Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 8:45 am

Image
สาระสำคัญใน press release ข้างบนบอกว่า ได้มีการ "แก้ปัญหาความตึงเครียด" ในภารกิจของคุณเตช ในฐานะรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2551

นี่ก็อีกแล้ว“ชวนนท์” แจงข้อตกลงเขมรแค่ลดตึงเครียด-ไม่เกี่ยวแบ่งดินแดนปราสาทพระวิหาร
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 สิงหาคม 2552 13:37 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 7&#Comment

สุดท้ายก็แค่ ทำให้นักการทูตของสองประเทศยังคงคุยกันได้ ส่วนในสถานการณ์ความเป็นจริงที่ทหารของทั้งสองฝ่ายที่ชายแดนต่างเสี่ยงที่จะหันหน้าเข้าฆ่ากัน กลับพยายามไม่กล้าพูดว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญแต่ประการใด
พูดง่ายๆ ร่วมกันสร้างภาพลวงโลกว่า ถ้าการทูตของสองประเทศยังคุยกันได้ สงครามไม่มีทางเกิดขึ้น
ในความเป็นจริง ถ้าถึงขั้นมีได้เสียซึ่งดินแดนของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แล้วการทูตทำได้แค่แก้ความตึงเครียด มันเอาไม่อยู่นะครับ

ฤากระทรวงการต่างประเทศไทยเก่งแต่จะแก้ความตึงเครียด ไม่มีนโยบายเรื่องเขาพระวิหารเป็นชิ้นเป็นอัน
ถ้างั้น วันๆก็คงมีแต่งาน "รูตีน" (routine) ก็สมแล้วกับที่ต้องทำงานตามก้นกระทรวงอื่น และที่ตามก็ไม่ใช่นโยบายอะไร เป็นยุทธวิธี "รูตีน" ครือกัน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Wed Sep 02, 2009 2:02 pm

ศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2552 รัฐสภาได้รับข้อเตกลงชั่วคราวกับกัมพูชาที่กระทรวงการต่างประเทศยื่นเพื่อขออนุมัติตามมาตรา 190 (2) ในรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะไปเจรจาตามกรอบ GBC ก่อนมีการถอนทหารเพื่อ JBC ของทั้งสองฝ่ายจะได้ทำการปักปันเขตแดนตามขั้นตอน

ถ้าข้อตกลงชั่วคราวนี้ไม่ผ่านสภา ไทยก็ไม่ต้องไปเจรจากับกัมพูชา (และทุกประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน เพราะทางกลาโหมทำข้อเสนอมาเป็นชุดใหญ่)
ในกรณีของกัมพูชาย่อมชัดเจนว่า ไทยจะปลอดความเสี่ยงที่จะเสียดินแดนเพราะมีข้อหมกเม็ดไว้มากมายในแถลงการณ์ร่วม 2551
ประเด็นก็คือ เมื่อข้อตกลงเจรจาผ่านสภาไปแล้ว เรามามาตรการป้องกันไม่ให้เสียดินแดนอย่างไร
หรือว่าคำถามนี้สุดเชย เพราะ JBC ต้องการปักปันเขตแดนร่วมกับกัมพูชาให้เสร็จทัน 1 กุมภาพันธ์ 2553 !!!

ซึ่งที่ผ่านมา ไทยอาจรับรองแผนอนุรักษ์พื้นที่มรดกโลกที่ปราสาทพระวิหารไปทุกครั้งแล้ว แต่รัฐบาลปิดเงียนบ
ครั้งแรกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และครั้งที่สองวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552
จากนั้น คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008 และ 33/2009 ก็ได้รับรอง (การเสียดินแดนไทย) ไปแล้ว
หรือที่เลวร้ายกว่านั้น JBC ไม่ได้ให้ความร่วมมือใดๆในทั้ง 2 ครั้ง แต่กัมพูชาได้จับมือกับยูเนสโกดำเนินการไปตามแผนอนุรักษ์ฯเพราะถือว่าไทยให้การสนับสนุนอยู่แล้วในแถลงการณ์ร่วม

และหากใครได้คลิ๊กเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกหลังเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็จะพบว่าไทยเสียดินแดนรอบตัวปราสาทพระวิหารไปแล้งเกือบ 3 พันไร่ (หน่วย=hectare)

เหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลดูเนือยๆ อาจเป็นเพราะกองทัพให้ความมั่นใจเกินไปว่า การตรึงกำลังที่บริเวณปราสาทพระวิหารต่อเนื่องจะทำให้กำลังของกัมพูชาเครียด และมีโอกาสละเมิดข้อตกลงกลายเป็นฝ่ายใช้อาวุธยิงฝ่ายไทยก่อน จากนั้นก็จะเข้าทางไทยโดยจะประท้วง สุดท้ายยูเนสโกต้องถอนการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
แน่ใจอย่างไรว่า ทหารไทยเครียดไม่เป็น
และนั่นคือที่มาของการเริ่มเจรจา GBC ก่อนที่จะ “ปรับทหาร” เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเครียดเต็มทนแล้ว

อีกทฤษฏีของพี่ไทยมองว่า ไหนๆจะเสียพื้นที่ให้ใช้เพื่อบริหารจัดการมรดกโลกแล้ว ก็ควรจะขอขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชาเสียเลยดีกว่า ผู้สนับสนุนแนวนี้มักคิดเอาเองว่ากัมพูชาไม่รังเกียจ แต่พบแล้วว่าหากกัมพูชาเล่นด้วย จะมีเม็ดหมกอย่างน่ากลัวมาก เพราะกัมพูชาได้ใจจากอดีตนายกฯทักษิณผ่านการตกลงในแถลงการณ์ร่วม 2544 (ลงวันที่ 18 มิถุนายน เหมือนฉบับเจ้าปัญหา 2551) นั่นคือ ไทยต้องยอมรับว่ากัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อนทางด้านตะวันตกของตัวปราสาท และยอมยกพื้นที่ทางทะเลที่อุดมด้วยก๊าซและน้ำมันกว่า 2 หมื่นตารางกิโลเมตร ไม่นับที่ต้องยกเกาะกูดให้กัมพูชาครึ่งหนึ่ง

ไม่ว่าไทยจะเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกับกัมพูชาหรือไม่ แต่ใน 5 เดือนนี้ ถ้ารัฐบาลยังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไทยที่จะเสียไม่เพียงพื้นที่ทับซ้อน 3 พันไร่ เพราะตาม “แผนที่ใหม่” ที่นายนภดล ปัทมะ ลงนามพร้อมแถลงการณ์ร่วม 2551 ประเมินเนื้อที่คร่าวๆได้ไม่ต่ำ 1.5 ล้านไร่

คุณสุวิทย์ คุณกิตติ จะบอกได้ไหมว่า เฉพาะส่วนที่ทอดยาว 12 กิโลเมตรจาก “วนอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร” ของกระทรวงทรัพยากรฯไปทางทิศตะวันตกถึงปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควายในจังหวัดสุรินทร์นั้น ไม่ใช่ดินแดนไทย
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Sep 03, 2009 3:02 pm

คำแปลหนังสือจาก ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์ ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ*

(*แปลโดย ศ. ดร.สมปอง สุจริตกุล)

เลขที่ (๐๖๐๑) ๒๒๒๓๙/๒๕๐๕
กระทรวงการต่างประเทศ
กรุงเทพฯ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ (ค.ศ.๑๙๖๒)

เรียน ฯพณฯ อู ถั่น
รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ
นิวยอร์ค

ข้าพเจ้าขออ้างถึงคดีปราสาทพระวิหารซึ่งกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียวได้ยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๕๙ [พ.ศ. ๒๕๐๒] และศาลฯ ได้พิพากษาเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร

ในคำแถลงเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๖๒ [พ.ศ. ๒๕๐๕] รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ประกาศให้ทราบทั่วกันว่าไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลฯ โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวขัดอย่างชัดแจ้งต่อบทบัญญัติแห่งสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ ค.ศ. ๑๙๐๗ ในข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตลอดจนขัดต่อหลักกฏหมายและหลักความยุติธรรม ถึงกระนั้นก็ตาม ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะปฏิบัติตามพันธกรณีแห่งคำพิพากษาตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ภายใต้ข้อ ๙๔ ของกฏบัตรสหประชาชาติ

ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ท่านทราบด้วยว่า การตัดสินใจปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหารนั้น รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจนเพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคตในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือในอนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งวินิจฉัยให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

ข้าพเจ้าจึงขอเรียนมาเพื่อทราบพร้อมทั้งขอให้ท่านส่งเวียนหนังสือฉบับนี้ไปยังประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
(ลงนาม) ถนัด คอมันตร์

(ถนัด คอมันตร์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศไทย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews ... 0000099605
..............
โปรดสังเกต ไทยยืนยันการคัดค้าที่ตัวปราสาท พื้นที่อื่นไม้ต้องพูดถึง เพราะศาลไม่ได้พูดถึงพื้นที่ทับซ้อน เป็นคนละส่วนกัน
ประเด็นคือ คำว่าพื้นที่ทับซ้อนจริงๆถ้าจะพูด (ถ้าไม่พูดก็แล้วไป) คือพื้นที่ตั้งของตัวปราสาทนั่นแหละครับ พี่น้อง
ทำไมรัฐบาลไทย ค้านศาลโลกแรงปานนั้น ก็เพราะเมื่อดูสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 มีการตกลงไว้ชัดเจนว่าให้ใช้สันปันน้ำเป็นเขตแบ่งประเทศ แปลว่า เขาพระวิหารและทั้งเทือพนสมดงรักอยู่ในเขตประเทศไทย
ถามว่าสันปันน้ำ (ซึ่งถือว่าเป็น delimitation line)สำ ำคัญไฉน ผมทราบเพียงแต่ว่าเป็น 1 ใน 3 ขั้นตอน (1. definition 2. delimitation 3. demarcation)ในกระบวนแบ่งเขตประเทศ และยอมรับเป็นมาตรฐานในหลักกฎหมายระหว่างประเทศครับ
ที่เราแพ้คดีเพราะศาลบอกว่าคำฟ้องแนบท้ายแผนที่ฉบับใดต้องใช้ฉบับนั้น
กัมพูชาใช้ฉบับปี 1907 (ไม่มีเส้นสันปันน้ำให้ดู) ศาลโลกบอกไม่เป็นเกี่ยวกับเรื่องปักปัน ขอดูแค่ตัวปราสาทจากแผนที่เท่านั้น ว่าแล้วก็ถกเถียงกันสักใหญ่ ผู้พิพากษาส่วนใหญ่ ดูเหมือน 6:3 บอกว่าเป็นของกัมพูชา
จบ
ผู้พิพากษาที่ไม่เห็นด้วยแย้งไว้ว่าประสาทพระวิหารยังคงอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของไทยตามหลักสันปันน้ำที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 และพื้นที่ทับซ้อนในปัจจุบันของไทยกับกัมพูชานั้นได้แก่ตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Sep 03, 2009 3:03 pm

อายุความข้อสงวน
ข้อสงวนของรัฐบาลไทยต่อคำพิพากษาของศาลในคดีปราสาทพระวิหารซึ่งไทยได้แจ้งไปยังเลขาธิการสหประชาชาติในหนังสือลงวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ พร้อมทั้งส่งเวียนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรับทราบทั่วกันโดยไม่ปรากฏว่ามีประเทศหนึ่งประเทศใดโต้แย้ง ทักท้วง หรือค้ดค้านแต่ประการใดนั้น เป็นข้อสงวนที่ปลอดอายุความ มีผลตลอดกาลตราบใดที่ยังอยู่ใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ข้อสงวนดังกล่าวมิใช่เป็นการทบทวนคดีเก่าซึ่งต้องกระทำภายในกำหนดเวลาที่จำกัดไว้ จึงยังมีผลบังคับจนทุกวันนี้ยกเว้นจะถูกเพิกถอนหรือยกเลิกอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลไทย

ศาสตราจารย์ ดร. สมปอง สุจริตกุล*
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒


ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล
* B.A., B.C.L., M.A., D.Phil., and D.C.L. (Oxon)
Diplômé d’Etudes Supérieures de Droit International Public, Docteur en Droit (Paris)
LL.M. (Harvard)
of the Middle Temple, Barrister-at-law (United Kingdom)
Diplômé de l’Académie de Droit International de La Haye (Nederland)

- คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
- ศาสตราจารย์กิตติคุณกฏหมายระหว่างประเทศและกฏหมายเปรียบเทียบ
มหาวิทยาลัยกฎหมายโกลเดนเกท ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
- สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศไทย
- สมาชิกสถาบันอนุญาโตตุลาการองค์การกฏหมายเอเซีย-แอฟริกา ณ กรุงไคโร และกัวลาลัมเปอร์
- อนุญาโตตุลาการอิสระ
- อดีตเลขาธิการอาเซียน (ประเทศไทย)
- อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ลักเซมเบอร์ก ญี่ปุ่น
ฝรั่งเศส โปรตุเกส อิตาลี กรีก อิสราเอล และองค์การตลาดร่วมยุโรป
- อดีตหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำ UNESCO และ FAO
- อดีตสมาชิกศูนย์ระงับข้อพิพาทการลงทุนศาลอนุญาโตตุลาการธนาคารโลก ICSID World Bank
- อดีตกรรมาธิการสหปราชาชาติเพื่อพิจารณาค่าชดเชยความเสียหายในประเทศคูเวต (UNCC)
- และทนายผู้ประสานงานคณะทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๐๕
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews ... 0000099605
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re:

Postby อารยา on Sun Oct 04, 2009 12:58 pm

อารยา Sep 03, 2009 3:03 pm wrote:บันทึกไว้: เขาพระวิหาร กับ การเสียค่าโง่ซ้ำซาก
ImageImage
หลังจากยอมให้เขมรใช้แผนที่ฝรั่งเศสปิดปากไทยและได้สิทธิ์คีองปราสาทตั้งแต่ปี 2505 นายนพดลแสร้งโง่รับรอง “แผนที่ใหม่” และร่างแถลงการณ์ร่วมที่หมกเม็ดให้ไทยต้องเสียดินแดนเพื่อใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์รอบตัวปราสาท เป็นพื้นที่กันชน และเป็นพื้นที่บริหารจัดการอีกนับหมื่นตารางกิโลเมตรนอกเหนือจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.โดยมี "คณะกรรมการ 7 ชาติ" (เอ่ยถึงครั้งแรกใน Joint Communique 2008/แถลงการณ์ร่วมอัปยศลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551ในชื่อของ ICC หรือ International Coordinating Committee ) เป็นฝ่ายกำกับแผน

ICC จำแลงมาจาก บริษัทเอกชนธรรมดาที่รับเหมาบูรณะโบราณสถานแห่งหนึ่งในยุโรปชื่อ "ANPV" (Autorite้ Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear)

ที่มาซึ่งค่อนข้างลึกลับเริ่มต้นเมื่อมาดามฟรังซัวส์ ผู้ช่วย ผอ.สถาบันมรดกโลกของยูเนสโกไปคว้า "ANPV" มาให้กัมพูชาจ้างไปสำรวจ ให้เพียง "The Temple of Preah Vihear" เป็นมรดกโลกให้ได้ โดยไม่ต้องครบองค์ประกอบที่ ICOMOS ได้ทำไว้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานมรดกโลกเมื่อปี 2549 ซึ่งคณะกรรมการยูเนสโกเองก็รับรองของ ICOMOS ไปแล้วในการประชุมครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์กลางปี 2550

จนพอสิ้นปี 2550 มาดามจึงออกมารับลูก นำรายงานของ ANPV เข้าพิธีปลุกเสกสัมมนาผลงานกำมะลอชิ้นนี้ในเดือนมีนาคม 2551 แล้วตีตราประทับรับรองตอนต้นเดือนพฤษภาคม 2551ว่าเป็นรายงานวาระการประชุมที่กีเบค คานาดา ก่อนจะไปมั่วทำแถลงการณ์ร่วมในในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมต่อมา ซึ่งมีนพเหล่มาเข้าฉากได้พอดิบพอดีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551
อะไรจะปานนั้น!!!

"คณะกรรมการ 7 ชาติ" หรือ ICC ประกอบด้วย: Belgium, USA, France, India + จีน ญี่ปุ่น และไทย สามชาติหลังไม่มีหุ้น (อย่าลืมว่า ANPV เป็นบริษัทเอกชน) เมื่อไหร่มี sub-project ให้ซ่อมแซม บูรณะ ปฏิสังขรณ์ ตรงไหนค่อยไปช่วยเป็นจ๊อบๆ ไม่ได้เป้น "Public Institution" ที่เชื่อถือได้ในระนามเดียวกับ ICOMOS หรือ ICCROM

จีน ญี่ปุ่น ไทย วันนี้ยิ่งถือว่าแฝงเร้นอยู่ใน ICC ต่างจาก 4 ชาติแรกที่มีหุ้นอยู่เดิมในฐานะกลุ่มแรกของเอกชนที่ก่อตั้ง ANPV
แต่สามชาติหลังจะมีบทบาทเป็น subcontract เช่นที่บริษัทเซี่ยงไฮ้กรุ๊ปเคยเข้ามาได้สัมปทานก่อสร้างถนนเมื่อ 15 มกราคม 2551จากจังหวัดพระวิหารในเขมรมาจ่อที่พื้นที่ทับซ้อนด้านตะวันตกของตัวปราสาท (ในช่วงที่รัฐบาลนอมินีสมัครเข้ามาสนับสนุนฮุนเซนพอดี)

บัดนี้ ถนนสายนั้นกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของกัมพูชา ขนาดปืนใหญ่ยังขนมาจ่อกองกำลังของไทยได้สบายๆ

Image
Image


ปืนใหญ่น่าจะลากขึ้นมาประจำการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ผ่านถนนที่ตัดใหม่โดยกลุ่มผู้รับเหมาของเซี่ยงไอ้กรุ๊ปที่ได้สัมปทานผ่าน ANPV จากจังหวัดพระวิหารในกัมพูชา
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

From ANPV to ICC:The Myth in JC

Postby อารยา on Sun Oct 04, 2009 1:19 pm

ANPV เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ในเดือนกันยายน 2550 หลังการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 กลางปี 2550 ที่นิวซีแลนด์ มีข้อมูลเชื่อมสถานการณ์ช่วงนี้ ดังนี้
ติดตาม topic-t409-15.html Jun 28, 2008 12:33 pm wrote:มีอีเมล์มาจากน้องชายที่อยู่กระทรวงต่างประเทศ ...เนื้อความนี้ได้ลงใน นสพ บางฉบับไปแล้ว มีความดังนี้ค่ะ .....

ผมเองได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนในส่วนของนักวิชาการที่ได้รับเชิญจากกัมพูชาให้ไปสำรวจพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการ "พื้นที่กันชน" ของปราสาทพระวิหารในประเทศไทย ได้มีโอกาสศึกษารายงานและแนวคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลายชาติที่ยูเนสโกแนะนำมาให้ความช่วยเหลือกัมพูชาในการทำแผนบริหารจัดการ อันเป็นผลจากมติที่ประชุมมรดกโลกสมัยที่แล้วที่นิวซีแลนด์

ได้เห็นท่าทีของเจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกัมพูชา ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกปารีสจากโอกาสที่ได้ร่วมคณะกับอธิบดีวีรชัย ที่โดน รมต.แขวน ไปเจรจาชี้แจงเหตุผลขอร่วมขึ้นทะเบียนร่วมในครั้งแรก

ผมได้ทำงานร่วมกับข้าราชการประจำของกระทรวงการต่างประเทศทั้งกรมสนธิสัญญาและกรมเอเชียตะวันออก

ได้เห็นความตั้งใจทำงานของข้าราชการทุกฝ่ายรวมถึงกรมแผนที่ทหาร และยังมีที่ปรึกษาทางกฎหมายจากกฤษฎีกาและอัยการสูงสุดที่มาช่วยตรวจสอบให้ความคิดเห็นในทุกร่างข้อตกลงที่เรายื่นข้อเสนอไปยังฝ่ายกัมพูชาในเรื่องข้อตกลงต่างๆ
บอกได้ว่าไม่มีหมกเม็ด

แต่เรื่องทั้งหมดถูกกำหนดให้เป็นเรื่องลับสุดยอด จนทำให้เราต้องจินตนาการกันไปต่างๆนานา ด้วยความไม่น่าไว้วางใจของ รมต. ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ผมยังได้เห็นแผนที่ใหม่ที่กัมพูชาจะนำไปเปลี่ยนสำหรับการขอขึ้นเป็นมรดกโลกด้วย
เรื่องของเรื่องก็คือที่ผ่านมาท่าทีของกัมพูชาแข็งกร้าวต่อข้อเสนอของเรามาตลอด ไม่เคยยอมรับว่ามีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ถือว่าจะต้องใช้แผนที่ของกัมพูชาที่ทำโดยฝรั่งเศสและใช้แนบท้ายคำฟ้องต่อศาลโลกเท่านั้น

และในทางปฏิบัติก็ได้ขนผู้คนมาบุกเบิกตั้งบ้านเรือน วัด ตลาด ทั้งบนเขาในพื้นที่ทับซ้อน และที่หมู่บ้านโกมุย ที่อยู่ในที่ราบเบื้องล่าง ๘-๑๐ ปีแล้ว และไม่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารมีส่วนต่อเนื่องที่มีความสำคัญในประเทศไทยสมควรจะได้ผนวกเป็นเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย

โดยเชื่อตามข้อมูลของนักวิชาการนานาชาติที่นำโดยฝรั่งเศส ระบุว่าการวางผังของปราสาทบนยอดเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานใกล้เคียงที่อยู่เบื้องล่างในเขตกัมพูชา เป็น Buddhist Geometry

ทั้งๆที่เป้ยตาดีหน้าผาปลายสุดที่เป็นจุดชมวิวในปัจจุบันไม่มีช่องเปิดออกมาจากปราสาทประธานแต่อย่างใด ก็วิเคราะห์ว่าเป็นที่บำเพ็ญพรตของฤาษีไว้มองดูภูมิจักรวาลเบื้องล่าง (อ้างว่า) ทางขึ้นเขาได้แก่ทางช่องบันไดหักทางทิศตะวันออกมีมาแต่เดิม ด้วยยึดมั่นว่าทางเข้าปราสาทต้องเป็นทิศตะวันออก และระบุว่าทางขึ้นทางบันไดใหญ่และสะพานนาคทางทิศเหนือเป็นสิ่งก่อสร้างมาทีหลัง แม้แต่สระตราว ที่เป็นการสร้างทำนบหินกั้นทางน้ำบนลานหินจนกลายเป็นสระน้ำก็กลับเขียนในรายงานว่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญของ ICOMOS ที่ได้รับมอบหมายให้ประเมินข้อมูลของกัมพูชา ก็ให้ความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการประเมินเบื้องต้นทั้งหมดแล้ว เขาก็ไม่ยอมถอย

ความจริงพอได้ไปสำรวจปราสาทที่อยู่ด้านล่าง ก็รู้ว่าเป็นอโรคยศาล ไม่ได้ร่วมสมัยการวางผังกับปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด หัวนาคของสะพานนาคก็เป็นนาคหัวโล้นตามรูปแบบศิลปะบาปวนร่วมสมัยกับปราสาทประธานอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างในยุคหลัง แต่ควรจะเป็นทางเข้าหลักตามแนวแกนเหนือ-ใต้ ที่เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศ และหันไปสู่ชุมชนโบราณที่อยู่บริเวณเชิงเขาในฝั่งไทยในปัจจุบันทั้งหมด

นี่คือการบิดเบือนข้อมูลทางวิชาการที่เลวร้ายอันเป็นเหตุให้ผมประกาศแยกตัวจากคณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในที่ประชุมที่เสียมเรียบ โดยท่านอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชาได้ประกาศย้ำอีกครั้งต่อรองนายก สก อาน ที่พนมเปญ

ยูเนสโก ที่ควรจะดำรงตนในฐานะกรรมการที่เป็นกลางในกรณีที่มีความขัดแย้งกันของสองประเทศ กลับทำตัวเป็นแม่พระผู้ใจบุญทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ประเทศยากจนเล็กๆ ที่ผ่านภัยสงครามมา ให้ได้มีมรดกโลกใหม่ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น ตอนแรก ICOMOS ก็ได้ติดต่ออิโคโมสไทยมาให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมินข้อมูลที่กัมพูชาเสนอ เราได้เสนอชื่อ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ แต่ในที่สุดก็ได้ขาดการติดต่อจากเรา และคนอินเดียก็กลายเป็นเป็นผู้ประเมินให้ ผ่านนำส่งต่อเข้าวาระการประชุมตามที่เราได้ทราบกันแล้ว การเปลี่ยนผู้ประเมินโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ให้คิดได้ว่า มีกลไกอะไรจากองค์กรระหว่างประเทศนี้อยู่เบื้องหลัง

เราเคยให้เหตุผลขอให้เปลี่ยนแปลงเป็นการขอขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาแล้ว โดยผนวกแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในฝั่งไทยเข้าไปด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกลับบอกว่า ไทยต้องจัดทำรายงานวิชาการ แผนบริหารจัดการเพิ่มเติมอย่างดีก่อน และการจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดใดใน Nomination File ที่ได้รับการประเมินเรียบร้อยแล้วไม่สามารถทำได้ นอกจากจะถอนเรื่องออกไปก่อนแล้วค่อยกลับมาต่อคิวเข้าสู่วาระใหม่ ต้องใช้เวลา แน่นอนว่ากัมพูชาไม่มีวันยอม จึงว่าถ้าไทยต้องการก็ให้ยื่นเองทีหลังจากส่วนของเขมรได้เป็นมรดกแล้ว ถ้าคิดว่าส่วนที่ว่ามีคุณค่าพอ

กระทรวงการต่างประเทศ ก็ปลงในเรื่องขึ้นทะเบียนร่วม กลับมาหามาตรการในการรักษาอำนาจอธิปไตย สิทธิเรื่องเขตแดนเป็นหลัก พยายามยื่นข้อเสนอในการเซ็นข้อตกลงร่วมต่างๆ เจรจาต่อรองมาโดยตลอด กัมพูชาไม่เคยยอมเลย...



ในที่สุด หลังการเดินทางไป เกาะกง ของ รมต. ก็เกิดอาการพลิกล็อคขึ้น เขมรยอมเจรจาอีกครั้ง มียูเนสโกปารีสเป็นเจ้าภาพ เขมรขอถอยเองโดยขอเปลี่ยนการขอเป็นมรดกโลกให้เหลือเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า Sacred Site of Preah Vihear Temple เหลือเพียงแค่ Temple of Preah Vihear พร้อมขอเปลี่ยนแผนที่ทั้งหมด ไม่ให้มีผลกับไทยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเขตแดน ซึ่งได้แก่แผนที่ที่เป็นข่าวในขณะนี้ ความจริงแล้วเป็นแผนที่ที่ไม่มีการระบุเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ พื้นที่ Core Zone ขีดเส้นออกจากผนังอาคาร ๓๐ เมตร ยกเว้นบันไดทางทิศเหนือขีดตรงสุดเขตบันไดเลย ตรงพื้นที่ทับซ้อนเขียนเป็นหมายเลข 3 หมายถึง Joint Management Zone ตรงกับข้อความในสัญญาร่วมให้ส่งแผนบริหารจัดการร่วมกันต่อยูเนสโกภายใน ๒ ปี กล่าวคือเขมรยอม อย่างที่ไม่มีวี่แววมาก่อน

รมต. พูดจริงเรื่องแผนที่ที่จะไม่มีผลเรื่องเขตแดน (นอกจากว่าจะล้ำไปถึงการทวงปราสาทคืนก็คงจะไม่สามารถทำได้อีก) รมต.พูดจริงเรื่องที่เขมรขอร้องไม่ให้เปิดเผยข่าวนี้ต่อสื่อมวลชนของเขมร เพราะประชาชนชาวเขมรคงไม่พอใจว่ามายอมไทย ที่เดิมเขาว่าเป็นแผ่นดินของเขา แต่มากลายเป็นที่ที่ต้องมาจัดการร่วมกัน รมต.เชื่อตามคำขอของเขมร ปิดข้อมูล ผลก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่มีใครเชื่อ ก็อยากไม่คิดถึงจิตใจคนไทย

เห็นอิทธิฤทธิ์ของยูเนสโกหรือยังครับ

ตอนแรกตอนเราเสนอขึ้นทะเบียนร่วมก็ว่าทำไม่ได้ ทีตอนนี้ทำมาเป็นตัวกลางเสนอให้เขมรเปลี่ยนแผนที่ ไหนว่าไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลใน Nomination File ที่ประเมินแล้วได้

ความจริงก็มีเจ้าหน้าที่ยูเนสโกท่านหนึ่งที่ร่วมประชุมอยู่ด้วยให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนมาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทนั้นจะขัดต่อหลักการทางวิชาการ แต่ประธานซึ่งเป็น Assistant Director-General for Culture ของยูเนสโก กลับบอกว่านี่เป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเป็น "Political Decision"


หวังว่าทั่วโลกคงจะได้ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ ที่การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนชาวไทยและกัมพูชา ที่ลามไปถึงการจะทวงปราสาทคืนจากคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของศาลโลก ความไม่เป็นธรรมจากแผนที่ที่ตั้งใจทำให้ผิดโดยกลฉ้อฉล มีทางน้ำปลอมไหลลงฝั่งเขมร นำมาซึ่งเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่อ้อมเอาปราสาทพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา ไม่รู้ว่ายูเนสโกจะตระหนักหรือไม่ว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้ ปล่อยให้ ทักษิณ และ ฮุนเซ็น ที่อยู่เบื้องหลังผลงานการเจรจาที่ รมต.ตาหวานอ้างความดีความชอบ ลุ้นอยู่ว่าผลประโยชน์ร่วมส่วนตัวที่ตกลงไว้จะมีอันเป็นไป ไม่ราบรื่นตามคาดจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ ห่วงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนที่หวังจะกอบโกยจากของที่ควรจะเป็นของส่วนรวมของประชาชนทั้งเขมรและไทย และที่สุดบนความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อกัน ที่จะหนีไปอย่างลอยนวลก็คือ ยูเนสโก นักการเมือง และผู้ชักใย

น่าเห็นใจประชาชนของทั้งสองชาติ เราย้ายประเทศหนีแยกจากกันไม่ได้หรอก

แต่ที่น่าสงสารที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร .....ไม่ว่าผลการประชุมที่ควิเบคจะเป็นอย่างไร ได้เป็นมรดกโลก ก็คือซื้อเวลาของความขัดแย้งต่อไปอีก ๒ ปีในการจัดการร่วมกัน ไม่มีคำสั่งทักษิณ เขมรคงพูดไม่รู้เรื่อง ประชาชนไทยก็คงยังมีอารมณ์ ไม่ยอมง่ายๆเช่นกัน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งก็คงไม่จบเช่นกัน ปราสาทคงไม่มีวันสงบได้บูรณะซ่อมแซม

พอจะมีทางออกแต่ก็เพียงให้คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อผนวกเข้าเป็นมรดกโลกทั้ง Site ร่วมกัน แบ่งความภาคภูมิใจและผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน อยู่กันอย่างสงบสันติ
Transboundary Property น่าจะเป็นทางออกเดียวเท่านั้น

วสุ โปษยะนันทน์
สถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร
ผู้ช่วยเลขานุการอิโคโมสไทย
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Mon Oct 05, 2009 11:47 am

จากหลักฐานข้างต้น มีประเด็นที่เข้าใจได้ว่า:

ในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกครั้งที่ 31 (นิวซีแลนด์ กลางปี 2550) ผู้แทนไทยจากรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ ใช้สิทธิ์ไม่สนับสนุนกัมพูชาที่ขอขึ้นทะเบียน “แหล่งโบราณคดีปราสาทพระวิหาร” (The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear) เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว เพราะจะมีผลกระทบพื้นที่ 4.6 ตร. กม. รอบตัวปราสาทที่ไทยถือว่าอยู่ในเขตไทย

ข้อเสนอของกัมพูชาเลื่อนไปพิจารณาในกลางปี 2551 แต่ที่ประชุมมรดกโลกเห็นชอบรายงานการประเมินคุณค่าความเป็นมรดกโลกโดยสถาบัน ICOMOS ที่ระบุว่า ตามเกณฑ์มาตรฐาน (Criteria I, ii, iv) ที่บ่งบอกสถานะเป็นมรดกโลกของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ จะต้องมีตัวปราสาทที่ควบรวมสิ่งปรักหักพังบางส่วนที่อยู่ในฝั่งไทยด้วย

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 (คานาดา กลางปี 2551) มีมติให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่เปลี่ยนมาเป็นเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร (The Temple of Preah Vihear) มาดาม ฟรังซัวส์ ริเวียเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก (UN’s World Heritage Centre—Paris) ตอบคำถามถึงมติที่ผิดปกตินี้ว่า ชอบแล้ว แม้จะเป็นการตัดสินจากเหตุผลทางการเมือง (“political decision”)! ซึ่งไม่อาจฟังได้ เพราะนับตั้งแต่มีโครงการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในปี 2515 ยูเนสโกไม่เคยใช้เหตุผลทางการเมืองเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินสถานะมรดกโลก เพราะจะเป็นการลดมาตรฐานคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ อย่างน้อยก็เป็นการละเมิดกฎของยูเนสโกเอง

กรณีที่ไม่ชอบธรรมนี้เริ่มต้นเมื่อมาดามฟรังซัวส์แนะนำนายซกอาน รองนายกฯกัมพูชาเมื่อเดือนกันยายน 2550 ให้จ้างบริษัทรับเหมาเอกชนชื่อ ANPV
[Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear ประกอบด้วย เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย+(3)จีน ญี่ปุ่น และไทย รวม 7 ชาติ] มาทำรายงานกลบเกลื่อนข้อสรุปเพื่อให้ฝ่ายไทยพอใจว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินเมื่อปี 2505 เป็นของกัมพูชาแล้วเท่านั้น

มาดามฟรังซัวส์ยังคงเดินหน้าฝืนกฎยูเนสโกต่อไป โดยเปลี่ยนข้อเสนอของกัมพูชาให้เป็นการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร(The Temple of Preah Vihear) โดยพลการ ดังนี้

1 ทำบันทึกช่วยจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 โดยที่ฝ่ายไทย (นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศในรัฐบาลสมัคร) ยินยอมให้กัมพูชาร่างแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นเอกเทศ (ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ก่อนเปิดการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 ไม่ถึง 2 สัปดาห์) จัดทำแผน โซนนิ่ง ขั้นตอนการอนุรักษ์บริหารจัดการมรดกโลก รวมทั้งวาด “แผนที่ใหม่” แนบท้าย กำหนดอาณาเขตการใช้พื้นที่ทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัวปราสาทพระวิหารนับล้านไร่ ภายใต้กำกับของ “กรรมการ 7 ชาติ” (หรือ "ไอซีซี” ICC=International Coordinating Committee) โดยไม่ต้องผ่านข้อตกลงร่วมกันของคณะกรรมาธิการร่วมปักปันเขตแดน “เจบีซี” (JBC: Joint Boundary Commission) ไทย-กัมพูชา กว้างขวางเกินกว่าที่จำเป็นในข้อเสนอเดิม (The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear)

อนึ่ง การที่กัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษจากยูเนสโกโดยไม่ต้องจัดทำข้อเสนอใหม่ (และอาศัยการอ้างอิงบรรทัดเดียวจากแถลงการณ์ร่วมว่าขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร) ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ต้องไม่ลืมว่า ทั้งยูเนสโกและกัมพูชาเคยอ้างระหว่างประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 ว่าไทยจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชาขณะนั้นไม่ได้ ยกเว้นแต่ต้องยกเลิกข้อเสนอลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ก่อนแล้วจึงร่วมทำข้อเสนอใหม่ (เปลี่ยนจาก National Nomination เป็น Transboundary Nomination) หรือหากฝ่ายไทยมีข้อเสนอของตัวเอง กัมพูชาก็ไม่ขัดข้อง (ในทางปฏิบัติ ไทยขาดตัวปราสาท เนื่องจากกัมพูชาสามารถอ้างสิทธิ์ตามคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ได้)

จะว่าไปแล้ว มาดามฟรังซัวส์แทบหมดความจำเป็นต้องมีวาระซ่อนเร้นต่อไปหลังจากไทยมีรัฐบาลนายสมัครที่พร้อมสนับสนุนกัมพูชาไร้เงื่อนไขนับจากเดือนมกราคม 2551 คงจำได้ว่า ช่วงกลางปี 2551 สมเด็จฮุนเซนขอให้นายสมัครไม่แพร่งพรายข้อเท็จจริงที่กัมพูชา "ยอม" ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ด้วยเกรงว่าหากชาวกัมพูชาทราบ จะไม่พอใจและอาจกระทบฐานเสียงพรรคของรัฐบาล เนื่องจากอยู่ในระหว่างหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป (27 กรกฎาคม 2551) นายสมัครร่วมมือถึงกับไม่นำแถลงการณ์ร่วมให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบตาม รธน. มาตรา 190(2)

2. แปลง ANPV เป็น “กรรมการ 7 ชาติ” ("ไอซีซี” ICC=International Coordinating Committee) ดังปรากฏในแถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 โดยอ้างว่าเป็น “องค์กรสาธารณะ” ทั้งๆที่มาดามฟรังซัวส์ทราบดีว่าเป็นบริษัทรับเหมาบูรณะโบราณสถานธรรมดา

หลังจากที่ประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 อนุมัติการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา (7 กรกฎาคม 2551) ผลพวงอัปยศของ “ไอซีซี” ปรากฏ เป็นรูปธรรม ดังนี้
Temple of Preah Vihear
Description Maps
Documents Threats Assistance
Cambodia

Date of Inscription: 2008
Criteria: (i)
Property : 154.7000 ha
Buffer zone: 2642.5000 ha
N14 23 18 E104 41 2
Ref: 1224rev
(ดู httpใน http://whc.unesco.org/en/list/1224)

นั่นคือ ดินแดนไทย 27.972 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 17,000 ไร่ ถูกแบ่งไปเป็น พื้นที่กันชน 2,642.5 เฮกตาร์ พื้นที่อนุรักษ์ 154.7 เฮกตาร์ มรดกโลก ยังมี “พื้นที่บริหารจัดการ” อีกนับล้านไร่ที่ “แผนที่ใหม่” วาดไว้ ในกำกับของ “ไอซีซี” ตามขั้นตอนสุดท้ายภายใน 1 กุมภาพันธ์ 2553 ตามแถลงการณ์ร่วม

น่าวิตกว่า การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเร่งให้ “เจบีซี” ปักปันเขตแดน นอกจากทำให้ไทยเสียดินแดนเร็วขึ้น ยังเป็นการผูกมัดตัวเอง ทางออกที่ดีกว่าควรเปิดการเจรจาไตรภาคี (ไทย กัมพูชา ยูเยนโก) เพื่อแสดงเหตุผลว่าเหตุใดไทยจึงมิอาจสนับสนุนกระบวนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่มีวาระซ่อนเร้น และไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ก่อนจะสาย เพราะจุดเปราะบางที่สุดของไทยอยู่ที่แถลงการณ์ร่วมซึ่งในแง่พฤตินัย (de facto) กัมพูชาสามารถนำมาอ้างได้ทุกเมื่อ ส่วนภารกิจของ “เจบีซี” นั้น แถลงการณ์ร่วมไม่ได้ให้ความสำคัญอยู่แล้ว ปกติ ไม่มีประเทศคู่พิพาทดินแดนใดในโลกรีบร้อนปักปันเขตแดนกัน ถ้ายังไม่มีสงครามและรู้ผลแล้วว่าฝ่ายใดชนะ

รัฐบาลไทยจะต้องปักปันเพื่อเอาดินแดนไปเป็นมรดกโลกพิสดารนี้อีกเท่าไหร่? เพราะพ้นจาก 1 กุมภาพันธ์ 2553 ไปแล้ว ไทยหมดสิทธิ์เด็ดขาดที่จะอุทธรณ์เรียกดินแดนคืน

ที่ประชุมมรดกโลกกลางปีหน้า กลับจะให้การรับรองให้กัมพูชารับไปทุกตารางนิ้ว
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Tue Oct 13, 2009 5:41 pm

พรรคประชาธิปัตย์มีวิถีคิดทางการเมืองที่หล่อหลอมผู้ที่จะมาเป็นผู้นำพรรคให้เข้าใจหลักการคานและถ่วงดุลอำนาจระหว่างบริหารกับนิติบัญญัติ ถือเป็นข้อดี แต่แบ่งความรับผิดชอบระหว่าง "รัฐบาล" กับ "รัฐสภา" ค่อนข้างเด็ดขาด อย่างกรณี แก้รัฐธรรมนูญ คุณอภิสิทธิ์โยนให้สภารับไปเต็มๆ แค่ครึ่งปืก็ทำเอาพรรคเพื่อไทยปริ ส่อเค้าแพแตก
เมื่อวานคุณอภิสิทธิ์บอกว่า ถ้าทางฝ่ายสภาหรือฝ่ายค้านที่ขอแก้รัฐธรรมนูญเองยังขัดแย้งกันก็ต้องเลิก เดี๋ยวจะหาว่ารัฐบาลซื้อเวลา !
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Tue Oct 13, 2009 5:44 pm

รัฐบาลมาถูกทางแล้ว ถ้าผลพลอยได้กลายเป็นเรื่องซื้อเวลาก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเสถียรภาพหรือสภาวะที่การเมืองนิ่ง รัฐบาลไม่ทะเลาะกับใคร ลูกพรรคอกหักทั้งหลาย อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพื่อที่รัฐบาลจะได้มีเวลาบริหารนโยบาย เศรษฐกิจให้เห็นหน้าเห็นหลังโดยเร็วถูก ยื่นมาให้จากฝ่ายค้านเอง
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Tue Oct 13, 2009 5:47 pm

แต่ปัญหาปราสาทพระวิหารท้าทายความสามารถของรัฐบาลยิ่งกว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมากมายนัก
เพราะมีประเด็นเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศที่ต้องแก้ปัญหา แต่ ปชป. อาจมองว่าถ้าจะเสียก็ไม่ใช่ความผิดของตัว
ยังติดวิธีคิดที่ไม่ทิ้งกรอบของนักการเมืองที่มีการชิงไหวชิงพริบเพื่อสร้างเครดิตให้พรรคมากกว่าคิดถึงผลประโยชน์ของชาติล้วนๆ
ถึงแม้คุณอภิสิทธิ์พยายามไม่พูดว่ารัฐบาลก่อนๆทำอะไรผิดไว้ แต่ก็ยังไม่กล้าทำอะไรที่ถูกตราบใดที่ยังไม่มีใครชี้ว่าทำอะไรพลาดไปแล้วบ้าง
ยกตัวอย่าง เกือบร้อยทั้งร้อยของ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ยกมือในสภาผ่านข้อตกลงชั่วคราวเรื่องปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา เมื่อเดือนตุลาคม 2551 (สมัยรัฐบาลสมชาย) ครั้งนั้นรัฐบาลนายสมชายถึงกับ “ยัดไส้” แผนที่ฝรั่งเศส 2450 มาตราส่วน 1:200,000 (ที่กัมพูชาเคยใช้หากินเมื่อปี 1959-1962 ที่ศาลโลก The Hague มาแล้ว) ไปให้รัฐสภาเห็นชอบด้วย เสียสติชัดๆ แล้วรัฐสภาก็ผ่านให้ด้วยคะแนน 490 กว่า ไม่เห็นด้วยมีต่ำกว่า 10 เสียง
นั่นเป็นความบ้าจี้ เพราะหลงไปกับรายงานการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 (2-7 กรกฎาคม 2551 แคนาดา) ที่กำหนดให้ไทยมอบดินแดนกันชน (Buffer Zone) และตัวองค์ปราสาท (Property) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 (ส่วนนี้บรรจุไว้ในเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกแล้ว เนื้อที่ 27.9 ตารางกิโลเมตร)

ทุกวันนี้รัฐบาลที่ไม่ได้ชื่อว่าเป็นนอมินีใครกลับอาการจะหนักกว่าที่กำลังเร่งปักปันเขตแดนกับกัมพูชาเป็นงานหลัก คงหลงว่าต้องให้เสร็จทันวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 (ในแถลงการณ์ร่วมกำหนดให้ไทยรับแผนบริหารจัดการมรดกโลกของ ICC หรือ “กรรมการ 7 ชาติ” ) เลยไปกันใหญ่ คงจำได้ ขอให้รัฐสภาผ่านกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนรอบใหม่ไปเมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา กลาโหมต้องถอนทหารออกจากภูมะเขือที่ยึดมา 47 ปี เพราะกัมพูชาบอกว่าไม่ถอนออกแล้วจะปักปันได้อย่างไร เออ เอาเข้าไป
ทั้ง 2 รอบที่ผ่านสภา (ตุลาคม 2551 กับ กันยายน 2552) ถือเป็นเรื่องเศร้าแห่งศตวรรษของรัฐบาลไทย

ประสาคนธรรมดาอย่างเราๆที่หากไม่คิดอะไรมาก ก็ดูไร้เหตุผลถ้าจะไปขวางการปักปันเขตแดนประเทศ อย่างน้อยหลายจุดค้างคามาเป็นสิบๆปี อีกอย่าง ผลการเจรจาทวิภาคีรอบแรกที่เสียมเรียบ(กรกฎาคม 2551) และรอบสองที่ชะอำ (สิงหาคม 2551) ระหว่างคุณเตช กับ นายฮอร์นัมฮอง ชวนให้รัฐบาลสมชายบ้าจี้ไม่น้อยที่จะไปขอให้รัฐสภาตอบรับผลการเจรจาที่ใช้เป็นแนวปักปันได้ตามที่รัฐมนตรีของสองประเทศตกลงว่าจะพูดเรื่องเขตประเทศเป็นหลัก พอดีคุณเตชก็มาลาออกจาก รมว. ต่างประเทศกะทันหัน (4 กันยายน 2551) นายสมชายก็เกรงจะเกิดสุญญากาศจึงตั้งคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ มาเป็น รมว. หนังหน้าไฟ ว่าแล้วก็บึ่งไปรายงานฮุนเซนว่าทางไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนะ อย่าไปสนใจพวกเดินขบวน มันเป็นเรื่องภายใน พูดแบบนั้นก็เท่ากับไทยยอมรับแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 ว่าเป็นของจริง ในขณะเดียวกันก็เท่ากับล้มจุดยืนดั้งเดิมของไทย 2 ประเด็น (1) คำคัดค้านมติศาลโลก ตามหนังสือจากรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2505 ที่ถือว่าตัวปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย และ (2) การยึดถืออนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1904 ที่ใช้เกณฑ์สันปันน้ำเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน (delmitation)ไทยกับอินโดจีน

ทางฮุนเซนเมื่อพบกับรัฐมนตรีสมพงษ์ เมื่อเดือนกันยายน 2551 ก็ไม่คาดว่าฝ่ายไทยจะแสนดีปานนั้น เพราะในแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 ระบุชัดว่าดินแดนที่จะได้มาเพื่ออนุรักษ์ กันชน และบริหารจัดการมรดกโลกทำได้ไปเลย โดยไม่ต้องรอ "เจบีซี" เพราะมีคณะกรรมการ 7 ชาติหรือ “ICC” ที่มาดามฟรังซัวส์ส่งเข้าประกวดตั้งแต่ยังเป็นบริษัทรับเหมาเมื่อปี 2550 กำกับให้ได้อยู่แล้ว นี่ท่านสมชายดีถึงขนาดจัดให้รัฐสภาไทยช่วยตอกฝาโลงจนสนิทแน่น แบบนี้สามารถปิดปากคนไทยที่จะแย้งสิทธิ์ไปชั่วนิรันดร์ อะไรก็ไม่เท่ากับที่ไทยยอมรับแผนที่อาณานิคมเมื่อร้อยปีก่อน แบบนี้ผู้นำเขมรคงนอนฝันว่าได้ปราสาทตาเมือนธมที่สุรินทร์แถมครึ่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ชัวร์

วันนี้คุณอภิสิทธิ์ต้องไม่หลงตกกะไดพลอยโจนไปกับโจรปล้นชาติ
หรือรอวันที่จะแก้ตัวว่าเป็นความบกพร่องของรัฐบาลนายสมชาย หรือของนายสมัครที่เป็นนอมินีให้อดีตนายกฯทักษิณที่ร่วมทำกลฉ้อฉลกับผู้นำกัมพูชาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2544

เพราะยังมีเวลาปรับกระบวนยุทธ์ที่จะไม่ให้ไทยต้องเสียดินแดน หรือแม้แต่เอาคืนที่เสียไปแล้ว
ก็ไม่รู้ว่าจะมีใคร
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Previous

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron