Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Fri Jun 20, 2008 9:55 am

Image

เขาพระวิหาร: วาระแห่งชาติของไทย

กัมพูชาได้ดำเนินการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารให้เป็น “มรดกโลก” อย่างต่อเนื่องมาประมาณ 3-4 ปี รัฐบาลไทยวันนี้จึงควรให้ความสำคัญกับการประชุมที่ยูเนสโกจะทำการรับรองข้อเสนอของกัมพูชาในเรื่องดังกล่าวขั้นสุดท้ายในเดือนกรกฏาคม และประเทศไทยยังคงได้รับเกียรติเข้าร่วมประชุมเหมือนเดิมในฐานะที่มีส่วนในประเด็นปัญหาพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรที่ติดพันกันมา

จึงไม่มีประเด็นที่นายสมัครกำลังทำให้สังคมสับสนเกี่ยวกับความผิดพลาดของรัฐบาลใดๆ หลังจากศาลโลก ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาเมื่อ 46 ปีก่อน

ภารกิจด่วนที่สุดของประเทศและคนไทยวันนี้คือจะหาทางออกอย่างไรที่ยังไม่ถึงกับอับตันนี้ และยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาไว้



การเจรจาที่ฝรั่งเศสเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2551:
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ภายหลังเดินทางกลับจากการประชุมร่วมกับองค์การยูเนสโกและกำพูชา ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสว่า ตนประสบความสำเร็จในข้อตกลงระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีการอ้างสิทธิพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรบริเวณที่ตั้งของปราสาทเขาวิหาร โดยที่ทางกัมพูชายอมรับการเปลี่ยนแปลงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร และจะส่งแผนที่ใหม่แสดงขอบเขตตัวปราสาทให้ฝ่ายไทยและยูเนสโกพิจารณาในวันที่ 6 มิถุนายน 2551

นายนพดลย้ำวลี “ทางกัมพูชายอมรับ…” เพื่อพยายามสื่อว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจากับกัมพูชา แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงการกล่าวกลบเกลื่อน เพราะเพียงการให้กัมพูชาเป็นฝ่ายทำแผนที่ใหม่โดยลำพัง นายนพดลต่างหากที่เป็นฝ่าย “ยอมรับ”

ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังจากนายนพดลยอมให้ทางกัมพูชาส่ง “แผนที่ใหม่” ยืนยันข้อเท็จจริงว่า นายนพดล “มีงาน” เพราะหลังจากกระทรวงการต่างประเทศได้รับแผนที่ใหม่จากทางกัมพูชาเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 แทนที่นายนพดล จะ รายงานต่อรัฐสภาโดยไม่ชักช้าตามขั้นตอนและธรรมเนียมปฏิบัติของระเบียบการบริหาราชการแผ่นดินในกรณีที่เกี่ยวข้องกับดินแดนความมั่นคงของชาติ นายนพดลกลับปกปิดเอกสารสำคัญและผลการประชุมที่ปารีสถึง 10 กว่าวันเพียงแค่นำเข้าสู่วาระการประชุม ครม. เมื่อวันอังคาร 17 มิถุนายน 2551 เท่านั้น

แต่หากนับถึงวันที่นายนพดลกลับจากการประชุมที่ปารีส โดยที่รัฐสภาไม่ได้รับรู้อะไรเลย ก็ล่วงเลยมากว่า 3 สัปดาห์ นายนพดลเป็นเจ้ากระทรวงการต่างประเทศของประเทศใดกันแน่?!

มีกระแสร่ำลือว่านายฮุนเซ็นได้ขอร้องให้ทางการไทยปกปิดแผนที่ใหม่ที่แสดงขอบเขตของพื้นที่ทับซ้อนที่ส่งมา เพราะช่วงนั้นมีการเลือกตั้งทั่วไปในกัมพูชาพอดี ด้วยเกรงว่าจะเกิดปฏิกริยาจากคนไทย และส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคนายฮุนเซ็นได้



เบื้องหลัง:
(1) ย้อนกลับไป ปี 2548 รัฐบาลทักษิณจงใจให้กัมพูชาได้เป็นเจ้าของมรดกโลกเขาพระวิหารฝ่ายเดียว มิไยที่คณะกรรมการมรดกโลกไทยได้เสนอแนะให้ไทยร่วมเป็นเจ้าของมรดกโลกกับกัมพูชา ทางองค์การยูเนสโกมองว่านั่นคือทางออกที่จะผ่อนคลายปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณที่ตั้งเขาพระวิหารที่คาราคาซังมาเกือบครึ่งศตวรรษ ในขณะที่ทางกัมพูชาก็พร้อมกับการตัดสินใจที่จะร่วมเป็นเจ้าของมรดกเขาพระวิหารร่วมกัน เพื่อจะได้หมดปัญหา“หญ้าปากคอก” นั่นคือการได้ครองปราสาทแต่ไม่มีหนทางขึ้นไปชื่นชมได้อย่างปกติ เป็นเรื่องที่คนกัมพูชาไม่รู้สึกยินดีและเป็นทุกข์ใจยิ่ง

(2) แต่เป็นโชคร้ายของประเทศ เพราะนอกจากรัฐบาลทักษิณไม่มองปัญหาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติ ยังใช้ปมปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อแลกเปลี่ยน ที่ให้กัมพูชาเท่านั้นเป็นเจ้าของมรดกโลกเขาพระวิหาร และตนเองขอให้นายฮุนเซ็นตอบแทนตนด้วยพื้นที่อุดมด้วยก๊าซธรรมชาติกว่า 3 หมื่นตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย เพื่อยุติปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

(3) เมื่อ "วินวินเกมอัปยศ" เข้าใจกันระหว่างผู้นำทั้งสอง รัฐบาลทักษิณยังสมนาคุณด้วยการตัดถนนจากฝั่งทะเลตะวันออกของไทยเข้าไปเชื่อมแหล่งทรัพยากรที่ว่านี้ทันที ถนนสายนี้นายนพดลเพิ่งไปร่วมทำพิธีเปิดกับผู้นำกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ จากนั้นก็สานต่อกโลบายต่างๆให้ “นายใหญ่” อย่างซื่อสัตย์ จนค่อนข้างจะชะล่าใจเกินไปในกรณีเขาพระวิหารยุค “มรดกโลก” นี้

(4) นายนพดลแสร้งสับสนระหว่างการเป็นเจ้าของปราสาทเขาพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อ 46 ปีก่อน กับประเด็นการเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกันระหว่างไทยกับกำพูชา โดยย้ำคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 เสมือนว่าปิดกั้นมิให้ไทยและกัมพูชาจะเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกันได้ ทั้งๆที่เป็นคนละเรื่องทั้งในหลักการและข้อกฏหมาย
น่าสงสัยว่านายนพดลเป็นนักเรียนกฏหมายทุนอนันทมหิดลได้อย่างไร เพราะคำพูดคำจาบ่งบอกถึงความด้อยทั้งวุฒิภาวะ และสติปัญญาที่ความรู้ไม่ได้ช่วยขัดเกลาความเขลาที่ติดตัวมาแต่ประการใดเลย


เงื่อนไข และทางออก:
(1) ขณะที่เขียนนี้ยังไม่สาย หากรัฐบาลไทยจะทบทวนนโยบายจับมือกับทางกัมพูชาประกาศเป็นเจ้าของมรดกโลกเขาพระวิหารร่วมกัน และให้ผู้แทนฝ่ายไทยเตรียมเรื่องเข้าสู่การประชุมครั้งสุดท้ายในวาระที่ทางยูเนสโกจะรับรองมรดกโลกเขาพระวิหารอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กรกฏาคม 2551 ที่จะถึงนี้

(2) อุปสรรคสำคัญอยู่ที่รัฐบาลนอมินีของนายสมัครทำเรื่องดีๆอย่างนี้เพื่อชาติบ้านเมืองไม่ได้แล้ว เอาแค่การที่จะต้องบอกเลิกเลิกสัญญาที่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน ก็กลายเป็นเรื่องจุดไต้ตำตอ เพราะนายนพดลเป็นผู้ด่วนลงนามไปโดยพลการ ไฉนเลยจะกล้าตากหน้าไปบอกยกเลิกได้ รัฐบาลเองก็มีนายสมัครที่ประกาศก่อนมารับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารว่าจะขอเป็นนอมินีของอดีตนายกฯทักษิณ แล้วจะเหลือศักดิ์ศรีอะไรที่ประชาคมโลกจะให้ความนับถือ

(3) ความเป็นไปได้ที่จะแก้สัญญาอัปยศนั้นจึงเหลือทางเลือกเดียวคือ รัฐบาลนายสมัครต้องออกไปภายในสิ้นเดือนนี้ เพื่อให้รัฐบาลใหม่ได้ร่วมทบทวนปัญหากับทางฝ่ายกัมพูชาในการร่วมเป็นเจ้าของมรดกโลกเขาพระวิหาร



รัฐบาลนายสมัครคืออุปสรรคใหญ่หลวงของชาติ อยู่ต่อไปอีกอาทิตย์เดียว ไทยเสียดินแดนแน่นอน
Last edited by อารยา on Tue Jun 24, 2008 12:09 pm, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Fri Jun 20, 2008 1:47 pm

ผู้ไม่ประสงค์ออกนามกรุณาอีเมล์ถึงอารยาเดี๋ยวนี้เอง ถึงเหตุผลที่ทักษิณทำนายว่าบ้านเมืองจะเรียบร้อยวันที่ 2 ก.ค. ที่จะถึงนี้ว่า

1) วันที่ 17 มิ.ย. ครม
> >> มีมติอนุมัติให้ รมว
> >> ต่างประเทศลงนามรับรองแผนที่กรณีเขาพระวิหารจัดทำโดยเขมร
> >> เป็นเขตแดนของเขมร
> >>
> >> 2) วันที่ 23 มิ.ย. รมว
> >> ต่างประเทศลงนามรับรองแผนที่จัดทำโดยเขมรเป็นเขตแดนของเขมร
> >>
> >> 3) วันที่ 31 มิ.ย. คตส.
> >> จะหมดอายุการทำงาน
> >>
> >> 4) วันที่ 1 ก.ค.
> >> คนหน้าเหลี่ยมลงนามข้อตกลงรับสัมปทานแหล่งน้ำมัน/แก๊ส
> >> ในอ่าวไทยแต่ผู้เดียว
> >> และลงนามสัญญาสัมปทานจัดตั้งกาซิโนบนเกาะกง
> >> ฯลฯ
> >>
> >> 5) วันที่ 2 ก.ค.
> >> มูลค่าทรัพย์สินของคนหน้าเหลี่ยม
> >> เพิ่มขึ้นทันที อีก 2
> >> ล้านล้านบาทไทย
> >>
> >> เมื่อถึงวันที่ 2 ก.ค.
> >> มูลค่าทรัพย์สินเพิ่ม
> >> 2 ล้านล้านบาท
> >> ทุกอย่างเรียบร้อย
> >>
> >> โอเคมั้ยลา
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby Scorpio6 on Fri Jun 20, 2008 6:32 pm

Image
ผมถือว่านพดลเป็นคนเนรคุณประเทศชาติและแผ่นดินเกิด
เพียงเพื่อสนองตัณหาทักษิณ..เสียชื่อคนเกิดในอีสานว่ะเรียนสูงซะเปล่า
รัฐบาลหมักลาออกไปเถอะโดยเฉพาะลุงหมักยังไงๆก็ไม่คือนายกรัฐมนตรี
ยังไงก็เป็นแค่คนเลี้ยงแมวบ่นในครัวเหมาะกว่าถึงเหมาะที่สุด...ออกไปเถิดด
..เฮ้อประเทศไทย
Man-on-Mission
เพื่อ สันติ ภาพ
User avatar
Scorpio6
 
Posts: 71
Joined: Fri Sep 28, 2007 12:53 pm
Location: Fayetteville,AR

Postby อรุโณทัย on Sat Jun 21, 2008 11:49 am

ขนาดไล่ ยังไม่ออกเลยครับ แล้วจะให้ลาออก เมินเสียเถอะท่านพี่น้องครับ

ถ้านายนพดล บอกว่ากัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

โดยที่ไทยไม่เสียดินแดน จะเป็นความจริงหรือไม่ หลังจากยูเนสโกจดทะเบียนแล้วไม่นาน

ความจริงบางอย่างก็คงจะปรากฎออกมาอย่างแน่นอน

ท่านสมาชิกครับ ผมไม่ทราบว่านายนพดล เคยไปขึ้นเขาพระวิหารหรือไม่

แต่ผมได้ไปขึ้นมาแล้ว ขึ้นทางฝั่งเขมรเสียด้วย คนเขมรซึ่งเป็นถึงหัวหน้าด่าน ตม.ที่นั่น

เป็นคนจ่ายค่ารถให้ผมขึ้นไปเที่ยวด้วยซ้ำ อยากให้นายนพดลได้ไปดูที่เชิงบันใดทางขึ้น

ตามที่เคยมีรูปตรงทางขึ้นที่มีสมาชิกเคยนำมาลงไว้ มีป้ายบอกชื่อ PREAH VIHEAR TEMPLE

ตรงนั้นเป็นเขตแดนไทยนะครับ ไม่ใช้เขตแดนเขมร เพราะตามคำตัดสินของศาลโลก

เขตแดนเขมรจะต้องอยู่ที่บันในขั้นที่ 162 ขึ้นไป แต่นายนพดล จะรู้หรือไม่ว่า

ตรงเชิงบันใดที่เป็นเขตแดนไทย มีคนเขมรเข้ามาตั้งร้านค้าขายของกันอย่างถาวร

ตามข่าวดูเหมือนว่า 500 กว่าคน แล้วถ้าเกิดพวกนั้นดื่อแพ่ง ไม่ยอมออกไป

หรือว่าไม่ยอมรับว่าตรงนั้นเป็นเขตแดนไทย อะไรจะเกิดขึ้น คงต้องมีปัญหากันอีก

เพราะเขาก็จะบอกว่า ก็อยู่กันมาตั้งนาน ไม่เห็นมีใครมาไล่(เคยไล่แล้ว แต่เข้ามาอีก)

ผมมองว่าเรื่องปราสาทพระวิหารนี่ ไทยเราไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน "นิ่ง" มากเกินไป

จนเหตุการณ์มันเลยเถิดไปเกินจะแก้ไข ก็ทำได้แค่ขอให้เขมรจดทะเบียนแค่ตัวปราสาท

ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่น่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ไม่ว่าคณะกรรมการมรดกโลกของไทย

ที่เพิ่งออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน น่าจะทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมาก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งๆที่รู้ว่าเขมรทำอะไรอยู่ มันเหมือนโฆษณาที่มีคนเพียงคนเดียวไปดันรถไม่ให้ตกเขา

แต่คนอื่นบนรถ นิ่งเฉย ไม่สนใจอะไรนอกจากเรื่องของตัวเอง พอเหตุการณ์มันไปถึงจุดที่แก้ไม่ได้

ก็หันมาโทษคนอื่น นายนพดล น่ะ แน่นอนว่า เขากล้าขายชาติ ขายแผ่นดินเพื่อสร้างผลประโยชน์

ให้กับผู้มีพระคุณเหนือหัว คือไอ้เหลี่ยม มากกว่าผู้ที่ให้ทุนส่งมันไปเรียนกฎหมาย

จนมันเป็นตัวเป็นตนจนถึงทุกวันนี้แล้วอย่างนี้จะไปเอาอะไรกับมัน ดูตาของนายนพดล นะครับ

ตาคนแบบนี้ คบไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเป็นตาของคนเจ้าเล่ห์อย่างชนิดที่

เผลอไม่ได้เลยทีเดียวครับ และงานนี้ ถ้าทุกอย่างผ่านไป แล้วเป็นจริงอย่างเอกสารที่มีคน

ส่งมาให้ท่านอารยา นายนพดล คงได้โบนัสก้อนโตแน่ๆ เราคงต้อง ตามไปดูกันต่อไปครับ

เมื่อถึงเวลานั้น คงต้องช่วยกันออกมาออกแรงไล่มันกันจริงๆเสียที อย่าให้มันอยู่หนักแผ่นดินไทย

ต่อไปอีกเลย
อรุโณทัย
 
Posts: 74
Joined: Sun Nov 25, 2007 12:04 pm

Postby อารยา on Sat Jun 21, 2008 1:08 pm

อรุโณทัย wrote:เคยมีรูปตรงทางขึ้นที่มีสมาชิกเคยนำมาลงไว้ มีป้ายบอกชื่อ PREAH VIHEAR TEMPLE

ตรงนั้นเป็นเขตแดนไทยนะครับ ไม่ใช้เขตแดนเขมร เพราะตามคำตัดสินของศาลโลก

เขตแดนเขมรจะต้องอยู่ที่บันในขั้นที่ 162 ขึ้นไป แต่นายนพดล จะรู้หรือไม่ว่า

ตรงเชิงบันใดที่เป็นเขตแดนไทย มีคนเขมรเข้ามาตั้งร้านค้าขายของกันอย่างถาวร

ตามข่าวดูเหมือนว่า 500 กว่าคน แล้วถ้าเกิดพวกนั้นดื้อแพ่ง ไม่ยอมออกไป

หรือว่าไม่ยอมรับว่าตรงนั้นเป็นเขตแดนไทย อะไรจะเกิดขึ้น คงต้องมีปัญหากันอีก

เพราะเขาก็จะบอกว่า ก็อยู่กันมาตั้งนาน ไม่เห็นมีใครมาไล่


ตรงนี้แหละครับ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เติมเต็มร้อยในประเด็นที่ว่า นายนพดลลงนามรับรองการเสียดินแดนของไทยไปเรียบร้อยแล้ว

ขอบคุณคุณอรุโณทัยมากครับ
ผมขึ้นไปดูบนยอดที่ตั้งปราสาทเมื่อปี 2534 รองเจ้าเมืองศรีษะเกษพาไปครั้งนั้นยังไม่กระจ่างเท่านี้เลยครับ
ไปคราวหน้าคงต้องขอให้คนเขมรพาขึ้น และคงต้องทำวีซ่าด้วย เนื่องจากทุกอย่างอยู่ในดินแดนของกัมพูชาหมดแล้ว

:เฮ้อ:
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sat Jun 21, 2008 1:18 pm

อรุโณทัย wrote: นายนพดล น่ะ แน่นอนว่า เขากล้าขายชาติ ขายแผ่นดินเพื่อสร้างผลประโยชน์

ให้กับผู้มีพระคุณเหนือหัว คือไอ้เหลี่ยม มากกว่าผู้ที่ให้ทุนส่งมันไปเรียนกฎหมาย

...ดูตาของนายนพดล นะครับ

...เจ้าเล่ห์อย่างชนิดที่เผลอไม่ได้เลยทีเดียว

...อย่าให้มันอยู่หนักแผ่นดินไทยต่อไปอีกเลย


User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ติดตาม on Sun Jun 22, 2008 2:16 am

เฮ้อ ..........
Image
อยากจะฆ่าคนหลายคน
Attachments
ATT00004.gif
ATT00004.gif (39.19 KiB) Viewed 939 times
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ทะเลสาบ on Sun Jun 22, 2008 10:44 pm

ดิฉันเศร้าสลดใจเป็นอนันต์ กับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้

ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นความจริงที่จับต้องได้ รัฐมนตรีทั้งหลาย
ไม่เพียงแต่โง่ อวดฉลาด หากยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความยโสโอหัง
และห่อหุ้มไว้ด้วยโลภะ โมหะ โทสะ เป็นตัวอย่างแห่งความเสื่อม
ทุกประการ ที่จะนำมาซึ่งความเสื่อม และความล่มสลายของบ้านเมือง
ในที่สุด

ดิฉันน้ำตาตกใน และพูดไม่ออก เพราะความเลวร้ายที่สมบูรณ์แบบ
อยู่ต่อหน้าต่อตา ตื่นมาทุกเช้าก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความฝัน ริบบิ้นสีขาวที่
ผูกข้อมือใครต่อใครในเมืองไทยวันนี้ ไม่อาจทำให้ดิฉันสงบและ
ไม่รู้สึกรุนแรงได้ เพราะถ้าอยู่ที่เมืองไทย ต้องมีใครเจ็บตัวแน่นอน
และอ้าย-อี ตัวไหนที่ทำเช่นนั้น อยู่ตรงหน้าดิฉัน มันมีสิทธิตายได้ทุกคน++

อุเบกขา Upekkha!!!!
:นะโม:
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Postby ติดตาม on Mon Jun 23, 2008 12:40 am

สงสารในหลวงจนอยากจะร้องไห้ดังๆ
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby Scorpio6 on Mon Jun 23, 2008 6:09 pm

ติดตาม wrote:เฮ้อ ..........
Image
อยากจะฆ่าคนหลายคน


.....อย่างเดียวไม่พอ....ต้องฝังกลบไปด้วยครับ :ดำน้ำ:
Man-on-Mission
เพื่อ สันติ ภาพ
User avatar
Scorpio6
 
Posts: 71
Joined: Fri Sep 28, 2007 12:53 pm
Location: Fayetteville,AR

Postby อารยา on Mon Jun 23, 2008 7:24 pm

ถ้ารัฐบาลสมัครจะกลับใจมารักชาติบ้านเมือง ทำเรื่องที่ยังไม่ถึงกับหมดประตูทางออก ก็ไม่ว่า
แม้ออกจะเป็นความหวังที่เลือนลางสำหรับพวกเนรคุณแผ่นดินที่ลอยหน้ามานานเกินไปถึง 4 เดือน

เราหวังว่าจะได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนร่วมชาติหากปาฏิหาริย์มีจริง บวกกับที่พวกเราจะร่วมใจคนละไม้คนละมือ สื่อไปยังทั้งผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
และองค์กรต่างๆในภาคประชาชนลงไปถึงระดับล่าง
เพื่อแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้น เป็นการตอบแทนคุณแผ่นดินตามสติกำลังเท่าที่จะทำได้
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Jun 24, 2008 12:20 pm

อรุโณทัย wrote:ผมก็อยากจะให้เป็นอย่างที่ท่านอารยากล่าวมา แต่คิดว่า คงจะสู้กับความ ด้านสุดๆ และดื้อสุดๆ ของพณหัวเจ้าท่านสมัครไม่
ได้น่ะสิครับ คงเหลือทางเดียวเท่านั้น คือพึ่งท่านอนุพงษ์ จัดการเรื่องนี้ไม่อยากเห็นการปฏิวัติ ไม่อยากให้การปฏิวัติเกิดขึ้น
มาอีก แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องยอมรับครับ เพราะน่าจะเป็นทางเดียวที่จะหยุดยั้งการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทยของนายสมัครได้


คุณอรุโณทัยครับ ที่ตอบล่าไปเพราะรอความคืบหน้าที่จะมารายงานครับ:
เราพบว่ายุทธการ "ดินกระจุย" ทั้งบนดินและใต้ดินเรานำมาประยุกต์ มีประสิทธิภาพเหนือกว่าแผน "ดาวกระจาย" มาก
ทำให้ประชาชนในระดับกว้างได้รับรู้ความจริงเรื่องเขาพระวิหารยุค "มรดกโลก" ว่าแตกต่างเป็นคนละเรื่องกับยุคที่เกิดขึ้นสมัยจอมพลสฤษดิ์อย่างไร และกำลังขยายผลอย่างต่อเนื่อง ในหลายช่องทางเท่าที่เวลาจะอำนวย
ประชาชนเริ่มตระหนักว่า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลวันนี้กำลังทำความวินาสให้กับบ้านเมือง เหมือนไม่ได้เกิดมาเป็นคนไทย
จึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องช่วยกันสาปแช่งให้พวกเขาไปลงนรกในเร็ววัน

แม้เราจะเห็นใจนายสมัครที่โชคร้าย ดันมีอายุยืนมาจนถึงวันรับวิบากรรมเป็นๆ (หลังจากทั้งชีวิตได้ก่อกรรมให้กับชาติบ้านเมืองไว้อย่างต่อเนื่องเหลือคณานับ)
แต่เราไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการบริหารที่ส่อว่าเขายังไม่รู้สำนึกแต่ประการใดเลย

อาเมน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Jun 24, 2008 12:58 pm

เวไนยสัตว์ปกติก็คงจะสอนบอกให้รู้ดีรู้ชั่ว และปรับพฤติกรรมได้ แต่
ทะเลสาบ wrote:ดิฉันเศร้าสลดใจเป็นอนันต์ กับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้:นะโม:
ถ้างั้นอาจเป็นไปได้ว่า รัฐบาลนี้มีคณะบุคคลที่ไม่เข้าข่ายข้างต้นครับ

อย่างไรก็ตาม เรื่องของบ้านเมืองจะดีหรือร้าย คงสอนสั่งใครลำบาก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ร่วมที่ต้องผ่านมาให้เห็นว่ากัน
จากดีที่สุดถึงเลวที่สุด จึงจะรู้ว่าดี ดีกว่า ดีที่สุด เลว เลว กว่า เลวที่สุดเป็นอย่างไร
และอะไรที่จะเหมาะสมที่สุดสำหรับบ้านเมืองของตน ก็ปรับปรนกันไป

ในทุกสังคมไม่ว่าชาติภาษาใด ประชาธิปไตยไม่มีทางลัดครับ คงต้องอยู่บนเส้นทางหรือกระบวนการเดียวกัน จะต้องพบประสบการณ์คล้ายคลึงกัน
เจ็บปวดรวดร้าวทรมาน จนกว่าวันหนึ่งจะยอมรับว่าอำนาจที่แท้จริงเป็นของใครในแผ่นดิน
ที่พอจะย่นได้ไม่ใช่มีเส้นทางลัด แต่อาจเป็นไปได้ที่บางที่ใช้เวลาที่สั้นกว่าได้ เอ๊ะ พูดงี้ชักมึน

ผมหมายถึงว่า ถ้าเราไม่เห็นรัฐบาลบ้าๆบอๆอย่างนี้ ตายไป ลูกหลานเราก็จะเจอประสบการณ์เลวร้ายนี้จนได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ดังนั้น เราจึงเพียงเกิดมาก่อนในช่วงที่จะทำให้ลูกหลานได้พบกับสภาพ "บ้านเมืองดี" เร็วขึ้น เรามีหน้าที่ย่นเวลาให้เขาได้ไปถึง หรือใกล้กับรัฐแห่งอารยชนที่คุ้นหูว่า "ศรีอาริยเมตไตร" "ชางกริล่า" หรือ "The Camelot" :ฝันดี:



สำหรับอุเบกขาผมเห็นด้วยครับว่า ทำให้ดีที่สุดแล้วก็สมควรที่จะวางอุเบกขาได้ เป็นข้อที่ยากที่สุด แม้แต่กับพรหม
คนไทยน่ารักที่มีเมตตา กรุณา แต่พูดถึงอุเบกขาเร็วไปครับ เพราะไม่รู้จักมุทิตา จริงๆนะครับ ทำไม่ได้ จุดอ่อนของสังคมนี้
ขนาดไปไหว้ครูบาอาจารย์ธรรมด๊าธรรมดา ยังบอกว่าไปแสดงมุทิตาจิต
จะบ้าเหรอะ!
การแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้ดี ประสบความสำเร็จที่อยู่รอบตัว รุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ค่อยจะเป็น ได้แต่อิจฉาริษยากัน
ขนาดเป็นผู้ใหญ่แล้วยังพูดคำว่ายินดีกับเด็กไม่เป็น อ้างบ้าๆว่ากลัวมันจะเหลิง
แต่ดันไม่รู้ตัวว่าการไปแสดงสำนึกถึงบุญคุณครูเขาเรียกว่าเป็นการ แสดงกติเวทิตาคุณ เพราะวันนั้นถือโอกาสเอาส้มสูกลูกไม้ไปกราบไหว้ท่าน เป็นสัญลักษณ์การตอบแทนคุณไปในตัว ครูบาอาจารย์ไม่ต้องการให้ลูกศิษย์มาแสดงความยินดีที่ครูไปพบความสำเร็จอะไรซักหน่อย แต่ศิษย์ดันไปบอกท่านว่าตัวเองมีมุทิตาจิตให้
ครูน่ะสิที่จะพูดว่า เออ ไอ้ป๊อกได้ดี วันนี้เป็นอธิการบดีแล้วหรือ ดีใจด้วยนะ อย่างนั้นแหละใช่ เป็นคำกล่าวของการมีมุทิตาจิต

ผมละมึนจริงๆ พิธีแสดงมุทิตาจิตแบบเสล่อนี้มีมาสัก 20-30 ปีนี้กระมัง มันสะท้อนว่าชาวพุทธระยะหลังไม่รู้เรื่องศาสนา คำสอนของศาสดา
เทียบกับชาวคริสต์และมุสลิมแล้ว น่าอายโคตร!


ครับ คงต้องพูดได้อีกนัยหนึ่งว่า คนไทยทำดีก็ไม่ค่อยจะมีรางวัลให้ (เพราะสังคมไร้ธรรมะข้อมุทิตา และ กลายเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไปโดยปริยาย)
สังเกต บ้านเราทำโทษ รุนแรงกันเก่งนัก แต่คนทำดีไม่มีอะไรชะโลมใจจนกระทั่งเราได้ยินคำว่า "สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้" คำนี้มันสะท้อนแม้ผมจะขอติงนิดๆว่า คนดีจริงต้องไม่ท้อ เพราะคนดีทำดีไม่ได้หวังผลตอบแทน

พอดีมองจากมุมของสังคมไปสู่ปัจเจก ก็ต้องพิเคราะห์ให้เห็นจุดอ่อนของระบบ ว่ามีอุปสรรคมากในการจัดระเบียบ เพราะตัวควบคุมพฤติกรรมมันไม่เวิร์ค ตัวนั้นได้แก่หลัก "การลงโทษ" กับ "การให้รางวัล" เมื่อบ้านเราอ่อนมุทิตาธรรม มันกระทบโดยตรงกับกระบวนการส่งเสริมคนดี แล้วเผลอๆไปให้น้ำหนักที่การลงโทษจนกลายเป็นการนิยมความรุนแรง

เรายังไม่มีการทบทวนเรื่องเหล่านี้กันเท่าไหร่ เพราะสังคมไทยทิ้งศาสนาเป็นฐานในการพัฒนาจนมองข้ามเรื่องเหล่านี้
ไม่เหมือนอเมริกา ("In God We Trust") และโลกมุสลิม ที่วิถีชีวิตของพวกเขามีจิตวิญญาณของ "ธรรมะ" กำกับ ไม่ว่าเขาจะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม มันเหมือนเป็นลมหายใจ หลับเป็นตายมันก็ยังยุบหนอพองหนอให้เราตื่นขึ้นมาเห็นโลกได้อีกวัน (ถ้าไม่ไหลตายไปเสียก่อน แฮ่)

สังคมเราอ่อน ไม่แข็ง แต่น่าตกใจที่รัฐแข็งโป๊ก และนั่นยิ่งทำให้สังคมอ่อนมากยิ่งขึ้น




:ซิ่ง: Flint 5
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

เปิดแฟ้มคำพิพากษา คดี"เขาพระวิหาร" 15 มิถุนายน 2505 (1962)

Postby อารยา on Tue Jun 24, 2008 8:53 pm

เปิดแฟ้มคำพิพากษา คดี"เขาพระวิหาร" 15 มิถุนายน 2505 (1962)

สนธิสัญญา ไทย-ฝรั่งเศส พ.ศ.2450 (1907) ไทยยอมสละดินแดนจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับจังหวัดตราด และเมืองด่านซ้าย จ.เลย คืนมา สนธิสัญญาปี 2450 (1907) นี้มีความสำคัญในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนไทย-ลาว และ ไทย-กัมพูชา ที่ใช้มาตราบจนปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าดินแดนพระตะบอง และเสียมราฐ ที่ไทยปกครองมาถึง 113 ปี ต้องตกเป็นของฝรั่งเศส การตัดสินใจของไทยได้รับการสนับสนุนจากที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศชาวอเมริกัน ชื่อ นายสโตเบล (Stoebel)
ต่อมาในปี 2484 ได้เกิดกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสที่เรียกว่า "สงครามอินโดจีน" ขณะที่การรบยังติดพันอยู่นั้น ญี่ปุ่นได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ย ทำให้ไทยได้รับประโยชน์ตามสนธิสัญญาโตเกียว ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) ฝรั่งเศสยอมรับสิทธิของไทยเหนือพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ และส่วนหนึ่งของลาว แต่ฝรั่งเศสยังคงมีสิทธิครอบครองเหนือพื้นที่นครวัด
กษัตริย์กัมพูชา คือ พระเจ้ามุนีวงศ์ เมื่อทรงทราบการสูญเสียดินแดนให้ไทย ก็ทรงพิโรธฝรั่งเศสมาก ถึงกับไม่ยอมสนทนากับข้าราชการฝรั่งเศส เมื่อสิ้นพระชนม์ เจ้านโรดม สีหนุ ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เขมรสืบต่อ
เดือนมิถุนายน 2496 เจ้านโรดม สีหนุ และคณะเดินทางเข้ามาประเทศไทยอย่างกะทันหัน เพื่อเรียกร้องเอกราช และเพื่อจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในเมืองไทย ฝ่ายรัฐบาลไทยให้การต้อนรับขับสู้เจ้าสีหนุกับคณะเป็นอย่างดี โดยให้พักโรมแรมชั้นหนึ่ง และออกค่าใช้จ่ายให้ เพราะต่อต้านฝรั่งเศสในตอนนั้น
อย่างไรก็ตาม เจ้าสีหนุเองมีความไม่พอใจรัฐบาลไทยอยู่ในที แม้ว่าไทยจะให้การสนับสนุนเจ้าสีหนุก็ตาม
ต่อมาในปี 2498 กษัตริย์สีหนุทรงสละราชสมบัติ และให้พระเจ้านโรดมสุรมฤทธิ์ พระบิดาขึ้นครองราชย์แทน ส่วนเจ้าสีหนุเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว
อีกทั้งจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคสังคมราษฎร์นิยม เพื่อลงแข่งขันเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2498 และชนะการเลือกตั้ง ปลายปีเดียวกัน กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ
ปี 2499 ขณะที่รัฐบาลไทยในยุคนั้น คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไทยสนิทแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา และประกาศต่อต้านจีนคอมมิวนิสต์และสหภาพรัสเซียอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกันข้ามกับเจ้าสีหนุ ที่เดินทางไปเยือนจีน และทำสนธิสัญญามิตรภาพกัมพูชา-จีน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2499 หลังจากนั้นได้เดินทางไปเยือนโซเวียต รัสเซีย โปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย และยูโกสลาเวีย (ในตอนนั้น) ซึ่งเป็นประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์
ต่อมาปี 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และจับกุมคณะทูตวัฒนธรรมของไทย ที่เดินทางกลับจากการแสดงเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีที่เมืองจีน การเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ของไทยและกัมพูชา 2 ฝ่าย ไม่อาจตกลงกันได้ ซึ่งหัวข้อเจรจาที่สำคัญอันหนึ่งคือ เรื่อง
"เขาพระวิหาร" นั่นเอง
ปี 2501 เดือนพฤศจิกายน ไทยกับกัมพูชาเปิดฉากทำสงครามน้ำลายโจมตีกันอย่างหนัก กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ต่อมาในเดือนมกราคม 2502 เจ้าสีหนุประกาศว่า ไทยมีแผนการโค่นล้มระบอบการปกครองของพระองค์
เดือนตุลาคม 2502 กัมพูชายื่นฟ้องต่อศาลโลก กล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนกัมพูชา โดยเฉพาะ เขาพระวิหาร โดยมีกองกำลังของไทยไปตั้งอยู่ที่นั่น กล่าวคือ เขาพระวิหารตั้งอยู่บนยอดเขาพนมดงรัก ถ้าขึ้นทางฝั่งไทยที่ จ.ศรีสะเกษ ก็จะขึ้นไปถึงตัวปราสาทได้โดยตรง แต่ทางกัมพูชาเป็นหน้าผาสูงชัน ไม่อาจปีนป่ายได้
การต่อสู้คดี ทางไทยได้อ้างสิทธิของไทยตามหลักการใช้สันปันน้ำ ที่ทอดตามแนวสูงสุดของภูเขา อันเป็นหลักการที่รับรองโดยนานาอารยประเทศ ในเรื่องการกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศ ที่กั้นด้วยภูเขา และเป็นไปตามตัวสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส และปราสาทเขาพระวิหารนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้ำจากสันเขาไหลมาตกทางฝั่งไทย ซึ่งตามหลักการนี้ ไทยควรเป็นเจ้าของปราสาท
ฝ่ายกัมพูชาได้โต้แย้งแสดงหลักฐานหักล้าง โดยอ้างแผนที่ต่อท้ายสนธิสัญญาปี ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) ว่า ในแผนที่เส้นลาก กำหนดให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา
และตามสนธิสัญญานี้ ไทยยอมมอบจังหวัดพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ให้แก่ฝรั่งเศส ซึ่งตกทอดมายังกัมพูชา หลังจากได้รับเอกราช
เอกสารต่อท้ายสัญญา กำหนดจุดสำคัญๆ เพื่อการกำหนดเขตแดนตามสันปันน้ำ แต่การปักปันเขตแดนก็มิได้ดำเนินการ เพราะคณะกรรมการปักปันผสม ไม่ได้จัดตั้งขึ้น
ฝ่ายไทยยืนยันว่า จากภาพถ่ายทางอากาศ เห็นสันปันน้ำที่แบ่งเขตแดนตามตัวสัญญาชัดเจน ยิ่งกว่านั้น ตามลักษณะภูมิศาสตร์ เขาพระวิหารอยู่ทางฝั่งไทย โดยขึ้นไปตามทางเดินจนถึงตัวปราสาท แต่ทางจากกัมพูชาจะขึ้นมาไม่ได้ เพราะเป็นหน้าผา ซึ่งมีความสูงถึง 1,500 ฟุต
แต่หลักฐานฝ่ายกัมพูชาที่ยื่นต่อศาลโลก ก็คือแผนที่ต่อท้ายสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งไทยลงนาม แต่ทนายฝ่ายไทยกลับไม่มีหลักฐานคู่ฉบับของแผนที่ดังกล่าว
ในการต่อสู้คดี ทางการพิจารณา ศาลสืบความได้ว่า แผนที่ดังกล่าวนี้ ทางราชการไทยนำของฝรั่งเศสมาใช้ประโยชน์ อันเป็นข้ออ้างสำคัญว่าทางฝ่ายไทยยอมรับเอกสาร และความถูกต้องของการลากเส้นตามแผนที่ ตามที่กัมพูชาอ้าง ด้วยเหตุผลในเรื่องแผนที่เช่นนี้ ฝ่ายไทยจึงตกอยู่ในสภาพที่กฎหมายปิดปาก (estoppel) นั่นเอง ดังนั้น ข้อโต้แย้งของไทยจึงฟังไม่ขึ้น
ศาลโลกจึงพิพากษาให้กัมพูชาชนะคดีเขาพระวิหาร ด้วยประการฉะนี้
ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลโลก
หลังจากการพิจารณาของศาล และการแถลงสรุปของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาตามขั้นตอนแล้ว
ศาลสรุปความคิดเห็นที่ได้จากข้อเท็จจริง...
ถึงแม้ว่าจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยอมรับแผนที่ของฝ่ายสยามเมื่อ ค.ศ.1908 รวมทั้งเส้นเขตแดนตามที่แสดงไว้ในนั้น
ศาลก็ยังพิจารณาเห็นว่า จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ประเทศไทยถูกตัดสิทธิด้วยการประพฤติปฏิบัติของตนเอง มิให้โต้แย้งว่า ตนมิได้ยอมรับแผนที่นี้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากสนธิสัญญา ค.ศ.1904 ตลอดเวลา 50 ปี
แม้จะเป็นเพียงประโยชน์ในการมีเขตแดนอันแน่นอน ประเทศฝรั่งเศสและต่อมากัมพูชาได้ยึดถือการยอมรับแผนที่โดยฝ่ายไทย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่อาจอ้างความผิดพลาดขึ้นต่อสู้ได้ จึงไม่เป็นการสำคัญว่า การยึดถือเช่นนี้จะเนื่องมาจากความเชื่อว่าแผนที่นั้นถูกต้องหรือไม่
ขณะนี้จึงไม่เปิดให้ฝ่ายไทยปฏิเสธได้ว่าตนมิได้เคยเป็นฝ่ายให้ความยินยอมแก่ความตกลงนี้ โดยตนเองยังคงเรียกร้องและได้รับประโยชน์จากความตกลงนั้นอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ดี ศาลมีความเห็นว่า ประเทศไทยใน ค.ศ.1908-1909 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่า เป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา
ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยัน และชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่พอเพียงที่จะลบล้างข้อนี้ได้
คู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ และดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็น เส้นเขตแดน
ขั้นต่อไปศาลมีเรื่องจะต้องพิจารณาอีกสองเรื่อง ประเทศไทยต่อสู้ว่าตั้งแต่ ค.ศ.1908 เป็นต้นมา และอย่างน้อยจนกระทั่งถึงการสำรวจของฝ่ายไทยใน ค.ศ.1934-1935 ไทยได้เชื่อว่าเส้นในแผนที่และเส้นสันปันน้ำนั้นเป็นเส้นเดียวกัน
และด้วยเหตุนี้ หากไทยจะได้ยอมรับเส้นในแผนที่ก็เป็นเพราะว่ามีความเชื่อเช่นนั้น
เป็นที่เห็นได้ชัดว่าข้อต่อสู้เช่นนี้ ย่อมขัดกับข้อต่อสู้ที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญมากเท่าๆ กันอีกข้อหนึ่งที่ว่า กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติไปอันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตย พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเชื่อว่าตนมีอธิปไตยเหนือบริเวณพระวิหาร เพราะว่าถ้าประเทศไทยมีความเชื่อว่าตนมีอธิปไตยเหนือบริเวณพระวิหาร เพราะว่าถ้าประเทศไทยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเส้นเขตแดนในภาคผนวก 1 จริง หรือถ้าประเทศไทยเชื่อว่าเส้นนั้นแสดงเส้นสันปันที่ถูกต้องจริง
ประเทศไทยก็ควรจะต้องเชื่อว่า โดยอาศัยแผนที่และการยอมรับของฝ่ายไทยเช่นนั้น บริเวณปราสาทพระวิหารควรจะต้องอยู่ในกัมพูชา
ถ้าเช่นนั้นกิจกรรมของฝ่ายไทยในเขตท้องที่นั้นย่อมจะต้องถือว่าเป็นการจงใจละเมิดอธิปไตย ซึ่ง (ตามข้อสันนิษฐานข้างต้น) ประเทศไทยควรจะต้องได้คิดแล้วว่าเป็นของกัมพูชา
สรุปแล้วก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถจะกล่าวอ้างได้ว่าตนได้เข้าใจผิดในการยอมรับเส้นเขตแดนในภาคผนวก 1 เพราะข้อกล่าวอ้างเช่นนี้ย่อมขัดกับเหตุผลที่ฝ่ายไทยได้ให้ไว้สำหรับกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในท้องที่ข้อที่ว่า
ประเทศไทยได้เชื่อว่าตนมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณนี้
นอกจากนี้ ยังอาจกล่าวเสริมได้ว่า แม้ว่าข้ออ้างของฝ่ายไทยในเรื่องความเข้าใจผิดและจะรับฟังได้ในหลักการ ข้ออ้างนี้ควรจะได้ยกขึ้นหลังจากที่การสำรวจอาณาบริเวณที่พิพาทโดยฝ่ายไทยเองเมื่อ ค.ศ.1934-1935 ได้แล้วเสร็จใหม่ๆ นับแต่นั้นมา ไทยไม่อาจมีความเข้าใจผิดใดๆ ได้อีก
ศาลมีความเห็นว่าการยอมรับแผนที่ภาคผนวก 1 โดยคู่กรณี เป็นผลให้แผนที่นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงโดยสนธิสัญญา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนั้น ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกไป หรือเป็นการละเมิดตัวบทของสนธิสัญญา ค.ศ.1904 ในตอนที่เส้นในแผนที่ผิดแผกไปจากเส้นของสันปันน้ำ
ฯลฯ
ศาลเห็นเป็นการชอบด้วยกฎหมายที่จะลงความเห็นว่า วัตถุประสงค์อันสำคัญหรืออันเป็นปัจจัยของข้อตกลงในสมัย ค.ศ.1904-1908 (ซึ่งทำให้มีการตกลงปัญหาเขตแดนสำคัญทั้งปวงระหว่างประเทศทั้งสอง) ก็เพื่อจะทำให้สถานะความตึงเครียดหมดสิ้นไป และเพื่อให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพทางเขตแดน โดยถือความแน่นอนและเป็นที่ยุติกันได้เป็นมูลฐาน
...การระบุเส้นสันปันน้ำไว้ในข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.1904 มิได้ มีความหมายอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดนอย่างให้เห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะเป็นการกล่าวเพียงกว้างๆ ก็ตาม
แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี
ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท
เมื่อได้ให้เหตุผลที่ศาลได้ใช้เป็นมูลฐานในการให้คำวินิจฉัยของตนแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า ณ พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หรือว่าได้เคยตรงกันในระหว่าง ค.ศ.1904-1908 หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง
ฯลฯ
...ศาลพิพากษามีความเห็นอันเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สาม นอกจากนั้น ศาลยังพิพากษาเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สี่ เกี่ยวกับการถอนหน่วยทหารออกไปด้วย
...อีกทางหนึ่งไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่ได้ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างแน่นอนว่า วัตถุชนิดที่กล่าวไว้ในคำแถลงสรุปนี้ ประเทศไทยได้เคลื่อนย้ายไปจากปราสาทพระวิหาร หรือบริเวณปราสาทนับแต่ประเทศไทยได้เข้าครอบครองเมื่อ ค.ศ.1954
เป็นความจริงที่ประเทศไทยก็มิได้ปฏิเสธมากมายนักในข้อกล่าวหานี้ นอกจากจะอ้างว่าคำขอนี้รับฟังไม่ได้
ถึงอย่างไรก็ดี ในพฤติการณ์เช่นนี้ การมอบคืนสิ่งของจึงเป็นปัญหาที่ศาลจะวินิจฉัยได้แต่เพียงในหลักการให้เป็นไปตามคำขอของกัมพูชาโดยไม่กล่าวถึงวัตถุสิ่งใดโดยเจาะจง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้
ศาล โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม
ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา
โดยคะแนนเสียงเจ็ดต่อห้า ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชาซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ.1954
ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ให้ถือฉบับภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ ณ วังสันติภาพ กรุงเฮก เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962 รวมสามฉบับ ฉบับหนึ่งจะเก็บรักษาไว้ที่แผนกบรรณสารของศาล และอีกสองฉบับจะส่งไปยังรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยตามลำดับ
(ลงนาม) บี. วินิอาสกี
ประธาน
(ลงนาม) กานเย กวนเย่ต์
นายทะเบียนศาล
http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000071774
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Jun 25, 2008 8:10 am

อันนี้ดูจะเข้าใจง่ายดีครับ

"หม่อมอุ๋ย"สอนเชิง รบ.สมัคร ชี้ทางกแก้ปัญหา "เขาพระวิหาร"

ที่มา - ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หนึ่งในผู้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการมรดกโลก เขียนบทความเรื่อง "เขาทำอะไรกันที่เขาพระวิหาร" มีสาระน่าสนใจ "มติชน" จึงตัดบางส่วนมานำเสนอ

- ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หนึ่งในผู้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการมรดกโลก เขียนบทความเรื่อง "เขาทำอะไรกันที่เขาพระวิหาร" มีสาระน่าสนใจ "มติชน" จึงตัดบางส่วนมานำเสนอ

ก่อนเขาพระวิหารขึ้นศาลโลก กัมพูชาถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทย คือเส้นประ
Image
(รูปที่ 1) ส่วนไทยถือว่าเส้นเขตแดนคือเส้นทึบ หลังจากศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร (แต่ไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดน) รัฐบาลไทย มีมติ ครม.ปี 2505 ปรับเส้นเขตแดนใหม่ (เส้นไข่ปลา) แต่พื้นที่ทับซ้อนด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือ (พื้นที่ JZ) นั้น รัฐบาลไทยยังถือว่าอยู่เขตแดนของไทยอยู่
Image
Image


ซึ่งเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา กัมพูชายื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร โดยระบุเส้นเขตแดนตามเส้นประ ครอบคลุมพื้นที่ JZ ของไทยด้วย ประเทศไทยจึงทักท้วง โดยเสนอทางออกขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกัน แต่กัมพูชาไม่ยอม ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ที่เมืองไครส์เชิร์ช จึงขอให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาตกลงกันให้ได้เสียก่อน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยพยายามเจรจากับกัมพูชาให้ยื่นขอจดทะเบียนร่วมกันมาโดยตลอด แต่เมื่อไม่นานมานี้ รัฐมนตรีว่าการฯนพดล ปัทมะ เป็นผู้นำการเจรจาด้วยตนเอง และเปลี่ยนแนวทาง จากขอยื่นจดทะเบียนร่วมกัน เป็นการยินยอมให้กัมพูชายื่นขอเพียงฝ่ายเดียว โดยจะต้องกำหนดเขตของปราสาทพระวิหารที่จะยื่นขอไม่ให้ครอบคลุมพื้นที่ JZ
Image
ผลการเจรจาปรากฏว่า กัมพูชายินยอมยื่นขอตามแผนที่ในรูปที่ 2 จึงรู้สึกเหมือนกับว่า กัมพูชาได้ปรับเขตพื้นที่ JZ ให้เป็นของไทยโดยสิ้นเชิง เสมือนว่าผู้เจรจาสามารถทำให้กัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ทับซ้อนส่วนนี้เป็นของไทย


แต่เมื่ออ่านคำแถลงการณ์ร่วม (http://www.nationmultimedia.com/main_dispute.html) อย่างละเอียดแล้วพบว่า กัมพูชาเรียกเส้นที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ว่า เส้นขอบเขตของปราสาท ไม่ได้เรียกว่าเส้นเขตแดน กัมพูชายังคงถือพื้นที่ JZ เป็นพื้นที่ทับซ้อน นอกจากนี้แถลงการณ์ร่วมข้อ 4 ยังระบุให้ทั้งสองประเทศต้องร่วมกันจัดทำแผนบริหารจัดการฉบับสุดท้ายสำหรับตัวปราสาทพระวิหารในพื้นที่ JZ เพื่อเสนอต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 แถลงการณ์ข้อนี้ ชี้ชัดว่าคณะกรรมการมรดกโลกต้องการแผนบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน จึงจะพิจารณาอนุมัติการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ ไม่ใช่การขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร
ของไทย

หากปล่อยให้ดำเนินการเช่นนี้จนได้รับอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในที่สุด ก็เท่ากับว่ากัมพูชาเป็นผู้ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเพียงผู้เดียว และเป็นผู้นำเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาทพระวิหาร โดยมีฝ่ายไทยช่วยจัดทำ แต่ไม่ได้ร่วมขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกชิ้นนี้ด้วย


ข้อเท็จจริงที่ว่า การอนุมัติให้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่รอบปราสาทเป็นมรดกโลก มิได้หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวตกเป็นของกัมพูชา แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวเป็นผู้ยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทและพื้นที่รอบปราสาทต่อคณะกรรมการมรดกโลก โดยประเทศไทยไม่ได้แสดงตนในความเป็นเจ้าของพื้นที่ทับซ้อนด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือไว้เป็นหลักฐานเลย ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีที่กัมพูชาอาจใช้ในการเรียกร้องสิทธิเหนือดินแดนในพื้นที่ดังกล่าวได้ในอนาคต

และมีข้อเท็จจริงเช่นกันว่า ขณะนี้ในพื้นที่ทับซ้อนบนเขาพระวิหารนั้น มีชาวเขมรไปตั้งบ้านเรือนจนเป็นชุมชนและมีร้านค้าขายของเป็นตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว โดยไม่มีคนไทยเข้าไปอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนนี้เลย

ซึ่งหลังจากได้รับอนุมัติให้ปราสาทและพื้นที่โดยรอบเป็นมรดกโลกแล้ว กัมพูชาคงจะทิ้งช่วงเวลาไว้อีกระยะหนึ่ง จนถึงจุดที่อ้างได้ว่า ในทางปฏิบัติเขาได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนส่วนนี้มานานแล้ว ทั้งในด้านครอบครองเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขมร และในด้านส่วนประกอบของมรดกโลกที่เขาเป็นผู้เสนอแต่ฝ่ายเดียว เมื่อถึงเวลานั้นคนกลางที่ตัดสินอาจจะไม่สามารถปฏิเสธการเรียกร้องสิทธิดังกล่าวได้

ผมได้ยินมาว่า ผู้ใหญ่ในรัฐบาลหลายท่านและนายทหารใหญ่ที่มีอำนาจ จำใจต้องยินยอมตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ เพราะได้รับทราบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า หากไทยไม่สนับสนุน กัมพูชาก็จะขอขึ้นทะเบียนแต่เพียงลำพัง โดยใช้แผนที่รูปที่ 1 ซึ่งจะทำให้ไทยเสียดินแดนที่ทับซ้อนไปทั้งหมด

ข้ออ้างนี้ไม่น่าจะเป็นจริง เพราะข้อบังคับของคณะกรรมการมรดกโลกข้อที่ 132.1 เรื่องการพิสูจน์สถานที่ ระบุว่า "ในกรณีที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนซึ่งมีเขตแดนที่ไม่ชัดเจน ประเทศข้างเคียงจะต้องลงนามให้ความยินยอม คณะกรรมการมรดกโลกจึงจะรับพิจารณา" นอกจากนี้ ข้อบังคับที่ 135 ระบุว่า "หากเป็นไปได้ ประเทศที่มีมรดกโลกร่วมกันตามแนวชายแดน ควรเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกร่วมกัน เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ร่วมกันของทั้งสองประเทศ" และในอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้มีการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยสองประเทศทำร่วมกันหลายชิ้นแล้ว

ท่านนายกฯครับ เรื่องนี้ยังไม่สายเกินแก้ ผมเชื่อในความรักชาติของท่านนายกฯ และผมเชื่อว่าท่านจะสามารถหาหนทางแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม

http://www.matichon.co.th/matichon/mati ... ionid=0133
วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11064
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Next

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron