Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

คนเผาฟาง

Book/Film/Music/Sports

Postby som on Sun Apr 08, 2007 4:57 am

...

วันนี้ ได้ข้อคิดมาอย่างนึง...

พอเริ่มต้นแบบนี้ ก้ดูน่าเบื่อที่จะอ่านต่อ แล้วเนอะ...

ชาวบ้าน เค้าเผาหญ้าเผาฟาง...
คืนนี้ เราก็ต้องเลยนอนรมควัน...
นึกว่าจะดับได้ทัน...
แต่กว่าเราจะได้กลิ่นควัน...
คนเผาก็ไปไหนกันหมดแล้วไม่รู้...

ปัญหา คือ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ กะคนที่เผา เขาเห็นดีเห็นงามด้วย...
เลยปล่อยให้มันเผาหญ้า เผาฟางไปเรื่อยๆ...
เพราะลม มันพัดไปทางนู้นนนน... ไม่ได้พัดมาทางนี้....

ทั้งคนเผา และคนที่สนับสนุนการเผา ก็นอนหลับสบายกันไป...
ใครที่พักอาศัยอยู่ใต้ทิศทางลม... ก็รมควันกันไป...

แล้วหญ้าฟาง ก้ถูกเผา แล้วก็ลามเลียไปเรื่อยๆ...
แน่นอน... มันไม่มีทางย้อนกลับมาในทิศทางที่ใกล้บ้านของคนที่เผาหรอก...
เพราะลม มันพัดไปทางนู้นนน.... นู่นนน....

" จะบ้านใคร ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่บ้านฉันก้พอ..."

เราคงแก้ทัศนคติของคนที่ตั้งใจจะเริ่มเผาไม่ได้...
เรา ก็ไม่รู้ ว่าจะแก้ทัศนคติของคนที่เห็นดีเห็นงาม
กับการกระทำนั้นได้มากน้อยแค่ไหน...

แต่สิ่งที่ได้รับรู้ คือ เขาขาดหายไป ซึ่งน้ำใจ....
เขาไม่มีห่วงใย ไม่มีอะไร... ให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง...
เขาคิดแต่ว่า นายก็ทนดมควันไปหน่อยละกัน พรุ่งนี้มันก้ดับแล้ว...
ฉันจะได้เอาที่ทางไปทำมาหาประโยชน์อย่างอื่น...

ขี้เกียจไปนั่งฟัน ไปหักร้างถางพง...
เผาเอาง่ายกว่าเยอะ..
แล้วลมก็จะพัดขี้เถ้าลอยไป ๆ...

...

ที่ภาคเหนือ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย...
เกิดเหตุการณ์คล้ายๆกัน...
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้... แต่ปัญหาอยู่ที่เขาไม่แคร์ตะหาก...

เมืองทั้งเมืองจึงถูกฝังจมอยู่ภายใต้หมอกควัน...

เพราะเขาคิดว่า
"กูจะเผา เป็นเรื่องของกู..."
" มึงจะเดือดร้อน นั่นเป็นเรื่องของมึง...."

แล้วก้เดือดร้อน แล้วก็มานั่งแก้ไขกันไป...

คงไม่ต้องยก อัลกอร์ มาเล่าเรื่อง uncomfortable truth...
เพราะ ถ้าอยากจะแก้ไขไม่ให้โลกร้อน ต้อง แก้ไขทัศนคติของคนก่อน...
ถ้า care ก็ดี... ถ้าไม่ care... ก็ทำกันไป...

ถ้าอยากให้คนเข้าใจการเมืองในทิศทางที่ตรงกัน...
ต้องให้เค้าเลิก addicted กับระบอบที่ โยนเศษกระดูกมา แล้วเขาดีใจให้ได้ซะก่อน...
อย่าว่าแต่คนจนในชนบท ที่นั่งแทะเศษกระดูก ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม...
คนมีการศึกษาสูงๆ... ก็กอดกระดูก กอดชิ้นเนื้อกันมากมาย...
เพราะเศษเนื้อ เศษกระดูกนั้น หล่อเลี้ยงชีวิตของเขา...
ในอีกทางหนึ่ง ได้พรากเอาจิตวิญญาณ จากเขาไปด้วย....

ความเป็น "คน" ถูกละลายไปได้ด้วย "ทุน" จริงๆ หรือ...

"เราได้คุยกะเพื่อนคนนึง...
เขาบอกว่ามาเหอะ มาอยู่ที่นี่ ไม่มีอดตาย...
และเราเชื่อด้วยว่า ประเทศไทย...
อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย... ถ้าเรายังมีแรง... ทำงานได้...
โดยไม่ต้องข้องเกี่ยวกับเศษเงิน เศษกระดูกนั่น..."
อันข้างต้นนี้เป็นคำพูดส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้...

...

แล้วคนไทยต้องได้รับการศึกษา เป็นหลายๆเปอร์เซ็นต์ ก่อน...
เหมือนในประเทศเจริญๆ...หรือเปล่า???

เรานั่งคิด นั่งมองดู... และเรียนรู้จากพ่อของเรา...
ถึงเขาจะไม่มีความรู้มากมาย ให้อวดใครๆได้...
แต่เขาเป็นคนดี ที่ไม่ได้ขี้โกงใคร... ไม่ได้เอาเปรียบใคร...
เราดีใจที่พ่อเราเป็นคนแบบนี้...
แล้วบังเอิญ เราถูกสอนมาแบบนี้...

เราดีใจ เพราะรู้ว่าพ่อของเราจะหยุดเผาทำลาย...
เมื่อเพื่อนบ้านเดินมาบอกว่า เค้าเดือดร้อนจากควันไฟนั้น...
วันนี้ ถึงเราจะเดือดร้อนจากกลิ่นไหม้ของฟางทุกเส้น... ที่ใครบางคนเผา...
เราจะทำแค่เดินไปบอกเค้า...

อย่าทำแบบนี้เลย...
เพราะ... เราต้องอยู่กันไปอีกนาน...


ส้ม

...
som
 
Posts: 10
Joined: Tue Mar 27, 2007 9:27 pm

Postby EverybodyHurt on Sun Apr 08, 2007 7:37 am

เรื่องน่าสนใจ คุณส้มน่าจะขึ้นกระทู้ใหม่เลย :ปิ๊ง:

ผมขออนุญาตตัดขึ้นกระทู้ใหม่ให้เลยละกันครับ
Image
User avatar
EverybodyHurt
 
Posts: 107
Joined: Sun Mar 18, 2007 2:08 am
Location: ใต้หล้า

Postby GeMiNi on Sun Apr 22, 2007 5:07 pm

เห็นกระทู้นี้ ว่าจะเขียนหลายทีแล้ว ไม่ได้เขียนซักที
เรื่องอื่นๆ มันเยอะวุ่นวายไปหมด ... พอเขียนที ก็ยาวเหยียดทุกที .. 555


..................................................................

สิ่งที่คุณส้มว่ามา ทุกวันนี้เกิดอยู่ทุกนาที
เรื่องความสามารถในการเอาตัวรอดของมนุษย์นี่ เป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามลอกเลียนแบบ

บางเรื่องก็ต้องเข้าใจ ว่ามันจำเป็นที่เขาต้องทำเช่นนั้น
แต่บางเรื่อง ... อย่างเรื่องที่คุณส้มยกมา ,เรื่องการกวาดขยะจากหน้าบ้านตัวเอง ไปไว้หน้าบ้านคนอื่น ฯลฯ
เรื่องพวกนี้เป็นความมักง่ายของมนุษย์อย่างแท้จริง สมควรถูกประณาม

ถ้าละเอียดขึ้นไปอีกขั้น คือเรื่องของการแย่งกันบริโภคทรัพยากรของมนุษย์ ใครบริโภคก่อนได้เปรียบ
คนข้างหลังจะเป็นยังไงไม่รู้ เราไม่รับผิดชอบ
เรื่องพวกนี้เช่น การช่วยกันสร้าง CFC ให้โลกร้อนขึ้นทุกวัน ...การช่วยกันผลาญน้ำมันของประชากรโลก
ผมเคยพูดว่า มนุษย์ยุคหลังๆ จากเราไปนี้ จะดีใจหรือเสียใจก็ไม่รู้ เมื่อทรัพยากรน้ำมันที่ก่อตัวทับถมเป็นทรัพยากรโลก
มาไม่รู้กี่ล้านปี ผ่านมากี่ยุคสมัย ... มาถึงยุคเรา ขุดเอาไปผลาญกันเกลี้ยง ...
แต่หวังว่ารุ่นหลานๆ เหลนๆ ต่อไป คงได้ใช้แหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่เขาคิดกันขึ้นมา
แต่ก็ไม่รู้อีกล่ะนะ ว่ามนุษย์โลกจะดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้นานซักแค่ไหน ทุกวันนี้ผมว่าอุณหภูมิมันสูงขึ้นทุกปี
ต่อไปโลกคงกลายเป็นน้ำ ที่ถูกละลาย แล้วสุดท้ายกลายเป็นทะเลทรายอีกที .
..มนุษย์คงต้องกลายพันธ์เพื่อดำรงอยู่ อย่าง ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาว่าไว้
ผมก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย...

มนุษย์ทุกวันนี้เริ่มเย็นชามากขึ้นทุกวัน
บางช่วงชีวิตหลายคนคงเคยเกิดวงจรอุบาทว์กับตัวเอง เช่นบ้านตัวเองแท้ๆ ยังเดินไม่ทั่วเลย
ตื่นเช้าเข้าห้องน้ำอาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ วิ่งลงมาคว้ากุญแจรถ เดินเลี้ยวซ้ายเข้าโรงรถ ขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนใหญ่
ถึงที่ทำงาน ทำงาน มืดๆ ขับรถกลับบ้าน เลี้ยวขวาเข้าโรงรถ เดินเลี้ยวขวาเข้าบ้าน เข้าห้องน้ำอาบน้ำ เหนื่อย นอน
เช้าตื่นมา ทำเหมือนเมื่อวานทุกประการ
ชีวิตอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่ปี โดยที่ตอนออกจากบ้านไม่เคยเลี้ยวขวาเลย ไม่เคยมีเวลาเดินเล่นที่ระเบียงชั้นบนของบ้านเลย ฯลฯ

เคยสงสัยว่า คนที่เดินสวนกันตามถนน ไม่รู้จักกัน เราจะยิ้มให้กันได้ไหม
ถ้าใครทำก่อน คงถูกเพ่งเล็ง ว่าหมอนี่บ้า หรือไม่ก็ มันจะมาไม้ไหน
ความหวาดระแวงซึ่งกันและกันเอง ทำให้ผู้คนต่างต้องคุมเชิง ระแวดระวัง
บางครั้งผมว่า เราเห็นคนประสบเหตุกับตา หลายคนแม้แต่คนเดินผ่านไปผ่านมา คงอยากช่วยเหลือ
แต่ทำไมบางคนเดินผ่านไปหน้าตาเฉย (คือแกเดินนำไป แล้ว “ตาเฉย” ตามมาข้างหลัง)
เราอาจคิดในใจว่า หมอนี่ใจดำเว้ย แต่เราไม่รู้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเขาเจออะไรมาบ้าง

การเข้าช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และต้องปลูกฝังให้เกิดเป็นค่านิยมในสังคม
ในขณะเดียวกัน เหล่ามิจฉาชีพ ก็อาศัยช่องทางของคนใจอ่อน ขี้สงสารนี่แหละ
มากอบโกย ทำร้าย ตักตวง เอากับผู้ที่ใจอ่อนเหล่านั้น
ทำให้ผู้คนเกิดความระแวง ...เอ มันป่วยจริงเปล่าหว่า มันมีกล้องซ่อนอยู่ตรงไหนหรือเปล่าหว่า ฯลฯ


“เทศกาลลวนลามประจำชาติ ...วงเล็บว่า ...โดยเสรี” ( ....ไม่ใช่บิ๊กตู่เป็นคนลวนลามนะ) ที่ผ่านมา ....
ได้สร้างค่านิยมที่ชอบธรรมให้เกิดในสังคมไทยแล้วว่า
หนุ่มหื่นกามทั้งหลาย สามารถล้วง บีบ ควัก หอมแก้ม สตรีคนใดก็ได้ ตามต้องการ ..
ในช่วงระหว่างวันที่ 10 – 19 เมษายน
(อาจยาวนานกว่านั้น แล้วประเพณีท้องถิ่น)
หลายคนประณามไอ้หนุ่มหื่นกามทั้งหลาย ที่ฉวยโอกาสอันสุกงอมเช่นนี้ มาระบายความรู้สึกทางเพศเอากับสตรี
แต่ก็มีไม่น้อย จากการเฝ้าสังเกตของผมเอง ว่ามันเป็น Conspiracy Theory
ที่สตรีจำนวนหนึ่ง ยินยอมพร้อมใจด้วย
(สุภาพสตรีอ่านแล้วอย่าด่าผมนะ เป็นความเห็นส่วนตัว)
หากไม่ยินยอมแล้ว ไฉนเลย จึงได้แต่งกายด้วยการแสดงความใจกว้างเช่นนั้น
เมื่อถูกลวนลามแล้ว ใยไม่ต่อสู้ขัดขืน จัดการมันให้หลาบจำ
บางรายหนุ่มๆ มาจูงมือไปเข้ากลุ่ม เดินตามต้อยๆ ..5 นาที กลับมาด่าโขมงโฉงเฉง
แต่สุภาพสตรี ที่รักนวลสงวนตัว และพร้อมจะปกป้องอธิปไตยบนเรือนร่างของตัวเองก็มีนะ
สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรสรรเสริญ


การขาดความจริงใจซึ่งกันและกัน การขาดมโนธรรม จิตสำนึกที่ดี ทำให้สังคมระส่ำระสาย
ไม่ว่าผู้ให้ หรือผู้รับ

พูดมาถึงตอนนี้แล้ว ทุกวันนี้ผมยังนึกถึงรอยยิ้มที่สร้างแผลใจให้กับผมจนทุกวันนี้…

สิบกว่าปีก่อน หลังว่างเว้นจากภารกิจประจำ ผมเป็นนักท่องราตรีตัวยงเลย
(เพิ่งเพลาๆลง ไม่กี่ปีนี้เอง)
แหล่งอโคจรส่วนใหญ่ ....ผมไปมาหมด ไปแทบทุกวัน ไม่มีวันหยุดราชการ
มีอยู่วันหนึ่ง ผมเดินอยู่แถวแหล่งอบายมุข แห่งหนึ่ง ย่านทองหล่อ
เห็นดาราคนหนึ่งเดินมาแต่ไกล

(ใครเป็นนักท่องราตรีคงรู้ว่า การกระทบไหล่ดารา เป็นเรื่องปกติ
ตอนนั้นถ้าเป็นดาราสาวๆ หน่อย เรา ต้องฉวัดเฉวียนไปใกล้ๆ ถ้าหนุ่มๆ ก็ ปล่อยไปตามบุญตามกรรม )

ดาราคนนั้นคือ “สรพงษ์ ชาตรี”
คุณสรพงษ์แกเดินสวนกับกลุ่มพวกผม ระยะห่างประมาณ 10 กว่าเมตรได้
ในบรรยากาศที่ไม่สว่างนัก พอเริ่มมองเห็นหน้าเห็นตากัน คุณสรพงษ์แกก็ฉีกยิ้มส่งมาทันที
รอยยิ้มนั้นผมยังจำติดตา เป็นยิ้ม ....ที่เรียกว่ายิ้มจริงๆ
ในระยะทาง 10 กว่าเมตร กับการเดินสวนกันที่ไม่เร็วนัก
คุณสรพงษ์ยังคงยิ้มอย่างจริงใจ และต่อเนื่อง ในขณะที่ผมยังตลึงอยู่
จนเราเดินมาใกล้กัน ... แกก็ยังยิ้ม ...จนหุบยิ้มไปเอง
จนเราเดินสวนกันผ่านไป ... และฉากนั้นก็จบลง โดยไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น


ถึงวันนี้ “สรพงษ์ ชาตรี” คงไม่ได้ใส่ใจกับเหตุการณ์วันนั้น ลืมไปสนิทแล้ว
แต่ ทุกวันนี้ ภาพนั้นยังติดตาผม ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้
ผมรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากว่า ทำไมวันนั้นผมถึงไม่ยิ้มตอบเขา
มันสร้างบาดแผลใจให้กับผมจนทุกวันนี้


ทุกวันนี้ผมไม่แปลกใจเลย ว่าทำไม “สรพงษ์ ชาตรี” จึงยังคงภาพลักษณ์ดีดี และชื่อเสียงในสายตาประชาชนเสมอ
รวมถึงยังคงสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับศาสนา
ถ้าใครจะเถียงผมว่า เขาก็ทำไม่ดีอย่างนั้น อย่างโน้น ผมไม่ใส่ใจ
เพราะผมประทับใจในความดี ที่เขาสั่งสมมา เป็นบุคลิกเฉพาะตัวของเขาไปแล้ว

เหมือนที่พระอาจารย์บอกผมเสมอว่า


“เวลาจะตาย ให้นึกถึงความดีที่สั่งสมมา ....แล้วจะไปสู่สุคติ”


.........................................................

ผมบ่นไปเรื่อยเปื่อย เข้าประเด็นบ้าง ไม่เข้าประเด็นบ้าง
พอดีรีบพิมพ์ ต้องรีบไปหลายงานครับ
ไม่รู้เบี่ยงเบนกระทู้รือเปล่า ... คนเรามีหลายรสชาติครับ ... แหะ แหะ..
GeMiNi
 
Posts: 137
Joined: Mon Mar 19, 2007 8:09 pm

Postby EverybodyHurt on Sun Apr 22, 2007 5:30 pm

ผมก็พยายามจะแสดงความเห็นบ้าง แต่หลายกระทู้ต้องยอมรับตรงๆว่าภูมิไม่ถึงครับ แหะๆ :ดำน้ำ:
Image
User avatar
EverybodyHurt
 
Posts: 107
Joined: Sun Mar 18, 2007 2:08 am
Location: ใต้หล้า


Return to Arya's Edutainment Club

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests