Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Sat Jul 11, 2009 12:10 pm

รัฐบาลวันนี้กำลังสั่งสมปัญหาชายแดนด้านปราสาทพระวิหาร ด้วยความเชื่อผิดๆว่า อยู่มันไปเงี๊ยะ ไม่ต้องทำอะไร ถ้าเอาแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ขึ้นมาพูดกับเดี๋ยวเขมรมันจะย้อนว่าสนใจทำไมกับเศษกระดาษที่ตัวเองบอกว่าเป็นโมฆะ เลยกลัวหน้าแตก หรือเหมาว่าขนาดคุณเตชยังไม่หยิบแถลงการณ์ร่วมมาพูดกับนายฮอนัมฮงเมื่อกรกฎาคม (เสียมเรียบ) และสิงหาคม (ชะอำ) 2551

ตอนนั้นคุณเตชรักษาผลประโยชน์ของชาติถูกแล้ว เพราะสามาถรั้งปัญหาให้เลยวันที่จะต้องส่งมอบพื้นที่บริหารจัดการให้ยูเนสโกตามที่ระบุไว้ในรายงานการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งมีประเด็นว่าในกรณีที่มีกำหนดวันส่งมอบในแถลงการณ์ร่วม เป็น 1 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น เป็นกำหนดการงวดสุดท้าย ก่อนหน้านั้นก็เริ่มให้มีการส่งรายงานความก้าวหน้าตั้งแค่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ด้วยซ้ำ (ตามรายงานการประชุมกรรมการมรดกโลกที่นิวซีแลนด์กลางปี 2550

หลังจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ฮุนเซนจะไม่พูดว่าแถลงการณ์ร่วมนั้นเป็นเศษกระดาษ แต่จะถือเป็นสัญญายอมสูญเสียสิทธินอกอาณาเขตของไทย โดยมีสหประชาชาติยืนยันสนับสนุนทันที เพราะมียูเนสโกลงนามร่วมในแถลงการณ์ร่วมฉบับนั้นด้วย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551

ถึงตอนนั้น ยูเนสโกจะบอกว่าการนิ่งเฉยของฝ่ายไทย เป็นการยอมรับตามหลักกฎหมายละติน ก็อีหลอบเดียวกับกรณีแพ้คดีเขาพระวิหาร 2505 เราอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ


หมายเหตุ เมื่อปี 2505 คนไทยยังพูดคำว่า "เขาพระวิหาร" ติดปาก เพราะเป็นกรณีที่เราจะได้หรือเสียทั้งเขาพระวิหาร แต่เพราะเหตุที่คำสั่งศาลโลกคลุมเคลือ จึงเกิดประเด็น “พื้นที่ทับซ้อน” แต่ไทยก็ยอมสั่งทหารตำรวจพร้อมขุดเสาธงลงมาจากตัวปราสาทพร้อมกัน (ยังคงให้ธงชาติอยู่ที่ยอดเสาเป็นสัญลักษณ์) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2505

เมื่อมีกรณีมรดกโลกปีสองปีที่ผ่านมา อย่าลืมว่ากัมพูชาตีขลุมว่า ศาลโลกยกตัวปราสาทให้กัมพูชาไปแล้ว อ้าง(ภายหลัง คือหลังจากการประชุมที่นิวซีแลนด์ 2550) ว่าการขึ้นทะเบียนก็แค่ตัวปราสาท ไม่แตะต้องพื้นที่ทับซ้อน (หรือเท่ากับแปลว่าไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน แต่ไม่พูดยตรงไปตรงมา ดันให้นายสมัครกับนพดลพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องแทนว่าไม่เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว คงจำได้ในกลางปี 2551 ที่กรรมการมรดกโลกประชุมกันที่แคนาดา) ประเด็นก็คือ วันนี้ไทยยังคงสงวนสิทธิ์ในการครอบครองทั้ง "เขาพระวิหาร" ตั้งแต่คุณถนัด คอมันต์มีหนังสือเมื่อเดือนกรกฎาคม 2505 คัดค้าoคำตัดสินของศาลโลกครับ

มีคนบอกว่า เวลาอุทธรณ์หมดไปหลังจากตัดสินไปสิบปี
ยอมรับว่าเรามิได้อุทธรณ์ เพราะเราไม่ต้องการขอให้ศาลโลกตัดสินด้วยซ้ำ เราไม่ใช่คนฟ้อง เพราะไม่มีเรื่องต้องฟ้อง ซึ่งการสงวนสิทธิ์เช่นนี้ทุกประเทศมีมิใช่หรือ ในกรณีของไทยตั้งแต่มีรัฐบาลสฤษดิ์ขึ้นมาในปี 2500 ก็ไม่มีการรบพุ่งประกาศสงครามอะไรกันกับกัมพูชา ถ้าจะกระทบกระทั่งก็มีช่องทางอื่นมากมายก่อนที่จะทำสงคราม กันจริงๆจังๆ เออ ถ้ารบกันหัวร้างข้างแตกจนเปลี้ยกันทั้งคู่ค่อยมาคุยกันว่าจะกอดคอกันไปหาคนตัดสินดีไหม
ถ้าดี ศาลว่ายังไงก็เป็นอันยุติ และถือว่าเป็นธรรมที่สุดแล้วกับทุกฝ่าย .ใครเบี้ยวก็เสียคนละทีนี้

แปลว่า ก่อน 2502 (ปีที่เขมรส่งคำฟ้องไปที่ศาลโลก) ถามจริงๆ ถ้ารักกันทำไมไม่คุยกันให้รู้เรื่อง ทำไมทำอีแอบส่งมีดให้ศาลกระซวกกันอย่างนี้
วันนี้ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ต่างกันที่เป็นยูเนสโกรับมากระซวกแทน
คุณอภิสิทธิ์จะรอให้ถึงวันนั้นหรือ ทั้งๆที่ตอนนี้ก็มีเวลา ก่อนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

คณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติหายไปไหน

Postby อารยา on Wed Jul 29, 2009 5:30 pm

หลังจากคุณปองพลลาออกแบบไม่ร่ำลากัน คณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติก็เหมือยถูกกระทรวงศึกษาเจ้าสังกัดลอยแพ แทนที่จะอยู่เป็นเจ้าภาพเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ปรเทศไทยที่ถูกยูเนสโกสุมหัวกับกัมพูชาชำเราเขาพระวิหารตั้งแต่กลางปี 2550 คือหลังจากการประชะชุมครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์

เมื่อเดือนที่แล้ว มีการประชุมครั้งที่ 33 ที่เมืองซาบีญ่า สเปนระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2552 ก่อนจะจบการประชุมมีการตั้งประธานคนต่อไปในการประชุมครั้งที่ 34 ที่บราซิลเป็นการล่วงหน้า แน่นอนว่าต้องเป็นชาวบราซิล รองประธานอีกสามคนมาจากออสเตรเลีย อียิปต์และสวีเดน สำหรับวาระการประชุมก็ไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องสืบเนื่องย่อมต้องใส่ให้ครบ และคงไม่เว้นกรณีขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา

และนี่เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการตัดสินขั้นสุดท้ายให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ไทยเราจะทำอย่างไร ???????

ผมมองไม่เห็นทางอื่นเลยนอกจากต้องเจรจาปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่เห็นว่าโอกาสที่จะสัมฤทธิ์ผเป็นไปได้สูงหากมุ่งไปที่ท่านประธานคนใหม่นี้


แอบไปอ่านประวัติของท่านมาแล้ว จบจากซอบอน ด้านสังคมวิทยา
ท่านไปเรียนตอนลี้ภัยการเมืองหลายประเทศรวมทั้งฝรั่งเศส ใครไปเรียนต่างประเทศมักได้ทุน แต่รายนี้ถูกรัฐบาลไล่ล่า เลยได้โอกาสเรียนหนังสือ ไม่งั้นคงต้องอยู่โรงเรียนกินนอนบ้านเมตตากรุณาประมาณนั้น ท่านเป็นประธานนักเรียนทั่วประเทศตั้งแต่อยู่ไฺสคูล
ที่บราซิล วัยรุ่นหัวกบฏไม่ต้องรอเข้ามหา'ลัย ลุยตั้งแต่นุ่งขาสั้นครับ เด็กแซมบ้าน่ารักอย่างนี้เสมอ
:จูบ:

ตำแหน่งปัจจุบันของท่านคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในรัฐบาลบราซิลครับ
Last edited by อารยา on Wed Jul 29, 2009 6:17 pm, edited 2 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Jul 29, 2009 5:36 pm

ผมขอเสนอ 3 หัวข้อ หากรัฐบาลคิดจะคุยกับท่านว่าที่ประธานมรดกโลกครับ
Image
เรียกท่านสั้นๆว่า "จูค่า" นามเต็มคือ Juca Ferr
eira ครับ


1. พิจารณาถอนข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก (WHC Nomination File January 30, 2006 http://www.nationmultimedia.com/pdf/Pre ... nglish.pdf)
2. ยกเลิกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาวันที่ 18 มิถุนายน 2551(http://www.nationmultimedia.com/pdf/jointcommunique.pdf) และ
3. มติของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 วันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ก่อนอื่นขออนุญาตทบทวนเรื่องเก่าๆเล็กน้อย จะได้ปะติดปะต่อกันได้เนียนๆนะครับ


กำพูชามีประเทศไทยเกี่ยวข้องในฐานะรัฐคู่กรณี (State Party) เมื่อใดก็ตามที่ต้องการที่เสนอขอขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณสถานบนเขาพระวิหาร (The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear) เป็นมรดกโลกต่อยูเนสโก

รัฐบาลไทยก็ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่จะไม่สนับสนุนความพยายามของกัมพูชานับตั้งแต่ปี 2534 จนกระทั่งพบว่าสถาบันมรดกโลก (World Heritage Centre: WHC) ขององค์การยูเนสโก ได้บรรจุข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนฯ (Nomination File) ของกัมพูชาลงวันที่ 30 มกราคม 2549 เข้าสู่ในวาระพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2550 ที่เมืองไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ (http://whc.unesco.org/archive/2007/whc07-31com-24e.pdf คำแปล: http://whc.unesco.org/archive/2007/whc07-31com-24e.pdf) โดยไม่ปรากฏหลักฐานใดๆว่าทางการไทยได้ให้การสนับสนุน

และด้วยเหตุที่ขาดหลักฐานดังกล่าว ที่ประชุมจึงเลื่อนการตัดสินกรณีของกัมพูชา ไปในการประชุมครั้งที่ 32 ณ เมืองกีเบค ประเทศคานาดาระหว่างวันที่ 2-7 กรกฎาคม 2551

ในระหว่างเดือนกันยายน 2550 ถึงวันลงมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศคานาดา 7 กรกฎาคม 2551 มีความผิดปกติเกิดขึ้นมากมายในระหว่างสถาบันมรดกโลกและกัมพูชาในความพยายามขึ้นทะเบียนโบราณสถานแห่งนี้ให้เป็นมรดกโลกอย่างมีวาร
ะซ่อนเร้น
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Jul 29, 2009 5:41 pm

ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2552 ได้ทำการยกร่างวาระสืบเนื่องต่างๆ รวมทั้งที่กัมพูชาจะได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกสมบูรณ์ สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งต่อไป (34/2010) หลังจากได้รับรองรายงานการจัดทำแผน “บริหารจัดการมรดกโลก” เบื้องต้น (http://whc.unesco.org/en/sessions/33COM/ Document WHC-09/33.COM/7B.Add,) ที่ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552

ซึ่งเท่ากับส่งสัญญาณว่า “แผนที่ใหม่” ที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ได้มีการบังคับใช้ ไม่มีประเด็นที่ศาลปกครองไทยตีความแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นสนธิสัญญา หรือไม่ และนั่นหมายความว่า หากพ้นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ไปแล้ว พื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกรอบปราสาทพระวิหาร ด้านตะวันตกและเหนือของตัวปราสาทที่ครอบคลุมพื้นที่ของประเทศไทยล้วนๆในแผนที่ใหม่จะแปรสภาพเป็น “พื้นที่บริหารจัดการ” มรดกโลกโดยสมบูรณ์ ตามข้อ 4 ของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Wed Jul 29, 2009 5:43 pm

คงจำท่านนายกฯอภิสิทธิ์ขณะเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านแล้วถามรัฐบาลสมัครระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ว่า “มีใครปฏิเสธบ้างว่าดินแดนที่ปรากฏในแผนที่ด้านตะวันตกและเหนือของตัวปราสาทไม่ใช่ดินแดนของไทย”

ถึงวันนี้ มีใครรับประกันได้ว่า ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายในจังหวัดสุรินทร์ทางตะวันตกที่ห่างออกไป 12 กิโลเมตรจากตัวปราสาทพระวิหารจะไม่อยู่ในข่ายนี้ อย่าลืมว่ากัมพูชาเคยอ้างว่า ทั้งปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควายเป็นปราสาทบริวารของปราสาทนครวัด! กัมพูชาใช้ความพยายามทุกอย่างประดามี ไม่เว้นการทำสงครามจิตวิทยา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 ในช่วงที่คุณเตชและนายฮอนัมฮงมีกำหนดจะพบกันที่ชะอำ กัมพูชาส่งข่าวไปยังสำนักข่าวเอพี อัลจาซีร่า และรอยเตอร์ ว่าทหารไทยได้ล่วงล้ำไปยึดปราสาทเมืองธมฯ ที่จังหวัดสุรินทร์ ข้อเท็จจริงมีว่า กองกำลังสุรนารีได้ทำการกดดันให้กัมพูชาถอนหน่วยทหารที่เข้ามาลาดตระเวนออกไปจากบริเวณปราสาทดังกล่าว เพราะทั้งปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายอยู่ดินแดนของไทย


พิเคราะห์ได้ว่า กัมพูชาต้องการสวมรอยขณะมีการเจรจาทวิภาคี เพราะนายฮอนัมฮงได้ขอให้คุณเตชบรรจุเรื่องที่เป็นข่าวในวาระการเจรจาทวิภาคีด้วย แต่ไม่ทันที่จะดำเนินการเป็นประการใด ก็พอดีหน่วยลาดตระเวนไม่กี่นายของกัมพูชาได้ล่าถอยกลับไปเสียก่อน ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทำหนังสือประท้วงฝ่ายกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว บางพื้นที่ด้านเหนือของตัวปราสาทในจังหวัดอุบลราชธานี ยังอาจตกอยู่ในข่ายที่จะอยู่เขตพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกชิ้นนี้หรือไม่ มีการคำนวณไม่เป็นทางการเว่าประเทศไทยอาจต้องเสียพื้นที่ไม่น้อยว่า 1.5 ล้านไร่เพื่อการนี้ ส่วนด้านตะวันออกกับใต้ที่เป็นหน้าผาชันก็มิได้ปิดโอกาสที่กัมพูชาจะเชื่อมการคมนาคมจากเบื้องล่างขึ้นมาบน “เป้ยตาดี” ImageImage ที่ติดกับตัวปราสาท อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเรื่องที่ทางรัฐบาลจะต้องประสานในขณะเดียวกันด้วย นั่นคือ: 1. สนับสนุนการเจรจาทวิภาคีให้มีความต่อเนื่องจากที่คุณเตช บุนนาค และนายฮอนัมฮง เริ่มต้นไว้ที่เมืองเสียมเรียบ และชะอำ เมื่อเดือนกรกฎาคม/สิงหาคม 2551 ตามลำดับ 2. เน้นให้มีการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทยกับกัมพูชา พ.ศ. 2543 โดยมีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC (Joint Boundary Commission) เป็นกลไกเจรจาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยกเลิกแถลงการณ์ร่วมฉบับอื่นที่อาจละเมิดภารกิจปกติของ JBC
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

ถกเขมร

Postby อารยา on Mon Aug 03, 2009 4:52 pm

ศาลโลกตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาเมื่อปี 1962 หลังจากประเทศคู่กรณีมีหลักฐานเป็นแผนที่คนละฉบับ (1904 vs 1908) ลงเอย ศาลเชื่อข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์จากฝ่ายกัมพูชาที่ปิดปากไทยไม่ให้พูด แม้จะมีเหตุผลใหม่ใดๆมาอ้างก็ตาม

ผ่านไป 47 ปี ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย วันนี้มีแถลงการณ์ร่วมจากคนที่เป็นทุรยศต่อชาติที่กำลังจะทำให้เราพูดไม่ออกอีกแล้ว
และอาจต้องเสียดินแดนอีกครั้งเหมือนอยู่ในยุคอาณานิคม

แต่ทางออกยังมี ถ้าเราสามารถพลิกยุทธศาสตร์สำเร็จ
จากการที่เคยพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์มาเป็นชัยชนะทางภูมิศาสตร์

หลักฐานที่แสดงว่าไทยเป็นเจ้าของเขาพระวิหารยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ 105 ปีผ่านมาก็ยังไม่บุบสลายเลย พิสูจน์ได้ทุกวัน
ฝรั่งเศสเมื่อปี 1904 เคยยอมรับกับสยามว่า ทางออกของปัญหาเขตแดนในจุดไม่มีพรมแดนธรรมชาติเช่นแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นแบ่ง
ก็ต้องเงยหน้าหาแนวสันปันน้ำบนเทือกเขาใกล้ที่สุด
โดยดูตามทางน้ำไหลจากสันเขา ไหลลงด้านใดก็ถือว่าด้านนั้นเป็นดินแดนของประเทศนั้น
น้ำฝนที่ตกจากฟ้าลงสันเขาด้านใต้ของเขาพระวิหารนั้น ไหลลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตั้งแต่ก่อนฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคมในอินโดจีน แปลว่าทั้งเขาพระวิหารที่อยู่เหนือสันเขานั้น เป็นดินแดนของไทยทั้งสิ้น และเป็นมาตั้งแต่สร้างโลก เพราะสันเขาทั้งเทือกนั้นยังไม่เคยย้ายไปไหน

ส่วนที่มักพูดกันห้วนๆว่า “ศาลโลกตัดสินไปแล้ว” ถ้าเป็นคนธรรมดาพูดก็ไม่ว่ากัน แต่ผู้บริหารประเทศต้องมีสำนึกของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ
ความจริงก็คือศาลโลก (International Court of Justice) ไม่อาจบังคับให้ฝ่ายแพ้คดีต้องยอมจ่ายสินไหม หรือเอาคนใดในรัฐนั้นไปติดคุกได้ (ยกเว้นศาลอาชญากรนานาชาติ: Internat'l Criminal Court) ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศที่มีพรมแดนติดกันจึงต้องหันหน้ามาเจรจากันอย่างมีศักดิ์ศรีเมื่อมีปัญหา ดีกว่าไปพึ่งบารมีอดีตนักล่าอาณานิคมทั้งหลายในยุโรป อย่างน้อยไทยเราไม่ชิน

หัวหน้ารัฐบาลอย่างนายกฯอภิสิทธิ์จึงต้องแสดงความกล้าหาญในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของชาติ
ถ้าจะต้องคุยกับองค์การโลกบาลอย่าง World Heritage Centre ของยูเนสโกก็ไม่มีเหตุผลที่จะเกรงใจใคร ตราบใดที่เรามีจุดยืน ข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วอย่างรอบด้าน ทางเลือกและเป้าหมายที่ชัดเจน บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหาไม่ยาก แม้จะต้องเลือกเฟ้นเฉพาะผู้ที่รักชาติเป็นพิเศษในยามนี้
ถ้าจะต้องคุยกันยืดเยื้อกับกัมพูชาเป็นสิบปีก็มิเป็นเรื่องพิสดารอะไร ที่แปลกมากกว่าคือเราปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้สาระมาเกือบ 50 ปี จนทหารของทั้งสองประเทศต้องออกมาตรึงกัน เหมือนการทูตหมดทางแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ได้เริ่ม
นายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่ได้ทำอย่างที่ตัวเองพูดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครเมื่อ 13 เดือนก่อน ขณะเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน

ผมมองไม่ออกทำไมเราจึงไม่คุยกับกัมพูชาในเรื่องที่มีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติโดยตรงอย่างนี้
ทำไมเราไม่ชวนสมเด็จฮุนเซนลงนามใน “แถลงการณ์สันปันน้ำ” และทำได้โดยไม่ต้องพึ่งสหประชาชาติ
หรือว่ารัฐบาลนี้อยากเห
็นสงคราม
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

“มรดกโลก” กับทางออกที่ไทยไม่เสียดินแดน

Postby อารยา on Sat Aug 22, 2009 10:37 am

1.นับแต่ปี 2505 ที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา รัฐบาลไทยต่อๆมายังคงถือว่าไทยมีอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบตัวปราสาทพระวิหาร และมีเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องปกป้อง
แม้กัมพูชามีความพยายามชัดเจนขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณสถานบนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยลำพังตั้งแต่ปี 2534 ก็มิเคยได้รับการสนับสนุนจากไทย

2. ปรากฏตามรายงานการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโก ครั้งที่ 31/2007
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=39429) ว่า กัมพูชามีข้อเสนอ (Nomination File ลงวันที่ 30 มกราคม 2006) ขอขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีปราสาทพระวิหาร (“The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear”) เป็นมรดกโลก แต่ไม่พบหลักฐานใดๆที่แสดงว่าฝ่ายไทยให้การสนับสนุน จนกระทั่ง…

3. มี “แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา” (Joint Communique) ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช เพื่อแสดงว่าไทยให้ “active support” ในช่วงเดียวกันนั้น นายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอบกระทู้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า การขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยกัมพูชาแต่ลำพังไม่ทำให้ไทยเสียดินแดน อ้างว่ากัมพูชาขึ้นเฉพาะตัวปราสาท (The Temple of Preah Vihear) แต่ฝ่ายค้านได้ชี้ว่าพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกที่อยู่ทางด้านเหนือและตะวันตกของตัวปราสาทพระวิหารซึ่งประมานคร่าวๆได้ 1.5 ล้านไร่อยู่ในเขตไทย

4. ศาลปกครองได้สั่งคุ้มครองเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2551 ให้แถลงการณ์ร่วมไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากเป็นการลงนามในสนธิสัญญาที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ผิด รธน. มาตรา 190

อย่างไรก็ตาม ผลของรายงานการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 และแถลงการณ์ร่วม ได้นำไปสู่การบังคับใช้ร่วมกับ “แผนที่ใหม่” อย่างมีขั้นตอน ทุกวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ของปี 2551/2552/2553 เพื่อทางฝ่ายไทยจะได้ยกพื้นที่เพื่อบริหารจัดการมรดกโลกผ่านการอำนวยการของ “คณะกรรมการ 7 ชาติ” โดยมิต้องรอการปักปันเขตแดนของทั้ง 2 ประเทศ

ประเด็น

ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียน “แหล่งโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งปราสาทพระวิหาร” (The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear) เป็นมรดกโลก (Nomination File) ลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ของกัมพูชาตามที่ปรากฎต่อคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31/2007 ถูกบิดเบือนสาระสำคัญให้กลายมาเป็นการขอขึ้นทะเบียน “ปราสาทพระวิหาร” (The Temple of Preah Vihear) ตามที่ระบุในแถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008 ไม่ถึง 2 สัปดาห์
http://www.nationmultimedia.com/pdf/jointcommunique.pdf

ที่มาที่ไป

นิวซีแลนด์ ไคร๊ซสเชิร์ช

ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31/2007

มิถุนายน 2550


1. ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียน "The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear" เป็นมรดกโลกของกัมพูชาได้รับคำรับรองจากองค์กรโบราณคดีอิสระระหว่างประเทศ (ICOMOS: International Council on Monuments and Sites) ว่าแหล่งโบราณคดีดังกล่าวมีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณสมควรเป็นมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์ (Criteria I-II-IV) 3 ข้อ ขาดข้อใดข้อหนึ่งมิได้ ***(เท่ากับว่าต้องผนวกส่วนที่อยู่ในดินแดนของไทย อาทิโดนตวล, บรรณาลัย, สถูปคู่, สระตราว ทางขึ้นด้านตะวันตก ฯลฯ ด้วย)

2. คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งนั้น (31/2007) ให้เลื่อนการพิจารณาข้อเสนอของกัมพูชา แต่ให้ถือว่าเป็นข้อเสนอที่ยังอยู่ในวาระการประชุมปีต่อไป (“in-progress”)

3. รายงานการประชุมมรดกโลกครั้งนั้นได้พรรณนาค่อนข้างเฟ้อว่าผู้แทนจากประเทศไทย ซาบซึ้งประทับใจในคุณค่าเชิงจิตวิญญาณของโบราณสถานแห่งนี้มากถึงกับระบุว่าให้การสนับสนุน ("active support") กลายเป็นเรื่องพิสดารที่ World Heritage Centre บันทึกว่ารัฐบาลไทยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนโบราณสถานนี้ตามลำพังโดยไม่มีหลักฐานใดๆ

ฝรั่งเศส ปารีส

ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก

กันยายน 2550

นาง ฟรังซัวส์ ริเวียเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ฯมรดกโลกแนะนำให้กัมพูชาทำการจ้างเอกชน ANPV [Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear (The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site)] ให้ทำการสำรวจและประเมินคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ซ้ำ ทั้งๆที่ ICOMOS ได้ดำเนินการแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ และผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 แล้วด้วย

มกราคม-มีนาคม 2551

ศูนย์มรดกโลก ยูเนสโกจัดการสัมมนาและเห็นชอบด้วยกับรายงานของ ANPV ที่ระบุว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่ต้องรวมส่วนที่ ICOMOS ประเมิน ก็เป็นมรดกโลกได้

พฤษภาคม 2551

นางฟรังซัวส์เชิญนาย ซก อัน และนายนภดลมาทำแถลงการณ์ร่วมที่สำนักงานศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และให้กัมพูชาวาด “แผนที่ใหม่” แสดงพื้นที่อนุรักษ์เพื่อการบริหารจัดการมรดกโลก เอกสารดังกล่าวลงนามก่อนมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 (2-7 กรกฎาคม 2551) ไม่ถึง 2 สัปดาห์ เพียงเพื่อแสดงว่าไทยให้การสนับสนุนกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก

คานาดา กีเบก

ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008

กรกฎาคม 2551

คณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกในการประชุมครั้งที่ 32/2551 มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะ The Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลก ไม่ตรงกับที่ปรากฏใน Nomination File ที่ขอขึ้นทะเบียน The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear โดยกัมพูชาอ้างว่าเป็นความเห็นชอบจากฝ่ายไทย ในขณะที่ศูนย์มรดกโลก นอกจากสนับสนันเหตุผลทางการเมือง (“political decision”) ที่กัมพูชาอ้างแล้ว ยังกลับมาอิงรายงานของ ANPV ที่อ้างความพอเพียงของ Criterion I

ข้อสังเกต

ประการแรก ยูเนสโก ไม่มีอำนาจเปลี่ยนข้อเสนอทางการของกัมพูชา (Nomination File ลงวันที่ 30 มกราคม 2549) จาก The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ที่คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมครั้งที่ 31/2007 รับทราบเมื่อกลางปี 2550 มาเป็นเพียง The Temple of Preah Vihear ดังปรากฏในแถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551ที่เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008 ให้พิจารณาร่วมกับรายงานแปลกแยกของ ANPV

ประการที่สอง รัฐบาลไทยในอดีตถือเป็น “วาระแห่งชาติ" ที่จะไม่สนับสนุนให้กัมพูชาได้นำโบราณสถานแห่งนี้ไปขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยลำพังอยู่แล้ว เพราะตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาไม่เคารพบูรณาการต่อประเทศเพื่อนบ้าน

ประการที่สาม เป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้แทนไทยที่เข้าประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31/2007 ไม่ได้ภายใต้กำกับของอดีตผู้นำทักษิณที่ไม่ขัดข้องกับข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จึงทำได้อย่างมากคือให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนได้อย่างมีเงื่อนไขบนหลักการที่ว่า ต้องไม่กระทบต่อบูรณาการและอธิปไตยของไทย

ประการที่สี่ อนุมานได้ว่า ทางศูนย์มรดกโลกที่เป็นฝ่ายเลขานุการของการประชุมครั้งที่ 31/2007 มีความพยายามรอหลักฐานจากรัฐบาลไทย ซึ่งต่อมาปรากฏในรูปของแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา 18 มิถุนายน 2551นั่นเอง

ประการสุดท้าย น่าเสียดายที่นายนภดลลงนามในแถลงการณ์โดยปราศจากการปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากรัฐสภา ถือเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กลายเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้เมื่อดูจากสาระสำคัญในแถลงการณ์ร่วม

ข้อเสนอแนะ

1. รัฐบาลจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับทั้งกัมพูชาและยูเนสโก เพื่อยกเลิก
(1) แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 (http://www.nationmultimedia.com/pdf/jointcommunique.pdf และ
(2) มติที่ประชุม Decision: 31 COM 8B.24 คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=39429) ก่อนที่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจะมากจนเกินจะประสานความสัมพันธ์ให้กลับมาราบรื่นดังเดิม

2. ในช่วงเวลาที่เหลือไม่มากนี้ ควรที่รัฐบาลจะปรึกษากับประธานคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อหาแนวทางปรับยุทธศาสตร์ที่ไทยจะรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้มากที่สุด ภายใต้กรอบของหลักการและเหตุผลดังนี้

2.1 ยูเนสโกไม่อาจใช้ผลการประเมินของ ANPV มา ให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32/2008 ใช้พิจารณาเพื่อตัดสินสถานะความเป็นมรดกโลกของ The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ซ้ำจากที่ ICOMOS ได้ประเมินและยอมรับจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31/2007 ไปเรียบร้อย ทั้งนี้เพราะเป็นผิดหลักการที่ต้องหลีกเลี่ยงพฤติการณ์สองมาตรฐาน หรือเลือกปฏิบัติ

2.2 ข้อที่ยูเนสโกอ้าง “เหตุผลทางการเมือง” (“political decision”) ในการประชุมครั้งที่ 32/2008 มิอาจฟังได้ เนื่องจากเท่ากับละเมิดมาตรฐานทางวิชาการที่ ICOMOS ได้วางบรรทัดฐานไว้แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นความพยายามบิดเบือน Nomination File2006 ของกัมพูชาเองที่เปลี่ยนมาเป็นการขึ้นทะเบียน The Temple of Preah Vihear (ใดู แถลงการณ์ร่วม)

3. ทั้งหลายทั้งปวงมีทางออก เพียงแต่ทั้งสองประเทศใช้หลักสันปันน้ำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตประเทศร่วมกันผ่าน JBC
...................


ยูเนสโกนำเหตุปัจจัยทางการเมือง (“Political Decision”) มาเป็นข้ออ้างเหนือมาตรฐานการประเมินคุณค่ามรดกโลกไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น การบังคับใช้เอกสารที่เป็น “แผนที่ใหม่” และ “แถลงการณ์ร่วม” ซึ่งวาดและร่างโดยลำพังจากฝ่ายกัมพูชาล้วนๆ กำลังเป็นชนวนไปสู่ความขัดแย้งและอาจรุนแรงถึงขั้นที่จะกลายเป็นสงครามได้
...................
***Criterion I

“Preah Vihear is an outstanding masterpiece of Khmer architecture. It is very ‘pure’ both in plan and in the detail of its decoration”

Criteron II

“Preah Vihear demonstrates an important interchange in human values and developments in art, architecture, planning and landscape design”

Criterion IV

“The architectural ensemble is exceptional in its representation of Buddhist geometry. The position of the Temple on a cliff edge site is particularly impressive. Stairs and historical access surviving for over a thousand years show a sophisticated technological understanding. The whole historic structure demonstrates the highpoint of a significant state in human history

------------------------------------------------------------
8/22/2009 10:26 AM
Last edited by อารยา on Thu Aug 27, 2009 6:56 am, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sat Aug 22, 2009 10:43 am

ประวัติ
ประธานคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 34 บราซิล มิถุนายน 2553
(แต่งตั้ง 30 มิถุนายน 2552 สเปน)


JUCA FERREIRA

Born in the State of Bahia, the sociologist Juca Ferreira dedicated his Professional career to political engagement and to cultural and environmental actions. He began his political life as a student leader and was elected president of UBES – União Brasileira dos Estudantes Secundaristas [Brazilian Union of High School Students] on the very day that the government issued Act of Establishment #5 (AI-5), a landmark legislation from the toughest period of military dictatorship in Brazil. Ferreira took part of the resistance movement that opposed the military regime, living in the exile for nine years in Chile, Sweden, and France. During that period, he studied Latin Languages at the University of Stockholm, Sweden, and graduated in Social Sciences by Paris I University – Sorbonne, France.

Back to Brazil, he worked as special advisor for Bahia State Cultural Foundation and developed several projects in the field of Culture. In the beginning of the 1990s, he participated in the creation of one of the first art-education projects in Brazil, the Axé Project, focused on children and teenagers in a social risk situation. Ferreira included the cultural aspect into Axé’s socio-educational activities, which is today considered one of the project’s most important features.

In 1981, he became an activist in the environmental area and in 1988 he joined Brazilian Green Party. During the 1990s he was Secretary for the Environment in the city of Salvador, the state capital of Bahia, and president of the National Association of Municipalities and the Environment (ANAMMA). He also took part in the establishment of one of the first socio-environmental movements in Bahia – SOS Chapada Diamantina. For five years he acted as a civil society representative in National Agenda 21, then joining the group that prepared Agenda 21 of Culture in Barcelona (Spain), in 2004.

From 1993 to 1997 he developed one of the most acknowledged socio-environmental initiatives in Bahia, Jardim das Folhas Sagradas [Garden of Holy Leaves], an eco-anthropological project involving communities from Candomblé yards. He was vice-president of Movimento Onda Azul [Blue Wave Movement] Foundation, whose president was the musician Gilberto Gil. He was twice elected councilman of Salvador municipality, from 1993 to 1996 and from 2000 to 2004.

In 2003, during his last term of office, he was invited by minister Gilberto Gil to take over the position of Executive Secretary (Vice Minister) for the Ministry of Culture, where he stayed during the whole period of Gilberto Gil’s administration – five years and a half. In August 2008, Ferreira was invited by President Luiz Inácio Lula da Silva to be the Brazilian Minister of Culture
http://www.cultura.gov.br/site/wp-conte ... _final.doc
Last edited by อารยา on Thu Sep 03, 2009 2:56 pm, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 7:01 am

“ภาคีพระวิหาร” ปรับท่าทีร้อง ส.ว.ค้านข้อตกลงไทย-กัมพูชา

“ภาคีพระวิหาร” ผิดหวัง บัวแก้ว ใส่เกียร์ว่าง ปล่อย “เขมร” งาบ พื้นที่ 4.6 ตร.กม.ร้อง ส.ว.ยื่นเรื่องค้าน ข้อตกลง “ไทย-กัมพูชา” ทำ “เสียดินแดน” “เทพมนตรี” รู้ทัน “ฮุนเซน” เดินเครื่อง ฮุบ บ่อน้ำมันของไทย มูลค่า 5 ล้านล้านบาร์เรล เตรียมแฉเอกสารลับ ก.ต่างประเทศ รู้ล่วงหน้า “กัมพูชา” ได้ขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว แต่ทำเฉย

วันนี้ (24 ส.ค.) ที่รัฐสภา ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ในฐานะภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาทเขาพระวิหาร ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหา รองประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา เพื่อคัดค้านการนำวาระร่างข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา เข้าสู่การพิจารณาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190(2) ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค..

ม.ล.วัลย์วิภา แถลงว่า ทางกลุ่มขอคัดค้านกรณีที่รัฐสภาจะพิจารณาข้อตกลงของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เนื่องจากจะเป็นการนำไปสู่การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ของกัมพูชา ทั้งนี้ น่าสังเกตว่า ร่างข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเสนอเข้ามาอย่างเร่งรีบ มีการหมกเม็ด เลี่ยงบาลี หลายจุด ตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อเรียกการแก้ปัญหาจากเรื่องปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องพื้นที่ระหว่างภูมะเขือ กับช่องตาเฒ่า รวมไปถึงการบังคับให้ไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ซึ่งหมายถึงว่าเป็นการยอมรับให้กัมพูชาได้ครอบครอง แม้แต่วันนี้คนไทยก็ไม่สามารถขึ้นไปที่ผามออีแดง ซึ่งเป็นเขตของไทยชัดเจนไม่ได้อยู่แล้ว

“ข้อตกลงนี้พร้อมที่จะนำไปสู่การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างสมบูรณ์ ด้วยความสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย โดยผ่านขั้นตอนการปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศ ทันทีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องประเทศชาติ อยากให้นายกรัฐมนตรีใส่ใจมากกว่านี้” ม.ล.วัลย์วิภา กล่าว

ขณะที่ นายเทพมนตรี ได้แสดงแผนที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีตรายูเนสโกประทับไว้ด้านล่าง โดยได้อธิบายว่า เป็นแผนที่ที่กัมพูชาจัดทำขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เตรียมที่จะประกาศใช้หลังจากที่ยูเนสโกรับรองการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก หลังวันที่ 1 ก.พ.2553 โดยแผนที่ดังกล่าวจะเปลี่ยนหลักหมุดที่ 73 ซึ่งอยู่ที่บ้านหาดเล็ก จ.ตราด ทำให้ปราสาทตาเมือนธม ตกเป็นของกัมพูชา ซึ่งเขาเตรียมแผนที่จะประกาศเป็นมรดกโลกต่อจากปราสาทพระวิหาร รวมทั้งยังไปเปลี่ยนพิกัดในทะเลอ่าวไทย ทำให้ไทยต้องสูญเสียบ่อน้ำมันขนาด 5.5 ล้านล้านบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันแบ่งกับกัมพูชา ในอัตราส่วน 80/20 จะกลายเป็น 20/80 ทันที

นายเทพมนตรี กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่อาคารวุฒิสภาจะมีการเสวนาเรื่องพื้นที่ 4.6 ตร.กม.โดยตนจะนำเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำถึงสำนักราชเลขาธิการ ลงวันที่ 20 มิ.ย.2551 ยอมรับว่า คณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชาฝ่ายเดียว ทั้งที่วันที่ยูเนสโกลงมติ คือ 7 ก.ค.2551 แสดงว่า กระทรวงต่างประเทศ รู้ผลการตัดสินล่วงหน้าแล้ว แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไร ส่วนที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปคัดค้านในการประชุมที่ประเทศสเปนนั้น ไม่พบหลักฐานว่า มีการคัดค้านจริง มีแต่การให้สัมภาษณ์ของนายสุวิทย์เท่านั้น แต่ข้อมูลของตนคือนายสุวิทย์ กลับไปเซ็นชื่อรับรองให้กระบวนการขึ้นทะเบียนเดินต่อไปข้างหน้าได้

“ตั้งแต่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้ไปลงนามแถลงการณ์ร่วม ยอมรับให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ฝ่ายเดียว หลังจากนั้น แม้เปลี่ยนรัฐบาลแต่กระบวนการต่างๆก็ดำเนินการต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เอาใจใส่กับเรื่องนี้ ส่วนนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวบนเวทีพันธมิตรฯ ก็ไม่สนใจ เมื่อผมนำเอกสารไปให้อ่าน ก็อ้างว่า เอาลืมไว้ที่บ้านไม่ยอมอ่าน ผมคิดว่า ถ้า นายกษิต ปกป้องอธิปไตยของชาติไม่ได้ ก็ควรจะลาออกไป” นักวิชาการผู้นี้ กล่าว

http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000096469
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 7:04 am

“ชวนนท์” แจงข้อตกลงเขมรแค่ลดตึงเครียด-ไม่เกี่ยวแบ่งดินแดนปราสาทพระวิหาร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2552 20:44 น.

เลขาณุการ รมว.ต่างประเทศ แจงข้อตกลงเจบีซี ไทย-กัมพูชา แค่ถอนทหารจากจุดตึงเครียด บริเวณวัดแก้วสิขคีรีศวรเพียงจุดเดียว เพื่อให้การเจรจาปักปันเขตแดนดำเนินต่อไปได้ ไม่เกี่ยวกับการแบ่งดินแดน 4.6 ตร.กม.รอบปราสาทพระวิหารคนละครึ่งแต่อย่างใด

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ชี้แจงกับ “ASTVผู้จัดการออนไลน์” กรณีกลุ่ม 40 ส.ว.ออกมาคัดค้านไม่ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 โดยให้เหตุผลจะทำให้ไทยเสียดินแดน ว่า ข้อตกลงเจบีซีดังกล่าวไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหรือแบ่งดินแดนในปัจจุบันแต่อย่างใด เป็นแค่ข้อตกลงถอนทหารออกจากพื้นที่วัดแก้วสิขคีรีศวร เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันตามแนวชายแดน โดยจะใช้วิธีการเจรจาเท่านั้น

นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า กรอบข้อตกลงนี้มีเพื่อให้การเจรจาปักปันเขตแดนดำเนินการไปได้ ซึ่งถ้ายังมีทหารอยู่ก็ไม่สามารถปักกันเขตแดนได้ เรื่องที่อยู่ในข้อตดลงนี้เป็นเพียงกฎกติกาที่ทำให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนเข้าไปทำงานได้ ไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งเขตแดนแต่อย่างใด เหมือนกับการกำหนดกติกาการเล่นฟุตบอล ไม่ใช่การตัดสินว่าใครยิงเข้าหรือยิงไม่เข้า ข้อตกลงนี้จึงไม่มีการบอกว่าเขตแดนอยู่ตรงไหน เพราะเป็นแค่การอนุมัติกรอบกติกาในการเจรจาเท่านั้น

ส่วนกรณีที่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่ารัฐบาลได้เปลี่ยนคำว่า “พื้นที่บริเวณตัวปราสาทพระวิหาร” ไปใช้คำว่า “บริเวณช่องตาเฒ่า-ภูมะเขือ” ซึ่งจะทำให้ไทยเสียดินแดนเพิ่มขึ้นนั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า การใช้คำว่า “ช่องตาเฒ่า-ภูมะเขือ” ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบ่งดินแดนแต่อย่างใด นอกจากนี้ชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่ใช้ตอนการประชุมเจบีซี เมื่อปลายปี 2551 แต่หลังจากรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศมีการประชุมเจบีซี. 2 ครั้ง ไม่มีการใช้คำดังกล่าวแล้ว และกลับไปใช้คำว่าพื้นที่บริเวณตัวปราสาทพระวิหารตามเดิม ดังนั้น สิ่งที่ ม.ล.วัลย์วิภา เอามาพูดจึงเป็นเรื่องเก่า

สำหรับประเด็นที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา บอกว่า ถ้ามีการถอนกำลังทหารแล้วจะแบ่งดินแดนโดยรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรคนละครึ่งนั้น ไม่ใช่อย่างแน่นอน และตามข้อตกลงนี้เราจะถอนทหารเพียงจุดเดียวคือบริเวณวัดแก้วสิขคีรีศวร ซึ่งเป็น 1 ใน 100 จุดของบริเวณ 4.6 ตารางกิโลเมตรที่มีทหารอยู่ โดยเราจะถอนออกมาเฉพาะจุดที่ตึงเครียด ซึ่งปัจจุบันมีการถือปืนประจันหน้ากันอยู่ในระยะเพียง 3 เมตร ทำให้การเจรจาทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเมื่อถอนทหารแล้วจะแบ่งพื้นที่กันฝ่ายละ 2.3 ตารางกิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด

ส่วนข่าวที่ว่าไทยจะเข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการ 7 ชาติ เข้าไปบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารนั้น นายชวนนท์ ยังยืนยันว่า รัฐบาลเคยมีมติ ครม.แล้วว่าไม่มีแนวคิดที่จะเข้าร่วมแต่อย่างใด เพียงแต่ให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาผลดีผลเสียของการเข้าร่วมเท่านั้น
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 7:13 am

ตาม 2 ข่าวที่ไล่เรียงมาข้างบน พิเคราะห์ได้ว่า
1.เลขาฯคุณกษิตพยายามไม่เอ่ยถึง deadline วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนอนุรักษ์พื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกตามข้อ 4 ในแถลงการณ์ร่วม (การไม่พูดถึงไม่ได้แปลว่าแถลงการณ์ร่วม ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ได้ถูกยกเลิก หรือไม่มีผลใช้บังคับ เพราะในความเป็นจริง การขออนุญาตสภาครั้งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เกี่ยวข้องกับแผนอนุรักษ์พื้นที่รอบปราสามพระวิหาร และมีนัยยะไปถึงประเด็นเสียดินแดนซึ่งกำลังมีเบื้องหลังซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน เมื่อใกล้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553)

2. ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกรรมการ 7 ชาติ แถมยังตอบพิลึกว่ารัฐบาลเคยมีมติ ครม.แล้วว่าไม่มีแนวคิดที่จะเข้าร่วมแต่อย่างใด เพียงแต่ให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศึกษาผลดีผลเสียของการเข้าร่วมเท่านั้น
ฟังแล้วตลกที่บอกว่า ครม. เคยมีมติว่าไม่มีแนวคิด แต่(ดัน)ยังมี 2 กระทรวงได้รับอนุญาตให้คิด สติดีหรือเปล่าครับ ขัดแย้งกันสิ้นดี
แต่ที่อ้าปากมานี้ก็พอเห็นลิ้นไก่

และวันที่เราตกเป็นรองด้านการทหารก็มาถึงจนได้ ผมกำลังพูดถึง "เนินมะเขือ หรือ Eagle Zone นี่คือคือจุดยุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยอยู่ในภูมิประเทศที่ได้เปรียบทางการทหารตั้งแต่ปี 2505 กัมพูชาที่ยกทัพมาก็ต้องการยึดเนินมะเขือให้ได้ แต่ไม่เคยสำเร็จ วันนี้ใครบอกให้ถอยครับ ถ้าไม่ใช่เอาเรื่องมรดกโลกมาอ้าง และอยากบอกว่าอ้างลอยๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนอ้าง
นี่พอ JBC ปักปันเสร็จ เรามิเสียทั้งดินแดนและบุทธศาสตร์สำคัญทางการทหารหรือ อ้อยเข้าปากช้างอีกแล้วครับ พี่น้อง

เออ ถ้าร่างข้อตกลงที่จะขออนุมัติจากสภานี้บอกว่าจะไปคุยกับกัมพูชา่ว่าจะยกเลิกการบังคับใช้แถลงการณ์ร่วมที่อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลสมัครลงนาม ค่อยดูเป็นตัวของตัวเองบ้าง แต่นี่เห็นแล้วว่ามีวาระซ่อนเร้น
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 7:30 am

รัฐบาลกำลังหลงทาง !!! ที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมข้อ 4 ว่า ไทยจะยกดินแดนให้มันในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมของสองประเทศ (JBC: Joint Boundary Commission) นั้น
ถ้าเราบ้าจี้รีบปักปันก็ยิ่งเท่ากับประเคนให้เขา แถมยังจะต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ของเราเองที่เป็นชัยภูมิได้เปรียบ
ถึงต้องถามว่า เจ้ากระทรวงทั้งต่างประเทศและกลาโหมยังสติดีกันอยู่หรือเปล่า

ทางแก้ต้องถอนราก คือยกเลิกตัวแถลงการณ์ร่วม หรือมิให้มีการบังคับใช้
ไม่ใช่ไปหลงกลไปตามที่นภดลแกล้งโง่เซ็นเบิกทางให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ก่อนนั้นไม่มีกระดาษแผ่นนี้ เขมรมันก็ทำอะไรไม่ได้

พื้นที่ทางเหนือกับตะวันตกของตัวปราสาทมันอยู่ในเขตไทยอยู่แล้ว ต่อให้คิดว่าปักปันเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน
ก็ไม่ควรรีบร้อน เพราะนั่นหมายถึงไทยถลำตัวรับรองแผนการมอบดินแดนทิศเหนือและตะวันตกรอบตัวปราสาทให้มันผ่านกรรมการ 7 ชาติในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553


ต้องไม่ลืมว่า ก่อนจะมาถึงวันนี้ มีการทำ "ใบสั่งซื้อ" ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ลงนามสามฝ่าย ไทย กัมพูชา ยูเนสโก ที่ระบุว่าจะมี Onternational Coordinating Committee ประกอบด้วยผู้แทน 7 ชาติมารับดินแดนที่เรียกว่า "พื้นที่อนุรักษ์เพื่อบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหาร" ได้โดยไม่ต้องผ่านการรับรู้ของ JBC

แต่ที่ทุเรศสุดๆคือ ฝ่ายเรากำลังรีบปักปันเขตแดน แทนที่จะบอกยกเลิก หรือยุติการบังคับใช้ "ใบสั่งซื้อ" หรือสัญญาอัปยศที่เรียกซะสวยหรูว่า Joint Communique นั้น
งานนี้ ต่อให้ JBC หรือกระทรวงต่างประเทศไทยอ้างว่า เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็ฟังไม่ได้ เพราะเหมือนแสร้งไม่รู้ว่าเป็นการเร่งให้มันเขมือบดินแดนไทยเร็วขึ้นโดยปราศจากเงื่อนไข

อนาคตจะกลายเป็น “คดีปิดปาก” ทันทีที่เราขอคืน เพราะไปยอมรับแถลงการณ์นั้นอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูไปเสียแล้ว ฝากปมประเด็นสุดท้ายให้รัฐบาลคิดว่า
1. ก่อนมีสัญญาอัปยศนี้ เขมรมันเคยกร่างถึงขนาดนี้ไหม ?
2. ที่มันทำได้ถึงเพียงนี้ มิใช่เพราะมีเรื่องมรดกโลกมาเกี่ยวข้องดอกหรือ ?
3. ถ้าไม่มีสัญญาลับฉบับนั้น เขมรมันจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกชิ้นนี้ได้ไหม ?
4. ทำไมจึงปล่อยไว้ปีกว่าตั้งแต่การประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่คานาดา ผ่านมาถึงครั้งที่ 33 ที่สเปนเมื่อสามเดือนที่แล้ว โดยไทยยอมไม่พูดเรื่องยกเลิกแถลงการณ์ร่วมเฮงซวยเหมือนเป็นประเทศในอารักขาของเขมร ?
5. จำที่รัฐบาลนอมินีทักษิณพูดว่าเป็นการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ไทยไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วตั้งแต่ปีกลายได้ใช่ไหม ทำไมรัฐบาลนี้จึงยังพูดเหมือนเดิม ?

ข้อมูลที่ชี้มูลความไม่ชอบมาพากลที่กำลังพาไทยให้เสียดินแดนมีพร้อม รัฐบาลรู้ดีทุกอย่าง
หรือว่ามีอะไรง้างปากคนในกระทรวงต่างประเทศและกลาโหมจนพูดไม่ออก

เสียรู้ทางการทูตเท่านั้นไม่พอ แถมวันนี้ดันจะยอมถอนกำลังออกจากพื้นที่ชัยภูมิได้เปรียบในเขตของไทยเราเอง สุดท้ายอยากถามนายกฯอภิสิทธิ์ว่า รู้สึกบ้างไหมว่ามีหนอนบ่อนไส้ในรัฐบาลนี้มากกว่าในรัฐบาลนายสมัครและสมชายรวมกัน
Last edited by อารยา on Thu Aug 27, 2009 9:35 am, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 7:46 am

ถ้ากษิตกับประวิตรคิดถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่เป็นของเราเองนั้นจริง ไม่บ้าก็เมา
เพราะถึงแม้พื้นที่ตรงนั้นยังมีปัญหาทับซ้อน แต่ตรงเนินมะเขือ (Eagle Zone) มีสถานะไม่ต่างจากปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายในจังหวัดสุรินทร์ ที่เขมรยอมรับร่วมกันกับไทยมาแต่ไหนแต่ไรว่า เป็นพื้นที่ในเขตไทย
(เขมรมันเพิ่งจะบุกปราสาทตาเมือนธมในช่วง "ทำการตลาด" เมื่อเดือนกรกฎาคมปีกลาย ขณะยูเนสโกกำลังตัดสินเรื่องมรดกโลกที่คานาดา
ยอมหน้าด้านแฟกซ์ไปสำนักข่าวทั่วโลกว่าไทยบุกรุกปราสาทตาเมือนธม ดูมันทำ! ในช่วงเดียวกัน นายฮอนัมฮงก็กำลังจะพบกับคุณเตชที่เสียมเรียบ ยังยอมรับพฤติกรรมของเขมรพวกเดียวกันเองไม่ได้)
ครับ ตรงเนินมะเขือนี้ถอยไม่ได้ อย่าว่าแต่ถอน!

ส่วนเรื่องอื่น กัมพูชาก็ต้องมาพูดกัน แต่หลังจากทั้งสองฝ่ายเลิกมั่วกับเอกสารอัปยศที่เป็นแถลงการณ์ร่วมที่ทำไว้เมื่อ 18 มิถุนายน 2551 ก่อน
ยอมรับว่าในนั้น มีทั้งส่วนที่ไทยสมคบเขมรปล้นชาติตัวเอง และด้านมืดของยูเนสโกที่มีมาดามฟรังซัวส์ใช้อำนาจหน้าหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย?มรดกโลกเข้ามามีเอี่ยวดันเขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลกอย่างสกปรก โดยหวังผลประโยชน์ทับซ้อนผ่านนอมินีกรรมการ 7 ชาติ

อย่างไรก็ตาม เขมรต้องหยุดเหิม พร้อมกับการที่ยูเนสโกต้องแสดงความรับผิดชอบ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 8:38 am

พูดกันมากตั้งแต่ปีที่แล้วว่า ไทยไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ตรึงกำลังไว้ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาไปเรื่อยๆ สักพักกัมพูชาจะเครียดจากยุทธวิธีกดดันดังกล่าว จากนั้น กัมพูชาจะเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงไม่ใช้อาวุธ พูดง่ายๆจะเป็นฝ่ายยิงไทยก่อน กลายเป็นเสียเปรียบ เมื่อเกิดความวุ่นวาย มีการสู้รบ ยูเนสโกจะถอนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เชื่อกันว่า

ผมมองไม่เห็นว่า การใช้ "ความตึงเครียด" ที่ชายแดนจะทำให้ยูเนสโกถอนการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชา
เพราะก็เห็นๆอยู่แล้วว่า ไม่ว่าจะมั่วกันอย่างไรในช่วงปีที่ผ่านมา กัมพูชาก็ดีวันดีคือ ปีหน้าที่บราซิล คณะกรรมการก็เพียงรับรายงานที่กัมพูชากับไอซีซีในจะเขียนว่าอย่างไรก็ได้ แล้วก็ลงมติขั้นสุดท้าย เพราะทุกอย่างก็เรียบร้อยดีหลังจากมีการส่งมอบดินแดนกันเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 53 !!!! ก็เท่านั้น

กสรตรึงทหารไว้อย่างนั้น ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะคิดได้อย่างไรว่าทหารไทยเครียดไม่เป็น ทำไมต้องรอถามหาความถูกต้องว่าใครยิงใครก่อน กว่าจะรู้อาจตายกันไปฝ่ายละ 3 หมื่นศพตามที่ฮุนเซนประกาศกร้าวเมื่อเดือนที่แล้ว โอกาสที่จะเห็นยูเนสโก"คาย" ข้อเสนอของกัมพูชาออกจากวาระการประชุมเป็นไปได้อย่างมากก็เลื่อนการตัดสินไปเรื่อยๆก็ถือว่าไม่ได้ทำอะไรผิด

แน่นอนว่า กัมพูชาไม่พลาดที่จะงัดเอาแถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 ออกมาโชว์กลางที่ประชุมมรดกโลกที่บราซิลกลางปีหน้า ในฐานะเป็นหลักฐานที่แสดงว่าไทยให้ "active support" โดยไม่ต้องมานั่งอธิบายว่ามีที่มาที่ไป bullsh!t เพียงไร

ยกเว้นเสียแต่ว่าไทยตื่นเสียที แล้วใช้การทูตนำ จะคุยทวิหรือมียูเนสโกมารับรู้พร้อมกันไปก็ยิ่งดี เมื่อข้อเท็จจริงในส่วนที่เต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้นและไม่โปร่งใสที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2544 ระหว่าง 2 ผู้นำไทย-กัมพูชาได้รับการเปิดเผยมากขึ้น ทุกฝ่ายก็จะปรับตัวยอมรับความจริง

การตัดสินขั้นสุดท้ายที่ที่บราซิลกลางปีหน้าใกล้มาแล้ว จะทำอะไรก็ต้องรีบทำ แต่อย่ารอให้เลย 1 ก.พ. 53 เพราะวันนั้น กัมพูชา-ไทย-ไอซีซี มีกำหนดที่จะพบกันเป็นนัดสุดท้าย เพื่อรายงานให้ยูเนสโกทราบว่าพื้นที่บริหารจัดการตามที่ระบุใน "แผนที่ใหม่"

ถ้าเราตัดตอนได้ก่อน (หลังจากผ่านพ้นไป 2 ช่วง 1 กุมภาพันธ์ 2551 กับ 1 กุมภาพันธ์ 2552) ก็ไม่มีวาระปราสาทพระวิหารที่บราซิล

ที่ผ่านมา เราใช้วิธี "ดึง" ไม่ตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลดความคล่องตัวของ JBC
ดึงด้วยการทูตในกรอบทวิภาคีผ่านบทบาทของคุณเตช

ประเด็นที่ผมต้องการชี้คือ นั่นคือดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แม้จะเป็นแบบขายผ้าเอาหน้ารอด แต่ไม่มีทางอื่นดีกว่านั้น
ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า กัมพูชาเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ นายกฯอภิสิทธิ์ ถึงกับอุทานเมื่อรับรายงานจากคุณสุวิทย์ว่าการประท้วงที่สเปนล้มเหลวว่า "ผมยังไม่เห็นรายงานของกัมพูชาเดือนเมษายน" แปลความว่า ไม่มีไทยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 กัมพูชาก็สุมหัวทำงานกับยูเนสโกผ่าน "กรรมการ 7 ชาติ" ไปได้เรื่อยๆ แล้วยูเนสโกก็รับรองกัมพูชามาตลอด แบบนี้เขมรจะรายงานว่าไทยให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง (เหมือนรายงานการประชุมที่นิวซีแลนด์มิถุนายน 2550 ที่เขียนแหกตาคนทั้งโลกว่าไทยให้ 'active support" หรือเหมือนในที่ประชุมกลางปีกลาย 2551 ที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกยอมรับแถลงการณ์ร่วม) ก็ย่อมได้

อีกไม่ถึง 5 เดือน (1 ก.พ.53) เขมรก็รู้ก่อนไทยว่าสามารถขึ้นทะเบียน (final) ได้ก่อนจะมีการประชุมใหญ่ที่บราซิลในกลางปี ในขณะที่ไทยยังไม่เคยเห็น แม้แต่รายงานที่กัมพูชากับไอซีซี (unesco's proxy/originally ANPV)สมคบกันเขียนปิดปากไทยไปตั้งแต่ปี 2551
ผมจึงไม่เชื่อว่ายูเนสโกจะตัดสินไม่ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในเดือนมิถุนายนปีหน้า
อะไรทำให้ยูเนสโกให้ท้ายกัมพูชาถึงขนาดนั้นมีคำอธิบายอยูี่ในตัวแล้วครับ

ต่อให้ไทยร้องแร่แห่กะเชอจนปากแหกดังไปทั้งโลกว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย จ้างก็ไม่มีใครฟังคตรับ
ที่พูดว่าจะใช้วิธีสันติวิธีก็เลยสาย เหลือ 2 ทางเลือกที่สุดห่วย คือรบ หรือยอมเสียค่าโง่
ฝันกันไปเถอะครับว่า วิธีตรึงกำลังทหารยั่วยุให้เขมรคลั่ง จนผิดพลาดยิงเราก่อนนั้น จะได้ผล

ที่รัฐบาลเลือกวิธีประท้วงยูเนสโกเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2552 ทีแรกผมดีใจแทบตาย แต่พอรู้ว่าคนที่ไปประชุมเป็นคุณสุวิทย์ เลยทำให้นึกถึง "กรรมการ 7 ชาติ" ขึ้นมาทันที
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Thu Aug 27, 2009 8:40 am

อารยาเห็นใจคุณกษิต แต่เรื่องความเป็นความตายของบ้านเมือง ถึงเห็นใจอย่างไรก็ต้องบอกตรงๆว่าไม่เห็นด้วย

อยากให้คุณกษิตตอบ 2 คำถาม
1. วันนี้ การเสนอขอถอนทหารออกจากเนินมะเขือเป็นบทพิสูจน์ว่า ทฤษฎีการตรึงกำลังของไทยประสบผลล้มเหลว ใช่หรือไม่?
2. แต่การถอนทหารก็ยังเป็นปฏิบัติการที่ถือว่าการทหารยังคงนำการเมืองอยู่เหมือนเดิม ใช่หรือไม่?

เมื่อตอบเสร็จแล้ว ให้คุณกษิตกลับมาถามตัวเองว่า "กรูเป็นใคร? ทำไมกรูยอมดูถูกมโนธรรม และกล้าละเมิดคำมั่นที่ให้ไว้กับพันธมิตร
แทนที่จะสะบัดก้นออกไป เมื่อรู้ตั้งนานแล้วว่าตกเป็นเบี้ยให้กับฝ่ายสมุหกลาโหม?"
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

PreviousNext

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests