Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ว่าด้วย "ไมโครนีเซีย"

ว่าด้วย "ไมโครนีเซีย"

Postby อารยา on Mon Apr 09, 2007 3:36 pm

"ไมโครนีเซีย” เป็นชื่อหมู่เกาะปะการังเล็กๆกว่า 2 พันเกาะเรียงรายเป็นอาณาบริเวณราว 7 ล้านตารางกิโลเมตร บริเวณย่านตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค
Image
เหนือเส้นศูนย์สูตร ระหว่างละติจูด 15 องศาเหนือและ 3 องศาใต้ ตัดกับ ลองกิจูด 132–177 องศาตะวันออก
แม้หากวัดโดยรอบอาณาบริเวณจะมีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าวัดเฉพาะเนื้อที่ดิน รวมแล้วก็มีเพียง 2,706 ตารางกิโลเมตร
เฉลี่ยตกเกาะละ 1 ตารางกิโลเมตรกว่าๆ ไม่มากมายเลย


ไมโครนีเซียแบ่งตามสภาพทางภูมิศาสตร์เป็น 3 เขต คือแคโรไลน์ มาร์แชล และมาเรียน่า
มีประชากร 256,000 คน (ไม่รวม Guam:US Territory ประชากร 137,000 คน)


เกาะเหล่านี้มีตำแหน่งที่ตั้งเป้นกลุ่ม (Atoll) หลากหลายรูปทรง อาทิ หนองน้ำ (lagoon)
Image
กว้าง 50-150 กิโลเมตร มีตั้งแต่ 30 ถึง 150 เกาะ

เมื่อปี 2521 หมู่เกาะในเขตแคโรไลน์ (Caroline Islands) ได้รับการยกฐานะเป็น Federated States of Micronesia (FSM)
Image
Image
หรือไม่ก็เป็นแผ่นปะการังทอดยาวเป็นตอนๆ๑ 2-3 กิโลเมตร

Image
Image

เกาะใหญ่ที่สุดในทรัก (Chuuk) ลากูน เดินชมนกชมไม้ 2 ชั่วโมงก็รอบ
แต่บางเกาะเล็กมากจนน่าเอาไว้นอนมากกว่า
ImageImage
เกาะขนาด จิ๋ว "ไมโคร" ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของไมโครนีเซียอย่างในภาพขวามีไม่น้อย
ต่างจากเกาะในตระกูล "โพลีนีเซีย" ที่มีแต่ขนาดบิ๊กๆ เช่น ในหมู่เกาะตาฮิติ ซามัว ตองก้า ฮาวาย ฯลฯ เป็นต้น


หาดทรายของเกาะหินปะการังอย่างไมโครนีเซีย อาจไม่นุ่มละเอียดเท่าภูเก็ต
แต่ชดเชยได้ด้วยบรรยากาศที่แสนสงบ เงียบ
ImageImage
ถึงขนาดว่า หากจะแว่วเสียงคลื่นซัดปะการังวงแหวนรอบลากูน
ก็ต้องรอตอนที่ดึกสงัดจริงๆ
Last edited by อารยา on Sat Mar 29, 2008 3:10 pm, edited 27 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Mon Apr 09, 2007 3:49 pm

ไมโครนีเซียมี สาเก มะพร้าว กล้วย ให้บริโภคอุดม บนเขายังเป็นป่าสมบูรณ์
สาเกจะเผาหรือต้มก่อนบดจนเหนียว แล้วเอาใบตองปิดทิ้งไว้สามวันจะมีส่า ได้รสชาดถูกปากชาวเกาะพอดี
โปรตีนหาได้ตามชายฝั่ง เหวี่ยงแหลงไปหรือเอาสวิงตักก็ติดปลามาเป็นฝูงๆ จับกินเท่าไหร่ก็ไม่หมดลากูน
ไม่นานผมก็เริ่มชิน

ImageImage

หนุ่มสาวที่ทรัก ท่าทางจะมีความสุข ใช้ชีวิตอิสระ ไม่ค่อยมีปัญหาวัยรุ่นเหมือนในเมืองใหญ่
บางคืนดึกๆเห็นออกมาเดินร้องรำทำเพลงเป็นกลุ่ม

Image


พูดถึงสาเก นักเดินเรือชาวไมโครนีเซียต่อเรือขุดกันเองจากต้นสาเกทั้งท่อน
ใช้ท่องทะเลทั้งภายในลากูน และออกไปทั่วหมู่เกาะ
ImageImageImage
ตั้งแต่แนวพรมแดนมาร์แชลตะวันออก (Ratak Chain)
จนถึงสุดเขตแคโรไลน์ตะวันตก [แถวๆเกาะแย็ป ยูลิธิ (Yap, Ulithi)] ที่ห่างกันกว่า 3 พันกิโลเมตรได้สบาย
นักเดินเรือไมครนีเซียอาศัยตำแหน่งและชนิดของนกบิน ตำแหน่งของดาว ทิศทางลม เป็นเครื่องมือนำร่อง
เรือนี้ออกแบบให้คว่ำหลบพายุ และกู้คืนได้ ด้วยภูมิปัญญาที่ยากจะเลียนแบบ
Last edited by อารยา on Tue Jul 17, 2007 5:01 pm, edited 26 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Mon Apr 09, 2007 4:51 pm

ที่พักของผมบนเกาะโมเอ็นที่ทรักตลอด 3 เดือนหลายปีก่อนโน้น เป็นบ้านครอบครัวน้องเขยของ โตซิโว นากายาม่า
อาคารใหญ่ที่สุดบนเกาะเป็นเรือนไม้ที่ทหารญี่ปุ่นสร้างเป็นโรงพยาบาลสนาม และร้างไปนับตั้งแต่ปี 2487
หลังจากทรักขณะนั้นในฐานะเป็นฐานทัพเรือ อ่าวจอดเรือ และศูนย์ส่งกำลังให้กองทัพเรือใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในท้องมหาสุทร์นี้
ถูกถล่มพินาศโดยกองเรือ TF-58 ของสหรัฐ(ใน Operation Hailstone ซึ่งกล่าวไว้ในกระทู้ว่า "ล้มยักษ์: จากทรักถึง ยามาโตะ")
โตซิโวได้ทุนของรัฐบาลสหรัฐมาเรียนรัฐศาสตร์ที่ฮาวาย ตอนนั้นเขาอายุ 37 ปีแล้ว อาวุโสกว่าโปรเฟสเซอร์หลายคนที่นั่น
วันหนึ่ง โตซิโวบอกอยากรู้ว่าผมจะมาทรักวันไหนแน่ๆ
ว่าแล้วก็หยิบทิชชู่บนโต๊ะมาเขียนอะไรหยุกหยิกส่งให้ผม กำชับว่าถึงสนามบินทรักเมื่อไหร่
ก็ยื่นให้ใครก็ได้ที่อยู่บนเกาะนั้น เขายํ้าว่าใครก็ได้ทันทีที่ถึงทรัก

______________

คุณพระช่วย ผมไม่คาดว่าจะเจอข่าวร้ายกระทันหันพลันด่วนเช่นนี้เหมือนมีปาฏิหาริย์
Image
Former President Nakayama dies in Hawaii
(โตซิโว นากายาม่า ประธานาธิบดีคนแรกของสมาพันธ์รัฐไมโครนีเซียถึงแก่อสัญกรรม วันที่ 29 มีนาคม ม่กี่วันมานี้เอง)
Image
Palikir, POHNPEI (FSM Information Services): April 2, 2007 -

The Government of the Federated States of Micronesia, with great sadness,
announces that former President Tosiwo Nakayama
passed away at the Hawaii Medical Center West in Honolulu on March 29, 2007.
The late President Nakayama was the First President of the FSM.
Nakayama had spent a life-time of public service
in various prominent positions and roles during the United Nation's Administration
of the Trust Territory of the Pacific Islands.............................


ผมไม่ได้คาด แต่เมื่อวานทำไมผมนึกถึงทรัก โตซิโว ไมโครนีเซีย ก็ไม่ทราบ!

แด่ โตซิโว เพื่อนรัก
เพื่อนเขียนประวัติศาสตร์หน้าแรกให้กับ FSM สมปรารถนาแล้ว

Tosiwo, may you rest in peace.

Tosiwo Nakayama(1931-2007), First President of the FSM (1979-1987)

Terri
4/9/2007 8:28:50 PM


จดหมายข้างล่าง โตซิโวให้ลูกสาวพิมพ์ตามคำบอก ช่วงหลังเห็นบ่นว่าตามองไม่เห็นไปข้าง อีกข้างก็แย่
แต่ไม่ทราบว่าเริ่มป่วยหนักแล้ว

Image
Last edited by อารยา on Sat Mar 29, 2008 3:26 pm, edited 14 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ตาทุ้ย on Tue Apr 10, 2007 12:40 pm

ขอร่วมแสดงความเสียใจกับท่านอารยาด้วยครับ ประชาชนชาว Micronesia คงจะเสียใจไม่น้อย
ที่ต้องสูญเสียผู้นำประเทศไป (ทำไมเหตุการณ์นี้ไม่เกิดที่เมืองไทยบ้างนะ?)

Truk Lagoon เป็นสวรรค์ของนักดำน้ำที่ชอบ Wreck Diving(ซึ่งรวมทั้งผมด้วยครับ)
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้มีโอกาสไปดำดิ่งสู่กาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์หรือไม่
ถ้าปีหน้าท่านอารยาจะไป ผมขออนุญาตเกาะท้ายขบวนไปด้วยสักคนนะครับ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby Guest on Tue Apr 10, 2007 2:59 pm

เข้าเขตหมู่เกาะแคโรไลน์(ตะวันออก)

กำลังดูกำแพงปะการังเพลินๆ นักบินชี้ให้ดู "Truk Lagoon" ที่ไกลออกไปลิบ

ImageImage
แล้วเริ่มลดระดับบินลงเรื่อยๆ จนประมาณที่ความสูง 5 พันฟุตก็เห็น "แอร์สตริป" บนเกาะ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวสั้นๆ ImageImage
นักบินยอมรับว่ารันเวย์ที่ทรักสั้นมาก เวลาลงจอดต้องชัวร์ว่า
จุดที่ล้อแตะมางวิ่งต้องชิดขอบแรกของทางวิ่งไว้
เพื่อจะได้มีทางวิ่งพอ ก่อนหยุดได้ก่อนถึงปลายขอบอีกด้าน
แต่ถ้าพลาดก็ต้องเชิดหัวให้ทัน จะได้กลับมาลงใหม่
ผิดจากนี้ก็ "sleepy lagoon"!:ดำน้ำ:


แม่เจ้าโวย พอล้อแตะพื้น แรงครูดทางวิ่งหินปะการังส่งเสียงกัมปนาท
ประหนึ่งฟ้าถล่ม เครื่องสั่นเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยง


เมื่อเครื่องจอดสนิท ผมยกมือกราบขอบคุณนักบิน
และบอกเขาว่าหวังจะได้พบกับเขาอีกในเที่ยวกลับ ผมได้คำตอบว่าเที่ยวหน้าไม่ทราบว่าจะจอดได้นิ่มอย่างนี้หรือเปล่า!!


พอโผล่หน้าออกจากประตูเครื่องก็ปะทะเข้ากับลมทะเลที่ค่อนข้างอ้าวและชื้น
ผมเดินไปใกล้เพิงที่แน่ใจว่าเป็นด่าน ตม. เห็นพนักงานสาวสามสี่คนนั่งเปลือยอกทำงานอย่างใจเย็น
Guest
 

Postby Guest on Tue Apr 10, 2007 3:00 pm

ผมเกือบลืมโน้ตของโตซิโว พอค้นได้ก็ยื่นให้เด็กหนุ่มชาวเกาะคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆเพิง
เท่านั้นแหละ เจ้าหมอนั่นโหวกเหวกเรียกพรรคพวกมาช่วยกัน
ชักลากกระเป๋าสัมภาระให้ พร้อมคว้าข้อมือผมให้เร่งฝีเท้าไปขึ้นรถปิ๊กอัฟ แล้วบึ่งออกจากสนามบินในบัดดล

ครู่เดียวก็มาหยุดที่หน้าบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง
คนขับลงมาแนะนำตัวว่าชื่อเรดลี่ย์ กำลังเรียนไฮสคูล(ที่มีแห่งเดียวในทรัก)แล้วพูดว่า
“ขอต้อนรับสู่ทรัก ไมโครนีเซีย ท่านวุฒิสมาชิกยังไม่กลับจากฮาวาย
แต่จะมาประชุม Congress of Micronesia และหาโอกาสมาพบและต้อนรับท่านภายในเดือนนี้
ในระหว่างนี้พวกเราจะดูแลท่าน หากมีอะไรบกพร่อง ขอให้บอกได้โดยไม่ต้องลังเลเลย”


ตอนนั้นบอกตรงๆว่า สงสัยตะหงิดๆว่ามันไปเกี่ยวกับวุฒิสมาชิกที่ไหนด้วย ก็เลยถามว่าใครกันครับที่จะมาพบกันที่นี่
เรดลี่ย์ตอบว่า ท่านโตซิโว นากายาม่า

ก็เลยชักจะใกล้ถึงบางอ้อ โตซิโว เพื่อนผมที่ชอบควบฮาเลย์เดวิดสันมาชวนไปซดเบียร์แถวไวกิกิเนี่ยนะ
คือท่านวุฒิสมาชิกแห่งสภาไมโครนีเซีย ดินแดนทรัสตีของสหประชาติในแปซิฟิก
ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นประธานวุฒิสภาด้วยซ้ำ
ผู้แทนพิเศษจากไมโครนีเซียประจำสหประชาชาติ (ตำแหน่ง Ambassador) โตซิโวก็เป็นมาก่อนแล้ว

โตซิโวไม่เคยบอกผมให้รู้จักโลก หรือชีวิตทางการเมืองของเขาที่ทรัก
หรือว่าที่เขาให้ผมรู้จักนั่นคือตัวตนแท้ๆของเขา ซึ่งผมควรจะดีใจ

ImageImage
ImageImage
Guest
 

Postby Guest on Tue Apr 10, 2007 3:03 pm

วันหลัง โตซิโวเปิดใจว่า เขารู้ว่าผมกำลังมีกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่ง
ในกระบวนการปกครองตนเองของชาวไมโครนีเซีย
และดีใจที่ผมได้ไปรู้จักทรัก และชาวไมโครนีเซียที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
นับตั้งแต่กัปตันคุกแล่นเรือออกมาสำรวจ
และพบเกาะแรกในหมู่เกาะไมโครนีเซียเมื่อวัน "คริสตมาส" ปี 1777 จึงตั้งชื่อเกาะนั้นว่า "Christmas Island"
เกาะนี้ตั้งอยู่ที่145 ไมล์เหนือเส้นศูนย์สูตร ในหมู่เกาะไลน์(Line Islands) ราว 1,300 ไมล์ใต้ฮาวาย
และ 2,200 ไมล์จาก ทาราวะ เป็นเกาะปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเนิ้อที่ทั้งหมด 248 ตารางไมล์
เป็นพื้นดิน 125 ตารางไมล์ที่เหลือเป็นลากูน
กัปตันคุกให้ชาวเกาะออกเสียงเรียกชื่อนี้
ปรากฏว่าพวกเขาออกสียง “christmas” เป็น “กิริติมัตคิ” เกาะนี้จึงได้รับเกียรติ
ให้ลงทั้ง 2 ชื่อ คือ “Christmas Island” และ “Kiritimati Island" ในแผนที่

เกาะคริสตมาสเคยถูกใช้เป็นฐานยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ 24 ลูกม้วนเดียวจบภายในไม่ถึงเดือน
ImageImage
และห่างจากเกาะนี้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 500 ไมล์ เป็นบริเวณที่ USS Ethan Allen
ยิงจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ต่อต้านเรือดำน้ำ ในปฏิบัติการ "OperationDominic 1962" เดียวกัน


โตซิโว บอกผมว่า ถึงเวลาที่ชาวไมโครนีเซียจะต้องเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์ของตัวเองแล้ว
หมดเวลาที่จักรวรรดินิยมสเปน ปอตุเกต ดัช อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น
ล่าสุดสหรัฐอเมริกาจะมาผลัดเปลี่ยนเวียนเข้ามาอิทธิพลเหนือทรักอีกต่อไป

เรายังย้อนไปคุยกันถึงเรื่องสงครามเวียดนามที่ค้างไว้ เราไม่สนใจว่า ลินดอน บี จอห์นสันจะเชื่อหรือไม่เชื่อรอสทาว
เพราะที่สำคัญกว่านั้น สหรัฐก็ต้องถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม เริ่มตั้งแต่ลาวแตกในเดือนเมษายน ในปี 2518
แล้วก็มาถึงคิวเขมรในวันคริสตมาสปลายปีนั้น เมื่อรถถังรัสเซียบุกพนมเปญราบ
กรณีมายาเกซในห้วงเวลาเดียวกัน บอกว่านี่คือการปิดฉากสงครามเวียดนาม
สงครามที่ Frances FitzGerald นักเขียนเรียกว่าเป็นปฏิบัติการ "Fire In The Lake"
หมายความว่า สหรัฐทำสงครามครั้งนี้ให้ตายก็ไม่ชนะ เพราะมันเหมือนกับยิงปืนลงไปในสระน้ำ
ยิงเท่าไหร่กระสุนก็ถูกกลืนกลายเป็นก้อนกรวดหมด


ที่ปัจจัยสำคัญที่ผู้นำสหรัฐต้องยุติการทำสงครามในเวียดนามคือ
ไม่อาจฝืนกระแสต่อต้านจากภายใน ทั่วทุกมลรัฐ
แม้ทางฝ่ายกองทัพจะกล่าวอย่างน่าเห็นใจว่า ถ้าปล่อยให้รบต่อไปอีกนิดเดียว เวียดนามก็แพ้
ก็ว่ากันไป


โตซิโวบอกผมว่า
Image
เรดลี่ย์ (Redley Killion) อดีตนักเรียนไฮสคูลที่ลากผมออกจากสนามบินมาขึ้นรถปิ๊กอัพ แล้วนำมาที่พักที่เตรียมจัดไว้อย่างเรียบร้อย
เรดลี่ย์ยังฝึกผมให้พายแคนูข้ามไปเล่นเกาะเล็กเกาะน้อยในทรักลากูนจนชำนาญ
35 ปีต่อมา เรดลี่ย์คือรองประธานาธิบดีของสมาพันธรัฐไมโครนีเซีย(2546-2550)
หรือ Federated States of Micronesia


วันหนึ่งหลายปีก่อน
Image
มาซาโอะ นากายาม่า น้องชายโตซิโว โทรศัพท์ถึงผม บอกว่ากำลังโทรจากตึกเอสแคปในกรุงเทพฯ มีเรื่องด่วน
ผมรีบบอกเขาว่าไม่ต้องเล่า จะออกไปรับเดี๋ยวนี้ ว่าแล้วก็ห้อ 1968 คามาโร่ไปถึงภายใน 20 นาที
เห็นมาซาโอะยืนรออยู่หน้าตึก ผมจอดปาดหน้าดื้อๆ แล้วบอกให้เขาเปิดประตูเข้ามา
ยังไม่ทันที่ผมจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น มาซาโอะก็บอกว่า ไม่มีอะไร 'โตซิ' พี่ชายไอฝากความคิดถึงมาด้วย แล้วก็อยากเห็นกรุงเทพฯ"


ผมพามาซาโอะไปทานข้าวคุยกันแถวสยาม จากนั้นจำไม่ได้ว่าพา
FSM's Minister of External Affairs/Ambassador to the UN
Masao Nakayama ไปดูกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรที่ไหนบ้าง
Guest
 

Postby อารยา on Tue Apr 10, 2007 3:27 pm

ที่ทรัก ผมพบ “แฟร้งค์” นักเรียนปริญญาเอกจากสแตนฟอร์ด
บอกว่าอยู่ทรักมา 18 ปีแล้ว ได้รับอนุมัติให้มาเรียนรู้ เข้าถึงชีวิตชาวเกาะได้นานเท่าที่ต้องการ
โดยทางมหาวิทยาลัยจะรักษาสถานภาพนักศึกษาไว้ให้ แต่ต้องกลับมาเขียนวิทยานิพนธ์ จากนั้นจะกลับมาตายที่ทรักก็ไม่ว่า
ทั้งนี้เพราะทางการสหรัฐต้องการผู้เชี่ยวชาญเรื่องลอจิสติกส์ในย่านมหาสมุทร์แปซิฟิกทั้งหมด เพื่อพัฒนาระบบความมั่นคงของสหรัฐ

อีกวัน พบแฟร้งค์ในเรือโดยสารข้ามไปเกาะโตล
วันนั้นมีพายุแรงมาก คลื่นในลากูนโยนตัวสูงพาเรือจะหงายเก๋งเอาหลายครั้ง แฟร้งค์บอกว่า ถ้าเขาจะต้องมีอันเป็นไปวันนี้
ขอให้ผมช่วยดูแลข้อมูลและเอกสารต่างๆในหีบที่เขาแบกมานี้ด้วย
ยังล้อเขาว่า รู้ได้ยังไงว่าผมจะไม่ตาย ถ้าเรือล่ม


แล้ววันที่แฟร้งค์จะต้องหอบข้อมูล 18 ปีกลับไปเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่อเมริกาก็มาถึง
แฟร้งค์ขึ้นเครื่องบินน้ำ SA-16 ไปกวม ก่อนต่อเครื่องใหญ่ไปเมนแลนด์
Image
ชิ้นส่วนเหลือใช้สงครามที่ตกค้างอยู่เครื่องสุดท้ายที่ทรัก
ImageImage
ลูกสาววัยรุ่นของแฟร้งที่แม่เป็นชาวเกาะ นั่งกอดแขนพ่อร้องไห้กระซิกๆมิได้สร่างซา
เพราะรู้ว่าพ่อจากไปแล้วไปเลย พ่อเป็นอเมริกัน กินอยู่แบบชาวเกาะได้ แต่เป็นชาวเกาะไม่ได้ตลอดชีวิต
ผมไม่ได้ยินแฟร้งค์ปลอบว่าอะไร แต่ตอนที่แฟร้งค์จูบหน้าผากลูกสาวก่อนโบกมือลาวันนั้น
ผมเห็นทุกคนที่แอร์สริปถูกสะกดนิ่งกันไปหมด

ผมไม่เห็นเมียชาวเกาะของแฟร้งค์มาส่งด้วย เพื่อนๆชาวเกาะบอกผมว่า
คงเป็นเพราะเมียแฟร้งค์คงจะทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ และอาจต้องฆ่าตัวตายเสียก่อนที่แฟร้งค์จะได้เวลาที่ต้องจากกัน

หลังจากแฟร้งค์กลับมาที่สแตนฟอร์ดอีกครั้ง
Image
เขาได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วสหรัฐ
ไปพูดสารพันเรื่องน่ารู้ในประชาคมเกาะต่างๆที่อยู่ในมหาสมุทร์แปซิฟิค
แฟร้งค์กลายเป็นสารานุกรมแปซิฟิคที่มีชีวิต
แฟร้งค์แทบจะไม่มีเวลานั่งลงเขียนวิทยานิพนธ์เลย แต่แฟร้งค์ก็ได้ประโยชน์จากคอมเม้นต์ของอาจารย์เก่าๆ
เจ้าทฤษฏีที่เคยสอนแฟร้งค์มาก่อนไม่น้อยเหมือนกัน

นั่นยิ่งทำให้วิทยานิพนธ์ของแฟร้งค์หาอาจารย์ที่ปรึกษาที่สแตนฟอร์ดยากมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กว่าแฟร้งค์จะได้ปริญญาเอกนับไปนับมาได้ 23 ปี:
3 ปี คอร์สเวิร์คก่อนหน้าไปทรัก
+18 ปี เรียนรู้จากชาวเกาะ
+2 ปีตระเวณเลคเชอร์กับเขียนวิทยานิพนธ์

จากนั้น แฟร้งค์ก็เป็นอาจารย์สอนที่สแตนฟอร์ด
และรับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาด้านกิจการแปซิฟิค ในยุคของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกซัน
Last edited by อารยา on Thu Apr 12, 2007 11:09 am, edited 4 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby GeMiNi on Tue Apr 10, 2007 4:07 pm

มีเรื่องสนุกๆ มาเล่าอีกแล้ว.. :เดิน:

ขอบคุณนะครับ

เดี๋ยวมาอ่านต่อครับ.. :สนุก:
GeMiNi
 
Posts: 137
Joined: Mon Mar 19, 2007 8:09 pm

Postby ตาทุ้ย on Wed Apr 11, 2007 1:47 am

เรื่อง Scuba ไม่มีปัญหาเลยครับ ตอนผมเรียน ก็มีปัญหาเรื่อง Sinus
กว่าจะสอบผ่าน เล่นเอาเลือด(กำเดา)ท่วม Mask เลยเหมือนกันครับ

ผมเข้าใจคำว่า Bouncing ของคุณอารยา คือสิ่งที่ผมเรียกว่าการ"ป๊อปหู"
อันเป็นอุปสรรคด่านแรกของการดำน้ำ ออกทะเลก็แค่เพิ่มตะกั่วอีกหน่อยก็ OK แล้วครับ

ผมเองก็ห่างเหิน The silent world มาพักใหญ่ แต่ปลายปีนี้ผมมีทริปที่เป็นปัญหาคาใจมานานเต็มที
คือ Wreck dive ที่ ร.ล. สงขลา และชลบุรี ที่เกาะช้าง ตั้งใจว่าจะให้จบในปีนี้

ผมทราบเกี่ยวกับ Micronesia น้อยมากครับ เคยแต่ได้ยินชื่อ
ถ้าคุณอารยาจะเล่าปูมหลังของประเทศนี้ให้อ่าน ก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby Guest on Wed Apr 11, 2007 10:32 am

ตอบคุณตาทุ้ย เรื่อง scuba diving

ผมเคยคิดอยากทำสองอย่างในชีวิต
คือ ขับเครื่องบิน กับดำน้ำสกูบ้า และคงต้องเลิกคิดแล้ว พอรู้ว่าคุณตาทุ้ยทำเผื่อผมหมดแล้ว
ผมเคยเรียนจนครบคอร์สดำน้ำ พอจะ bouncing ไม่ให้ปอดแหกได้แล้ว
เหลือแค่ออกทะเลจริง แต่ก็ชวดจนได้ ไม่รู้เอาฟินไปโยนทิ้งที่ไหนแล้วครับ
แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปทรัก ผมต้อง rebound เรื่องดำน้ำ คุณตาทุ้ยเป็นบัดดี้ให้ผมด้วยนะครับ

ครับใช่แล้ว ตะกั่วไม่ต้องใช้มากในสระว่ายน้ำ(จืด) เพราะความหนาแน่นน้อยกว่าในน้ำทะเล
พอออกทะเล ถ้าไม่ถ่วงให้พอดี แล้วถ้าเผลอๆกดปุ่มผิดด้วย
อาจทะลึ่งขึ้นจนเกิดอาการป๊อบหู อย่างที่คุณตาทุ้ยว่า ดีไม่ดีเลือดท่วม(mask) ตอนนี้แหละปอดแหกของจริงเลย!

สงสัย ผมไป "ปอดแหก" ซะก่อนออกทะเล เลยคาราคาซังอยู่อย่างนี้


Image
Image

นายพลยามาโมโต้ชะตาขาดใน BettyBomber โดน P-38 รุมยิงตกเหนือเกาะลาบวล

ImageImage

ImageImage
Guest
 

Postby อารยา on Wed Apr 11, 2007 10:48 am

ประวัติศาสตร์เกิดยากถ้าเจ้าของชนชาติไม่เริ่มต้นเขียนเอง
คนไมโครนีเซียไม่อาจรวมตัวกันตั้งเป็นรัฐชาติ เหมือนไม่ได้ร่วมทำบุญกันมาก่อน เหมือนไม่มีบุพเพสันนิวาส
ก็เพราะเกิดมาชาตินี้ต้องอยู่กับธรรมชาติที่รวมกันไม่ติด เนื่องจากมี "แผ่นน้ำขวางหน้า แผ่นฟ้าขวางกั้น"

สเปนที่มาตามลายแทงของแมกเจลแลนในต้นศตวรรษที่ 19 ก็ปักหมุดถือสิทธิครอบครองหมู่เกาะต่างๆ
จากเขตมาร์แชล มาเรียน่า มาจนถึงแคโรไลน์ และลงใต้ไปถึงโพลีนีเซีย ก็มิได้ใส่ใจมากไปกว่าขนทรัพยากรกลับยุโรป
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในขณะที่สเปนก็ยังเป็นเจ้าของอยู่ เยอรมันได้เข้ามาจัดระบบการปกครองตนเอง เริ่มจากให้มีการบังคับใช้กฏหมายในหมูของชาวเกาะไมโครนีเซีย สุดท้ายได้ขอซื้อ ไมโครนีเซียจากสเปนทั้งหมดในปี 1909
เยอรมันสถาปนาไซปัน พาเลา โพนะเพะ เป็นศูนย์กลางการปกครองในเขตมาเรียน่า แคโรไลน์ และมาร์แชล ตามลำดับพร้อมกันทันที
เยอรมันเอาจริง มีเรือรับส่งข่าวสารระหว่างเขตต่างๆ
มีการบังคับใช้กฏหมายที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี อาชญากรรมไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของผู้ปกครอง
แต่เป็นกบฏที่มาจากกลุ่มหมอผี ที่ต้องจับไปขังที่เรือนจำกลางไซปันบ่อยๆ

หลังจากมีกฏหมายให้คนไซปันทุกคนต้องปลูกมะพร้าวอย่างน้อยจำนวนหนึ่งต่อปี
พอมะพร้าวโตถึงปีที่ 4 ปี ไซปันผลิตเนื้อมะพร้าวแห้งได้ถึงปีละ 900 ตัน จากเดิมที่ไม่ได้เป็นพืชเศรษฐกิจมาก่อน
เยอรมันเอามะพร้าวแห้ง (copra)จากไมโครนีเซียไปทำน้ำมัน

ภายหลังเยอรมันหันมาทำเหมืองฟอสเฟสอีกทางหนึ่ง

เยอรมันทำให้ไมโครนีเซียพัฒนาค่อนข้างรวดเร็ว แต่ไม่นานนักก็ชะงัก
เพราะพอถึงปี 1914 เยอรมันก็ต้องระดมทรัพยากรไปทำสงครามในยุโรป
พอเสร็จสงครามก็ต้องยกไมโครนีเซียให้ญี่ปุ่นในปี 1919 เพราะตัวเองแพ้

Image Image ImageImage
Last edited by อารยา on Thu Mar 27, 2008 9:05 pm, edited 6 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Apr 11, 2007 10:50 am

ไมโครนีเซียเปลี่ยนมือจากเยอรมันมาเป็นญี่ปุ่นจนถึงสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2

ครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ระบบโลกเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ สหรัฐไม่ถือว่าไมโครนีเซียเป็นอาณานิคม
ที่รอเปลี่ยนมือ เหมือนในศตวรรษก่อนๆอีกต่อไป
ต่างจากที่เคยอยู่กับญี่ปุ่น เยอรมัน และไม่ต้องพูดถึงสเปน
ทั้งนี้เพราะมี“สหประชาชาติ” เข้ามาสร้างอารยธรรมใหม่

เริ่มจากทำไมโครนีเซียให้เป็น "ดินแดนในภาวะทรัสตีของสหประชาติในมหาสมุทร์แปซิฟิกในกำกับของสหรัฐอเมริกา"
(US Trust Territory of the Pacific Islands)

30 ปีต่อมา หลังจากชาวเกาะได้เรียนรู้กระบวนการปกครองตนเอง ดินแดนเหล่านี้กลายเป็นรัฐอิสระโดยถ้วนหน้ากัน

Image
Image
Last edited by อารยา on Thu Mar 27, 2008 9:15 pm, edited 4 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Apr 11, 2007 10:51 am

สถานะของไมโครนีเซียภายใต้อาณัติของสหรัฐต่างกันแบบฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับเมื่อครั้งที่สเปน เยอรมัน และญี่ปุ่นปกครอง สหรัฐเองก็ต้องปรับบทบาท การเป็น “เจ้าเข้าครอง” ประเทศหลังยุคอาณานิคม
ภายใต้กฏบัตรสหประชาชาติ โดยให้ผู้นำทั้งรุ่นเก่า (ภายใต้ญี่ปุ่น) และรุ่นใหม่(เด็กหนุ่มที่ได้รับอุดมการณ์ชาตินิยม สร้างชาติ หลังสงคราม)
ให้มาทดลองปกครองตนเองกันก่อน
เริ่มจากกำหนดเขตการปกครองออกเป็น 6 เขต มี ทรัก แย็ป พาเลา โพนะเพะ ไซปัน คอสะเระ ในทศวรรษที่ 1950's
แต่ละเขตมีผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างแยกกันทำหน้าที่ออกกฏหมายในที่ประชุม หรือสภาเขต (District Legislature)


พอถึงปี 1964 จึงจัดตั้ง “รัฐสภาแห่งไมโครนีเซีย” (Congress of Micronesia)
ประกอบด้วยผู้แทนจากสภาเขตที่พร้อมจะกำหนดระบบการปกครองตนเองในรูปแบบที่แล้วแต่จะได้มีการทำประชาพิจารณ์กันต่อไป
ตอนนี้ก็เริ่มเห็นตัวผู้นำไมโครนีเซีย ที่มาจากผู้นำรุ่นใหม่ไปในตัว
รอว่าเมื่อ สถาบันการเมืองเข้มแข็งพอจะสถาปนาเป็นรัฐอิสระ ก็จะได้ตัวคนเป็นประธานาธิบดีโดยไม่มีความกดดัน
เพราะมีการเตรียมความพร้อมอย่างมีขั้นตอน และระบบที่ดี


โตซิโวหนุ่มใหญ่ ความรู้ ป.4 คนเกาะชู๊ก (Chuuk) ญาติเยอะทั้งลากูน
กระโดดลงสมัครเป็น ส.ส. เขต ตั้งแต่เริ่มมีสภาเขต
ได้ทุ่มเทหาประสบการณ์ในกรรมาธิการสำคัญต่างๆอย่างต่อเนื่อง พอทรักมีไฮสคูล โตซิโวก็รีบเข้าเรียน
ด้วยแววของผู้นำที่สามารถ สหรัฐหนุนให้โตซิโวเข้าไปนั่งเก้าอี้ทูตประจำยูเอ็น ก่อนกลับมาเป็นประธานสภาคองเกรส
และมาเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยฮาวายในปลายทศวรรษที่ 1960’s โตซิโวจึงพร้อมเมื่อทุกอย่างลงตัวในปี 1978
ได้รับโหวตจากบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ในสภาให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลของ "Federated States of Micronesia"
ที่ประกอบด้วย 4 เขต คือ Yap, Chuuk(Truk), Pohnpei, Kosrae ซึ่งเปลี่ยนสภาพเป็น "รัฐ"
(หายไป 2 เขต คือ พาเลา กับ ไซปัน)


ที่ตั้งของรัฐบาลตกลงให้ไปอยู่ที่เมือง“พาลิกิ” (Palikir) ในรัฐโพนะเพะ ในฐานะที่เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองสมัยเยอรมันในแคโรไลน์ตะวันออกที่ค่อนข้างมีระบบ
ส่วน"ชู๊ก"ก็ยังคงดำรงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลก
และวันนี้คือสวรรค์ของนักดำน้ำ (Divers' Heaven) จากทั่วโลก ที่ต้องการมาสัมผัส "wreck" ที่ล้ำค่าใต้ "ทรักลากูน"


พูดถึงในเขตหมู่เกาะอื่น (นอกเหนือจากใน "The Carolines" ที่ลงตัวในรูปแบบของ FSM แล้ว)

มาเรียน่าส์
คงจำได้ว่า ไซปันใน "The Marianas" กับ พาเลา ในเขตแคโรไลน์ตะวันตกเคยอยู่ใน Congress of Micronesia ก่อนกำเนิด FSM
ส่วนกวม ทันทีที่สิ้นสุดสงคราม สหรัฐตีตราให้เป็น “ดินแดนสหรัฐ” (US Territory) ตีเหล็กกำลังร้อนย่อมได้ผลแน่นอนกว่า
ปลอดอิทธิพลญี่ปุ่นให้รู้แล้วรู้รอดไป
หมู่เกาะที่เหลืออยู่ทางเหนือ (“Northern Marianna Islands”: Saipan, Tinian, Rota, etc., Islands) ก็ลงเอยเป็น “Commonwealth” (ของสหรัฐ) มีไซปันเป็นเมืองหลวง


สหรัฐยังเอาใจประชาชนทั้งหมู่เกาะมาเรียน่าส์ไซปันเต็มที่ (กวมของตาย!)
ส่วนใหญ่ยินดีรับสัญชาติอเมริกัน วันนี้ก็เลยได้ไปรบอิรักเหมือนเป็นทหารอเมริกันเต็มตัว
สหรัฐทิ้งส่วนนี้ไม่ได้ เพราะเป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ยิ่งกว่าเขตใดในไมโครนีเซีย

คงจำได้ เมื่อถึงเวลาที่ไมโครนีเซียจะมีการปกครองตนเองในปลายทศวรรษที่ 1970's ชาวมาเรียน่าส์ลงประชามติขออยู่เป็น "เครือรัฐ" (Commonwealth of the Northern Mariana Islands--CNMI)
และปฏิเสธที่จะเป็นรัฐหนึ่งใน Federated States of Micronesia
ซึ่งดูเหมือนสหรัฐก็พอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะทำให้ CNMI อยู่ใกล้ชิดสหรัฐมากขึ้น
เท่ากับขออยู่ในอุปถัมภ์ของสหรัฐ คล้ายสถานะของเปอร์โตริโก้
เพียงแค่ไม่ถือว่าเป็นรัฐที่ 51 เท่านั้น


แคโรไลน์ตะวันตก
Palau Atoll เดิมเป็นหนึ่งใน 6 เขตเมื่อมีการก่อตั้ง Congress of Micronesia ในปี 1964
แต่เมื่อสหรัฐสถาปนา The Federated States of Micronesia ในปี 1978 Palau
ขอแยกตัวออกมาตั้งเป็น Republic of Palau Islands (RPI) มี Koror เป็นเมืองหลวงในปีนั้น
(อีก อะตอล คือไซปันได้กล่าวถึงแล้ว)


มาร์แชลส์
สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชล: Republic of Marshall Islands (RMI)
ได้ประกาศตัวเป็นประเทศ(de facto) แบบหลวมๆในปี1978 แต่ RMI คงต้องพึ่งพาสหรัฐต่อไป
อย่างน้อยก็บอบช้ำจากแรงระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งสหรัฐต้องรับผิดชอบ อีกศตวรรษก็ยังไถ่บาปนี้ไม่หมด

วันนี้ RMI มีสถานทูต/กงสุล 5 แห่ง รวมที่สหประชาชาติด้วย:
1. USA (Honolulu)
2. Taiwan
3. Fiji
4. Japan
5. The United Nations


ตกลงวันนี้ บริเวณที่ก่อนสงครามโลกเรียกว่า ไมโครนีเซีย และ/หรือ ในตอนหลังสงครามเรียกว่า
ดินแดนภาวะทรัสตีของสหรัฐในมหาสมุทร์แปซิฟิก
ก็กลายเป็นรัฐอิสระหมดแล้ว เป็นการพัฒนาระบบการปกครองตนเองที่ค่อนข้างจะลงตัว อย่างน้อยก็โดยพฤตินัย


มีรายงานจาก East-West Center สัปดาห์นี้เองว่า เกิดปัญหาทุรโภชนาในบางรัฐ
เด็กนักเรียนขาดอาหารกลางวันจนต้องปิดโรงเรียน
ในอดีต ปัญหาเช่นนี้ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดได้ เพราะในน้ำมีปลา แม้ชาวเกาะจะไม่มีนา แต่อาหารจำพวกคาร์โบรไฮเดรทก็หาได้ง่ายจากเผือก มัน สาเก (ploy, taro, breadfruit)

แต่หาก ห้วย บึง เก่าถูกปรับมาเป็นที่ตั้งของตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง อารยานึกไม่ออกว่าเขาจะมีพื้นที่เกษตรที่ไหนเหลือ
สำหรับปลา ถ้าน้ำเสียจากโรงแรมไม่ได้ผ่านกระบวนการกรองให้เป็นน้ำดีอย่างเป็นระบบ ทะเลรอบเกาะก็อาจมีมลพิษ จับปลาไม่ได้

น่ากลัวว่า อนาคตชาวไมโครนีเซียจะคล้ายกับชาวบ้านริมคลองแสนแสบที่บ้านเราหรือเปล่าหนอ
Attachments
Chuuk.jpg
ธรรมชาติที่ทรักเหมือนชนบทภาคกลางเมื่อ 50 ปีก่อน
Chuuk.jpg (71.26 KiB) Viewed 841 times
TTPI_UN_Mission_1978.jpg
จากยูเอ็น ถึง ไมโครนีเซีย 1978
TTPI_UN_Mission_1978.jpg (37.15 KiB) Viewed 882 times
FSM.jpg
จาก USTTPI &gt;&gt; FSM
พิธีมอบเอกราช 1978
FSM.jpg (33.11 KiB) Viewed 887 times
Last edited by อารยา on Thu Mar 27, 2008 4:11 pm, edited 7 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Apr 11, 2007 10:55 am

สถานภาพของไมโครนีเซียที่เป็น USTTPI(United States of America Trust Territory of the Pacific Islands)
ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี พ.ศ. 2488 ได้เปลี่ยนมาเป็น FSM(Federated States of Micronesia) เมื่อปี 2521


เมื่ออารยาพบโตซิโวเรียนรัฐศาสตร์ ป.ตรี ที่มหาวิทยาลัยฮาวายในปี 2511 เขาอายุ 37 ปีแล้ว
ช่วงนั้น โตซิโวควบฮาเลเดวิดสันมารับอารยาไปนั่งคุยชิมวิวที่ถนนคารากาวา ริมหาดไวกิกิกันบ่อยๆ
ก่อนที่อารยารู้ตัวเองมีภารกิจที่ไมโครนีเซีย
ตอนนั้อารยารู้เพียงว่า โตซิโวเป็นนักการเมืองคนสำคัญของไมโครนีเซีย
ไม่ได้เข้าถึงรายละเอียดในประสบการณ์ทางการเมืองของเขาว่าเคยเป็นทูตประจำยูเอ็นมาแล้ว
หรือตอนนั้นเขากำลังเป็นประธานวุฒิสภาของไมโครนีเซีย

หรือหากรัฐบาลสหรัฐหมายตาโตซิโวให้เป็นผู้นำรัฐบาลไมโครนีเซีย(ในอีก 11 ปีถัดมา) อารยาก็ไม่ได้เอะใจใดๆเลย
Attachments
MICRONESIA%20.jpg
MICRONESIA%20.jpg (341.82 KiB) Viewed 658 times
 FSM.jpg
FSM.jpg (38.2 KiB) Viewed 772 times
(1978).jpg
โตซิโว(ซ้าย)
(1978).jpg (15.54 KiB) Viewed 748 times
Last edited by อารยา on Thu Apr 12, 2007 11:20 am, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Next

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron