อ 4 ของแถลงการณ์ร่วมเขียนหักคอว่า ให้เขมรกับไทยเร่งทำแผนผนวกพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกให้เสร็จในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 โดยไม่ต้องรอการทำงานร่วมของ JBC
เราเสียเปรียบตรงนั้นอยู่แล้ว ไม่ต้องปักปันมันก็สมรู้ร่วมคิดปล้นแผ่นดินไทยอยู่แล้ว
ยิ่งหากนายสมชายสนองบัญชาฮุนเซนให้ครบสำรับขนาดนั้น ก็เท่ากับเรายอมเปลื้องให้เขมรชำเราล่อนจ้อน?!

ตกลงที่คุณสุวิทย์ไปสเปนเดือนที่แล้ว ใครสั่งให้ไปกันแน่ครับ นอมินีทักษิณ หรือนายกฯอภิสิทธิ์!!!
User avatar
อารยา
 
Posts: 2263
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am


Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

suspicion-preferred