Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

เขาพระวิหาร: ทางออกที่เหลือ

Postby อารยา on Tue Feb 17, 2009 4:39 pm

ความพยายามขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชามีมาตั้งแต่ปี 2534 (โครงการมรดกโลกของยูเอ็นเริ่มเมื่อปี 2515) แต่ติดขัดในกฎของคณะกรรมการมรดกโลกข้อที่ว่า รัฐใดที่มีปัญหากรรมสิทธิ์ในโบราณสถานหรือพื้นที่ตั้งกับรัฐอื่นระหว่างขอยื่นขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รัฐคู่พิพาทต้องให้การสนับสนุนในการขอขึ้นทะเบียนด้วย และเป็นโชคร้ายของกัมพูชาที่ไทยไม่เคยสนับสนุนกัมพูชาเรื่องนี้มาตลอด

พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำไทยคนแรกที่สนับสนุนกัมพูชาเรื่องนี้เมื่อปลายปี 2548 มีหรือกัมพูชาจะไม่รีบลูก ยูเนสโกจึงได้รับข้อเสนอจากกัมพูชาในเดือนแรกของปี 2549 และมอบให้องค์กร “อิโคมอส” ซึ่งปกติรับหน้าที่ประเมินคุณค่าทางศิลปะและจิตกรรมให้กับยูเนสโก เดินทางไปสำรวจปราสาทพระวิหารอย่างลุ่มลึกและมีการอัพเดทเป็นระยะในปี 2549 ได้ข้อสรุปว่า ตัวปราสาทมีคุณค่าทางศิลปกรรมครบครันในตัวเองอย่างวิจิตรพิสดาร แต่ในเกณฑ์ที่จะเป็นมรดกโลกต้องควบรวมปราสาทโดนตวล, บรรณาลัย, สถูปคู่, สระตราว ฯลฯ ก็เผอิญรัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจในปีนั้น พอกลางปี 2550 มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศนิวซีแลนด์ ตังแทนรัฐบาลสุรยุทธ์ยังคงยึด “วาระแห่งชาติ” ดั้งเดิมอยู่ ข้อเสนอของกัมพูชาจึงตกไป

สมเด็จฮุนเซนมองการเมืองไทยในยุครัฐบาลสุรยุทธ์ออกว่า รัฐบาลที่จะเข้ามาหลังการเลือกตั้งปลายปี 2550 จะให้การสนับสนุนกัมพูชาร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยนายสมัครก็เผยตัวขอเป็นนอมินีให้อดีตนายกฯทักษิณตั้งแต่เดือนกันยายน 2550 หากกัมพูชาจะยื่นขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกซ้ำ และถ้ายูเนสโกไม่ขัดข้อง ดูเหมือนกัมพูชาได้รับสัญญาณที่ดีจากยูเนสโกมากกว่าที่คาด ถึงขนาดผลีผลามทำสัญญากับบริษัทก่อสร้างของจีนเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551เพื่อหาทางขึ้นไปยังปราสาทพระวิหารจาก จ. กัมปงธม และ จ. พระวิหาร ในเขตกัมพูชาเหมือนแน่ใจว่าแผนการปิดทางขึ้นด้านตะวันตกของตัวปราสาทจะทำได้สำเร็จ หมายถึงกัมพูชาจะได้เป็นเจ้าของมรดกโลกปราสาทพระวิหาร และมีหลักฐานยินยอมสนับสนุนเงื่อนไขต่างๆตามมาจากไทยผ่านแถลงการณ์ร่วม

วันนี้มีแถลงการณ์ร่วมที่ระบุว่าบริเวณทางทิศตะวันตกของตัวปราสาทเป็นดินแดนกันชนแล้ว!

:โกรธ:
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Feb 17, 2009 4:48 pm

มาดูกันถึงที่มาที่ไปของแถลงการณ์ร่วมอัปยศ เกิดคำถามในหมู่กรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับมาตรฐานคุณค่ามรดกโลกหลังจากข้อเสนอของกัมพูชาตกไปเมื่อกลางปี 2550 ว่า ในกรณีที่พอรัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจ ยูเนสโกก็บอกปัดข้อเสนอกัมพูชา แต่หากเกิดกลับมติหลังจากไทยมีรัฐบาลนอมินีที่ทรงอำนาจเก่าของอดีตนายกฯทักษิณ ยูเนสโกมิถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้น เลือกข้าง มีส่วนได้เสียหรือ?

นางฟรังซัวส์แทนที่จะบอกเลิกไปเลยก็ย่อมทำได้โดยชอบ เพราะข้อเสนอของอิโคมอสนั้นชอบแล้ว และมองว่าการที่ข้อเสนอของกัมพูชาตกไปก็มาจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ข้อบกพร่องของ “อิโคมอส” แต่หากนางฟรังซัวส์จะอนุเคราะห์กัมพูชาโดยให้พักข้อเสนอไว้ก่อนก็ทำได้ ประมาณว่ารอให้ฝุ่นจางก่อนที่กัมพูชาจะกลับมาทบทวนความเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกับไทย เพราะดูเหมือนมีสัญญาณที่ดีในส่วนนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่นิวซีแลนด์กลางปี 2550

แต่นางฟรังซัวส์กลับเดินหน้าสร้างหลักฐานใหม่ผ่านการประเมินคุณค่าปราสาทพระวิหารซ้ำซ้อน เพียงเพื่อแสดงว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารพอที่จะเป็นมรดกโลกได้ ไม่ต้องควบรวมกับสิ่งก่อสร้างทางโบราณคดีในบริเวณใกล้เคียงให้ครบ 3 เกณฑ์องค์ประกอบ (Criteria I II IV) ตามที่ “อิโคมอส” รายงาน

นางฟรังส์ซัวส์ยอมลงทุนเชือดองค์กรเชี่ยวชาญทางโบราณคดีประจำสำนักงานมรดกโลกให้เป็นแพะรับบาปโดยจัดหาผู้รับเหมาสำรวจชุดใหม่ให้กัมพูชาในเดือนกันยายน 2550 เธอยังเชิญนาย ซก อัน และนายนพดลมาร่วมลงนามในบันทึกช่วยจำที่สำนักงานมรดกโลกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ในสาระสำคัญที่ให้นาย ซก อัน เป็นผู้ร่างและจัดทำ “แถลงการณ์ร่วม” และ “แผนที่ใหม่” โดยลำพัง ให้เสร็จในต้นเดือนมิถุนายน 2551 เพื่อลงนาม 3 ฝ่าย: ตัวเธอ นาย ซก อัน และนายนพดล และนี่คือที่มาของเอกสารอัปยศลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551

เมื่อนายนพดลกลับจากปารีสภายหลังลงนามในบันทึกช่วยจำลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ได้ให้สัมภาษณ์ว่ากัมพูชายอมขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ไทยจะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว พื้นที่ทับซ้อนก็ไม่กระทบ ใครคัดด้านไม่เห็นด้วยถือว่าเป็นพวกคลั่งชาติ ช่วงนั้นนายสมัครพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า “ศาลโลกตัดสินตัวปราสาทให้กัมพูชาไปแล้วๆๆๆๆๆ”
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Feb 17, 2009 4:52 pm

สิ้นเดือนมิถุนายนข้อเสนอของกัมพูชาก็ครบองค์ประกอบพร้อมเข้าสู่วาระพิจารณารอบใหม่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ที่นครกีเบก ประเทศคานาดา ที่ต้องบันทึกไว้ด้วยในที่นี้คือ ประธานที่ประชุมวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 “เล่นด้วย” โดยขอให้ผู้เข้าร่วมประชุมงดอภิปรายใดๆเมื่อเข้าวาระ(สุดท้ายของการประชุมทั้ง 7 วัน) เพื่อพิจารณากรณีของกัมพูชา และให้โหวตทันที

นายนพดล ปัทมะ มีบทบาทสำคัญที่ได้สนองนโยบายของรัฐบาลฮุนเซนในเรื่องนี้ไม่น้อยกว่านางฟรังซัวส์ จนต่อมาตนเองต้องชี้แจงในวันประกาศลาออกจากรัฐบาล และยังเขียนเป็นหนังสือเล่มโตว่าตนไม่ได้ขายชาติ!

ถึงวันนี้ต้องถามว่า มีความจำเป็นอย่างไรที่ไทยจะต้องรับรอง “มือปืนรับจ้าง” สำรวจ และผันตัวมาเป็น “กรรมการ 7 ชาติ” จากการอุปโลกน์ของ “สามเกลอ” ที่น่าจะมีเงื่อนงำที่มากับ "กรรมการ 7 ชาติ"
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Feb 17, 2009 5:10 pm

การที่นายนพดลนำโผของนางฟรังซัวส์มาอ้างอย่างออกหน้าออกตาว่ากัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทจึงเป็นเพียงการพรางผลประโยชน์ได้เสีย ที่ฝ่ายไทยในยุครัฐบาลนายสมัครช่วยซ่อนไว้ให้กัมพูชาทางด้านเหนือกับตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ผ่านการเอ่ยอ้างสุดหรูว่าเป็น “พื้นที่บริหารจัดการมรดกโลก”

“พนมพระวิเหียร” กำลังล่อแหลมที่จะอาจกลายเป็นสนามรบได้ทุกชั่วโมงยามนับแต่นี้ เพราะทางกัมพูชากำลังเสียใจกับการตัดสินใจผิดพลาดกับข้อเสนอของคนหน้าเหลี่ยมเมื่อปี 2548 ที่ทำให้อาจต้องเสียทั้งปราสาทพระวิหารถ้าไทยตัดใจเลิกแถลงการณ์ร่วม และมีเหตุผลที่ประชาคมโลกเข้าใจที่มาที่ไป ส่วนเรื่องแหล่งก๊าซและน้ำมันในอ่าวไทยนั้น หลังจากฮุนเซนตกลงแลกเปลี่ยนกับทักษิณแล้วก็พูดกันชัดเจนมาจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าขอเอี่ยว 10 % ซึ่งฝ่ายไทยก็ตกลงไปแล้ว

อะไรที่ทำให้กัมพูชากลับมาขอ 90% พร้อมกับลากปืนใหญ่ขึ้นไปบนพนมดงเร็ก ถ้าไม่ใช่พบว่าได้เสียแต้มต่อไปหมดหน้าตักแล้ว
ปราสาทพระวิหารอาจระเบิดได้ทุกนาทีนับจากนี้แล้ว
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Tue Feb 17, 2009 5:49 pm

"กรรมการ 7 ชาติมาจากประเด็นที่[/b]
อารยา wrote:[b]...นางฟรังซัวส์กลับเดินหน้าสร้างหลักฐานใหม่ผ่านการประเมินคุณค่าปราสาทพระวิหารซ้ำซ้อน เพียงเพื่อแสดงว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นก็เพียงพอที่จะเป็นมรดกโลกได้ ไม่ต้องควบรวมกับสิ่งก่อสร้างทางโบราณคดีในบริเวณใกล้เคียงตาม 3 เกณฑ์ (Criteria I II IV) ตามที่ “อิโคมอส” รายงานไว้ในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่นิวซีแลนด์ มิถุนายน 2550


สรุปว่าหลังจากข้อเสนอของกัมพูชาตกไปในการประชุมกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ที่นิวซีแลนด์
นางฟรังซัวส์ไปเสาะหา ANPV: The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site [Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear] มาให้กัมพูชา และระบุในรายงานว่าเป็น "public institution" ของกัมพูชา ในนั้นมี "มือปืนรับจ้าง" จาก Belgium, US, France และ India ครับ 4 ชาติที่เขาเองมีอยู่ก่อน + จีน ญี่ปุ่น ไทย 3 ชาติหลังนี้ไม่มีอำนาจตัดสินใจ (อย่างจีนเมื่อเดือนมกราคมก็เสนอหน้ามาทำสัญญากับกัมพูชา หาทางปีนหน้าผาขึ้นมาบนภูที่ตั้งของตัวปราสาท)

:แคะจมูก:

ส่วน ICOMOS International Council on Monuments and Sites - ICOMOS (ดู topic-t409-60.html) ถูกดิสเครดิตไปแบบซึ่งหน้า ยูเนสโกจึงผิดเต็มๆ เพราะเลือกปฏิบัติทำให้เกิด 2 มาตรฐาน ในการปนะเมินคุณค่าแหล่งโบราณคดี
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby tiger mask on Tue Feb 17, 2009 9:20 pm

ทุกครั้งที่ผมเดินเข้าร้านหนังสือแล้วเจอหนังสือ ไอ้เหล่ บอกว่าไม่ได้ขายชาติ
ผมอยากจะเอาหนังสือที่ตั้งไว้ทั้งหมดโยนใส่ถังขยะ

จำได้ว่าสนธิ ลิ้มทองกุล เอาเรื่องแหล่งน้ำมันมหาศาลมาบอกกล่าวในรายการ
เมืองไทยรายสัปดาห์ แต่ไม่มีใครเชื่อ แต่วันนี้ได้เห็นแล้วว่าเรื่องจริง

เพราะเขมรเจ้าเล่ห์มันละโมบออกมาให้เห็นแล้ว และก็กลัวจะอดเพราะ
เพื่อนซี้หน้าเหลี่ยมไม่มีวันหวลกลับแล้ว สมน้ำหน้าคบใครไม่คบไปคบหน้าเหลี่ยม
ความดี...คนดี...ทำง่าย...คนชั่ว... ทำยาก... ความชั่ว...คนชั่ว...ทำง่าย...คนดี...ทำยาก
User avatar
tiger mask
 
Posts: 357
Joined: Sun Mar 18, 2007 1:29 pm
Location: Bangkok

Postby อารยา on Wed Feb 18, 2009 7:16 am

คุณ เสือครับ หนังสือของ "ไอ่เหล่" เห็นชื่อหนังสือก็จะแหวะ คนที่ดูถูกคนไทยทั้งชาติได้ มันก็ขายชาติทุกคน บางคนทำได้มากกว่านั้น คือสร้างความแตกแยก พูดข้ามทวีปว่าจะมาตายกับคนภาคโน้นภาคนี้ อยากตายจริงไม่ต้องโฟนอินก็ได้ ตอนนี้กำลังหลงตัวว่าเคยเป็นเจ้าล้านนาเก่า ไม่รู้มันอยากจะเป็นอะไรกันแน่ หรือสติแตกไปเรียบร้อยแล้ว

ไอ้พวกนี้ร้อนตัวทั้งนั้น ยิ่งคนชอบตู้เย็นยิ่งร้อนไม่เป็นส่ำ แปลกดีนะครับ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Thu Apr 09, 2009 6:25 am

คงจำได้ว่ากัมพูชาฟ้องเรื่องปราสาทพระวิหารปี 2502 ศาลโลกมาตัดสินปี 2505
ในปีที่ฟ้องนั้น คุณคึกฤทธิ์เขียนกลอนไว้ว่า:


สัปดาห์นี้มีเรื่องความเมืองใหญ่
ไทยถูกฟ้องขับไล่ขึ้นโรงศาล
เคยเป็นเรื่องโต้เถียงเกี่ยงมานาน
ที่ยอดเขาพระวิหารรู้ทั่วกัน

กะลาครอบมานานโบราณว่า
พอแลเห็นท้องฟ้าก็หุนหัน
คิดว่าตนนั้นใหญ่ใครไม่ทัน
ทำกำเริบเสิบสันทุกอย่างไป

อันคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
เห็นใครหย่อนอ่านความก็ยกให้
ถึงล่วงเกินพลาดพลั้งยังอภัย
ด้วยเห็นใจยังเยาว์เบาความคิด

เขียนบทความด่าตะบึงถึงหัวหู
ไทยก็ยังนิ่งอยู่ไม่ถือผิด
สั่งถอดฑูตเอิกเกริกเลิกเป็นมิตร
แล้วกลับติดตามต่อขอคืนดี

ไทยก็ยอมตามใจไม่ดึงดิ้อ
เพราะไทยถือเขมรผองเหมือนพี่น้อง
คิดตกลงปลงกันได้ด้วยไมตรี
ถึงคราวนี้ใจเขมรแลเห็นกัน

หากไทยจะลำเลิกบ้างอ้างขอบเขต
เมืองเขมรทั้งประเทศของใครนั่น ?
ใครเล่าตั้งวงศ์กษัตริย์ปัจจุบัน
องค์ด้วงนั้นคือใครที่ไหนมา ?

เป็นเพียงเจ้าไม่มีศาลซมซานวิ่ง
ได้แอบอิงอำนาจไทยจึงใหญ่กล้า
ทัพไทยช่วยปราบศัตรูกู้พารา
สถาปนาจัดระบอบให้ครอบครอง

ได้เดชไทยไปคุ้มกะลาหัว
จัดตั้งตัวขึ้นมาอย่างจองหอง
เป็นข้าขัณฑสีมาฝ่าละออง
ส่งดอกไม้เงินทองตลอดมา

ไม่เหลียวดูโภไคไอศวรรณ์
ทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นหนักหนา
ฝีมือไทยแน่นักประจักษ์ตา
เพราะทรงพระกรุณาประทานไป

มีพระคุณจุนเจือเหลือประมาณ
ถึงลูกหลานกลับเนรคุณได้
สมกับคำโบราณท่านว่าไว้
อย่าไว้ใจเขมรเห็นจริงเอย


ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารรณ์
๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๒
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

UPDATE

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:23 pm

7/5/2009
Hell is Truth Seen Too Late
Thomas Hobbes

นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ประเทศไทยต้อง เสียดินแดนให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศสไปหลายครั้งเพื่อรักษาเอกราช และดินแดนส่วนใหญ่ไว้
ในระยะเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่มียุทธภูมิอยู่ในทวีปยุโรปประเทศไทยกับฝรั่งเศส ได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อ ๑๒ มิ.ย.๘๓ แต่ยังไม่ได้แลกเปลี่ยนสัตยาบันกันฝรั่งเศษได้ขอให้สนธิสัญญานี้มีผลบังคับ ใช้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนสัตยาบันเพื่อประโยชน์ของฝรั่งเศสเอง
รัฐบาลไทย โดยนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตอบตกลงแต่มีเงื่อนไขว่าฝรั่งเศสจะต้องยอมรับข้อเสนอของไทย ๓ ประการ คือ
ข้อ ๑ ขอให้มีการกำหนดเส้นเขตแดนไทยตามลำแม่น้ำโขงตามหลัก กฎหมายระหว่างประเทศ โดยการถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน
ข้อ ๒ ให้ปรับปรุงเส้นเขตแดงให้เป็นไปตามธรรมชาติโดยถือแม่น้ำโขง เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีน ตั้งแต่ทิศเหนือสุดจนจรดทิศใต้ถึงเขตกัมพูชา ให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และตรงข้ามปากเซกลับคืนมาเป็นของไทย อย่างเดิม
ข้อ ๓ ให้ฝรั่งเศสรับรองว่าเมื่อฝรั่งเศสไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้วให้คืนลาวและกัมพูชา กลับคืนมาให้ไทยฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอของไทย ไทยจึงได้จัดกำลังเตรียมการ ดังนี้
กองทัพบกสนาม มีนายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม เป็นแม่ทัพ นายพันเอกหลวงพรหม โยธี เป็นรองแม่ทัพ นายพันเอกเกรียงศักดิ์ พิชิต เป็นผู้ช่วยแม่ทัพและนายพันเอกหลวงวิชิตสงคราม เป็นเสนาธิการกองทัพ กองทัพบกสนามนี้ประกอบด้วย กองทัพบูรพา กองทัพอีสาน กองพลพายัพ กองพลผสมปักษ์ใต้ และกองพลผสมกรุงเทพ ฯ
กองทัพบูรพา มีนายพันเอกเอกหลวงพรหมโยธี เป็นแม่ทัพ นายพันเอกหลวงเสรี เริงฤทธิ์ และนายพันเอกหลวงไพรี ระย่อเดช เป็นรองแม่ทัพ นายพันโทหลวงบูรณสงคราม เป็นเสนาธิการกำลัง ประกอบด้วยกองพลผสมปราจีณ (กองพลวัฒนาและกองพลลพบุรี) กองพลผสมอรัญ (กองพลพระนคร) กองพลจันทบุรีและกองหนุนบูรพา ได้รับภารกิจให้เข้าตีอินโดจีนทางด้านเขมร

กองทัพอีสาน มีนายพันเอกหลวงเกรียงศักดิ์ พิชิต เป็นแม่ทัพ นายพันเอกหลวงชำนาญ ยุทธศิลป์ และนายพันโทขุนปลด ปรปักษ์ เป็นรองแม่ทัพ นายพันโทหลวง เดชประดิยุทธ เป็นเสนาธิการกำลัง ประกอบด้วย กองพลอุดร กองพลสุรินทร์ กองพลอุบลและกองหนุนอีสาน ได้รับภารกิจให้เข้าตีอินโดจีนด้านลาว (ที่ปากเซ และจำปาศักดิ์)
กองพลพายัพ มีนายพันโทหลวงหาญ สงคราม เป็นผู้บัญชาการกองพล นายพันโทขุนเรือง วีรยุทธ เป็นรอง ๑ นายพันโทหลวงสุทธิ สารรณกร เป็นเสนาธิการกำลัง ประกอบด้วย กองพันทหารราบที่ ๒๘ นครสวรรค์ กองพันทหารราบที่ ๒๙ พิษณุโลก กองทัพทหารราบที่ ๓๐ ลำปาง และกองทัพทหารราบที่ ๓๑ เชียงใหม่

ในกรณีพิพาทอินโดจีน ทหารไทยได้ประกอบวีรกรรมเป็นจำนวนมากที่สำคัญและได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย มากที่สุด คือ การรบที่ห้วยยางตำบลบ้านพร้าวในเขตเขมร โดยกองพันทหารราบที่ ๓ พระนคร (ปัจจุบัน คือ กองพันทหารราบที่ ๒ กรมทหารราบที่ ๑ (รักษาพระองค์) สังกัดกองพลพระนคร ในกองพันผสมอรัญ ในกองทัพบูรพาจนได้รับสมญานามว่า กองทัพทหารเสือ
๒๘ พ.ย.๘๗ ฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบิน จำนวน ๕ ลำ จากท่าแขกมาทิ้งระเบิดที่นครพนมฝ่ายไทย ได้นำเครื่องบินขับไล่ ๓ เครื่องขึ้นต่อสู้ ขับไล่เครื่องบินข้าศึกหลบหนีกลับไปหลังจากนั้นก็ได้มีการรบทางอากาศ จังหวัดชายแดนตั้งแต่หนองคาย ถึงจันทบุรีและเมืองต่าง ๆ ในลาวและเขมร

๕ ม.ค.๘๔ กองทัพสนามของไทย ได้เคลื่อนกำลังรุกเข้าไปในดินแดงลาวและเขมร ประสบชัยชนะตลอดแนว ดังนี้
กองทัพบูรพา ยึด ศรีโสภณไพลินและพระตะบองได้
กองทัพอิสาน ยึด จำปาศักดิ์ได้
กองทัพพายัพ ยึด ปากลาย หงสาและเชียงฮอนได้
๑๗ ม.ค.๘๔ เกิดยุทธนาวีเกาะช้าง ระหว่างราชนาวีไทยกับกองเรือรบฝรั่งเศส กองเรือรบฝ่ายไทย ๓ ลำ ได้แก่ เรือรบหลวงธนบุรี (เรือปืน) มีนายนาวาโทหลวงพร้อม วีรพันธ์ เป็นผู้บังคับการเรือ เรือรบหลวงสงขลา (เรือตอร์ปิโด) และ เรือรบหลวงชลบุรี (เรือตอร์ปิโด) กองเรือรบฝรั่งเศสมี ๗ ลำ ได้แก่ เรือลาดตระเวนลามอตต์ปิเกต์เป็นเรือธง พร้อมเรือสลุป
๒ ลำ และเรือปืน ๔ ลำ ฝ่ายไทยเสียเปรียบด้านกำลังมาก ผลการรบได้รับความเสียหายหนักทั้งสองฝ่าย
๒๕ ม.ค.๘๔ ไทยยอมรับข้อเสนอให้หยุดยิงของญี่ปุ่น ที่เข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาท ครั้งนี้
๒๘ ม.ค.๘๔ ไทยและฝรั่งเศสหยุดยิง และได้ลงนามในสัญญาพักรบที่ไซ่ง่อนบนเรือรบญี่ปุ่น เมื่อ ๓๑ ม.ค.๘๔
๙ พ.ค.๘๔ ไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ณ กรุงโตเกียว โดยไทยได้ดินแดนฝั่งขวา แม่น้ำโขง จำนวน ๖๙,๐๒๙ ตารางกิโลเมตรจากจำนวนที่ไทยเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสทั้งหมด ๔๖๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร
๒๔ มิ.ย.๘๔ นายพลตรีพระยาพหล พลพายุหเสนา เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิณ ต้นทางถนนพหลโยธิน บริเวณถนน พญาไท บรรจบกับถนนราชวิถี เพื่อเป็นอนุสรณ์และเกียรติประวัติแต่วีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติในกรณีพิพาทอินโดจีน
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อ ๒๔ มิ.ย.๘๕
ทหารและตำรวจที่เสียชีวิต ดังนี้ ทหารบก ๙๔ นาย ทหารเรือ ๔๑ นาย ทหารอากาศ ๑๓ นาย ตำรวจสนาม ๑๒ นาย รวมทั้งสิ้น ๑๖๐ นาย อัฐิของผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ได้บรรจุไว้ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้

http://blog.spu.ac.th/malee/2007/12/25/entry-45/comment

http://blog.spu.ac.th/malee/2007/12/25/entry-45/comment
๙ พ.ค.๘๔ ไทยและฝรั่งเศสได้ลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ณ กรุงโตเกียว โดยไทยได้ดินแดนฝั่งขวา แม่น้ำโขง จำนวน ๖๙,๐๒๙ ตารางกิโลเมตรจากจำนวนที่ไทยเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสทั้งหมด ๔๖๗,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร
๒๔ มิ.ย.๘๔ นายพลตรีพระยาพหล พลพายุหเสนา เป็นประธานวางศิลาฤกษ์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิณ ต้นทางถนนพหลโยธิน บริเวณถนน พญาไท บรรจบกับถนนราชวิถี เพื่อเป็นอนุสรณ์และเกียรติประวัติแต่วีรชนผู้สละชีพเพื่อชาติในกรณีพิพาทอินโดจีน
จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ประกอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อ ๒๔ มิ.ย.๘๕
ทหารและตำรวจที่เสียชีวิต ดังนี้ ทหารบก ๙๔ นาย ทหารเรือ ๔๑ นาย ทหารอากาศ ๑๓ นาย ตำรวจสนาม ๑๒ นาย รวมทั้งสิ้น ๑๖๐ นาย อัฐิของผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ได้บรรจุไว้ ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้



ในช่วงสำคัญของประวัติศาสตร์นี้ มีผู้อยู่ในเหตุการณ์บันทึกไว้อย่างน่าระทึก
1. ท่านเป็นเสนาธิการในสมรภูมินั้นเอง เป็นผู้วางกลยุทธจนเอาชนะฝรั่งเศสได้สำเร็จ ท่านเคยเป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนเสนาธิการฝรั่งเศส จะว่าไปคือคนแรกที่ผ่านเข้าไปเรียนสำเร็จ
(เดินทางกลับสามวันก่อนฮิตเล่อร์สั่งปิดคลองสุเอซ เลยได้กลับมาช่วยชาติ ไม่ตกค้างเหมือนนักเรียนไทยส่วนใหญ่ในช่วงสงครามโลก พูดง่ายๆว่าพลาดที่จะได้ร่วมกับเสรีไทยสายยุโรป ประมาณนั้น) แผนรบชนะฝรั่งเศสก็นำมาจากคำสอนของอาจารย์ฝรั่งเศส ที่เผอิญก็มาบัญชาการรบในสมรภูมิอินโดจีนด้วย!!!

2. หลังจากฝรั่งเศสยอมเจรจาสงบศึก ท่านได้ร่วมทีมเดินทางไปโตเกียวเพื่อเจรจาสันติภาพ นำไปสู่การเกิด "อนุสัญญาโตเกียว" ขณะนั้นท่านมียศแค่นายพัน อาวุโสน้อยกว่าท่านอื่นในทีม จึงได้รับหน้าที่เป็นเลขานุการ
เจรจายืดเยื้อถึง 3 เดือน จนหิมะเลิกตก ซากุระบานฉั่งจนโรยแล้วถึงได้เลิก ฝรั่งเศสดึงจนญี่ปุ่นเจ้าภาพยังเบื่อ คงเสียหน้า
ท่านเล่าว่า ได้พบกับอาจารย์นายพลฝรั่งเศสที่โตเกียวในฐานะคู่เจรจา ท่านได้แสดงความเคารพในฐานะลูกศิษย์ แต่ไม่พูดอะไรเป็นส่วนตัวด้วยเลยตลอดสามเดือนที่ต่างฝ่ายต่างทำภารกิจของตนอย่างดีที่สุด
คงต้องกลับไปอ่านอีกรอบครับ

3. บุคคลท่านนี้ ต่อมากลายเป็นหัวหน้ากบฏเสนาธิการ ถือเป็นการทำกบฏ (ในรัฐบาลจอมพล ป.) ที่ค่อนข้างจะพิลึกมาก คือไม่มีกองกำลังอยู่ในมือ ดัน (ขอโทษ) อยากจะยึดอำนาจ

หาอ่านได้จาก งานใต้ดินของนายพันเอกโยธี เโดย พบอ เนตร เขมะโยธิน

หนังสือเล่มนี้ ให้ทั้งรสบู๊และบุ๋นจากคนที่สัมผัสกับของจริง
ตอนเป็นหัวหน้าคณะไปรับมอบจังหวัดจัมปาศักดิ์ ขากลับป่วย ต้องล่องโขงลับคนละทางกับคณะ
สำนวนที่เขียนที่ไม่ออกอาการว่าไม่ชอบ จอมพล ป. สะท้อนให้เห็นความเป็นกลางในการนำเสนอ อ่านแล้วพอเข้าใจได้ว่าผู้นำขณะนั้นคิดอย่างไรกับทั้งญี่ปุ่นและพันธมิตร รวมถึงได้เห็นการประสานสะเปะสะปะของเสรีไทย ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะแต่ละคนถูกปล่อยให้เข้าประเทศแบบถูกปิดตามา
ยิ่งพอมาถูกหลวงอดุลกักตั้งแต่ระลอกแรก (กลัวไม่ชัวร์หรือมั่วนิ่ม) แผนการสร้างเมืองเพชรบูรณ์
ทำให้เห็นว่าจอมพล ป. แม้จะเป็นเผด็จการ แต่ถึงคราวแพ้ (โดนเช็คบิลปลาย 2487) ก็ยอมรับได้ เร่ร่อนไปอยู่แถวลำลูกกา ปทุมฯอย่างสมถะ ยอมรับชะตากรรมโดยดี แต่ก็พักเดียวก็ตะบะแตก ถูกป๋าผิน หลอกไปเชิดต่อ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:26 pm

26/6/2552
คุณสุวิทย์ไม่ได้ไปประชุมมรดกโลก ที่สเปน (22-30 มิถุนายน2552) ในฐานะผู้แทนไทย แต่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ จะได้พูด 1 นาทีก็ในวาระและวันสุดท้ายของการประชุม
อนึ่ง คณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ (เทอมละ 5 ปี) ประกอบด้วย
Australia, Bahrain, Barbados, Brazil, Canada, China, Cuba, Egypt, Israel, Jordan, Kenya, Korea, Republic of, Madagascar, Mauritius, Morocco, Nigeria, Peru, Spain, Sweden, Tunisia, United States of America ปีนี้ ประธานคือ: Mrs María Jesús San Segundo (Spain)

แต่วันที่ 27 มิถุนายน รองนายกฯเทพเทือก กับ พล.อ. ประวิตร เจ้ากระทรวงกลาโหม จะได้พบฮุนเซน
กำหนดการอย่างนี้ มองในแง่ดีคือ
1. คุณสุวิทย์สามารถได้รู้ผลการทดสอบท่าทีของกัมพูชาก่อนถึงเวลาพูด 3-4 วัน เชื่อว่าธงของคุณสุวิทย์เป็นความพยายามเป็นเจ้าของมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา ไม่จำเป็นและไม่ควรให้คุณกษิตซึ่งรู้เรื่องดีกว่าเทพเทือกมากๆไปหยั่งท่าที
การที่พล.อ. ประวิตรไปด้วยครั้งนี้ มองในแง่ดีคือค่อนข้างจะมีมิตรภาพดีกับนายพลเตียบัน เจ้ากระทรวงกลาโหม
2. การที่ประธานกรรมการมรดกโลกไทย คือนายปองพลไม่เป็นมือวางอันดับหนึ่งในการไปประชุมที่สเปนทั้งๆที่มีฐานะเป็นผู้แทนไทย เพราะนายปองพลพูดจุดยืนไว้ชัดเจนแล้วเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปีกลาย (2551) จึงไม่จำเป็น อีกอย่าง คุณสุวิทย์เจรจาภาษาไม่ได้ด้อยกว่าคุณปองพล แถมเป็นรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยาน น่าจะช่วยให้กรรมการมรดกโลกทั้ง 21 ประเทศได้ทราบข้อเสนอใหม่ของไทยที่จะลู่ทางไปสู่การประนีประนอมระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ (หลังจากคณะของรองนายกฯสุเทพพบกับผู้นำกัมพูชาในอีกสามวันนี้แล้ว)
นี่อาจจะเป็นการวางหมากการทูตไทยที่อาจเซอร์ไพร๊สกัมพูชา รวมทั้งคณะกรรมการมรดกโลก เป็นความพยายามมองในแง่ดี ถ้าพลาดไปจากนี้ ทุกอย่างอาจสวิงกลับ ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจเดือด ทหารทั้งสองประเทศยิงกันหูดับตับไหม้ เพราะกัมพูชาไม่ยอมให้ไทยร่วมเป็นเจ้าของมรดกร่วมด้วย

แต่ถึงจะกัมพูชาจะยอม ก็ยังมีความเห็นไปในทางร้ายว่าเป็นหมากของกัมพูชาที่จะย้อนกลับมาแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ทับซ้อน แนวคิดนี้อ้างว่า การที่ไทยขอเข้าร่วมเป็นเจ้าของมรดกโลกครั้งนี้จะเข้าทางกัมพูชาที่ดักไว้ให้ไทยในอนาคตยอมรับจุดยืนของกัมพูชาที่เคยบอกแล้วว่าไม่รับรู้ (หรือแสร้งไม่รู้) ว่ามีพื้นที่ทับซอนมาก่อน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:30 pm

UNESCO'S WORLD HERITAGE
Preah Vihear move is about border rights, PM says
Prime Minister Abhisit Vejjajiva said yesterday he wanted to keep the United Nations Educational Scientific and Cultural Organisation (Unesco)
By The Nation
Published on June 25, 2009
http://www.nationmultimedia.com/2009/06 ... 105968.php

เรามาถูกทางแล้วในขณะที่ยูเนสโกยัง “แฮงค์โอเวอร์” จากยุคอาณานิคมที่ทิ้งมรดกสงครามไว้ จึงมองไม่ออกว่า บริเวณโดยรอบตัวปราสาทพระวิหารมีปัญหาพรมแดนของสองประเทศที่ยังคาราคาซังมาเกือบครึ่งศตวรรษ
ทางการไทยเคยมีบันทึก ให้กัมพูชาถอนประชากรและสิ่งก่อสร้างออกจากพื้นที่ทับซ้อนติดกับตัวปราสาทเมื่อปี 2543 แต่กัมพูชาไม่เคยนำพาแม้แต่จะชี้แจงใดๆ ยกเว้นเป็นฝ่ายส่งกองกำลังมาสร้างความตึงเครียดก่อน และมิใช่ครั้งเดียว
เว็บไซต์ทางการของยูเนสโกวันนี้ แสดงภาพและตัวเลขของขนาดพื้นที่ 16,000 ไร่ ซึ่งทับซ้อนพื้นที่ทับซ้อนเดิม 2,500 ไร่ เพื่อเตรียมรองรับการบริหารจัดการ “มรดกโลก” ด้านตะวันตกของตัวปราสาท ทั้งๆที่ Joint Border Commission ของไทย-กัมพูชายังตอบไม่ได้ว่า พื้นที่ดังกล่าว มิได้อยู่ในเขตไทย
ยังไม่นับพื้นที่ทางทิศเหนือของตัวปราสาท ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ในเขตไทย ที่จะต้องถูกเฉือนไปอีกกี่
หมื่นไร่



BURNING ISSUE
Repeated objections over Preah Vihear a waste of time
By Supalak Ganjanakhundee
The Nation
June 25, 2009

Abhisit never clarified which regulations were violated and whether Thailand's objections would force the panel to change its decision. Actually, nobody expects any changes because the objections are nothing new - they were filed during the World Heritage Committee's 32nd session in Quebec last July
http://www.nationmultimedia.com/2009/06 ... 105971.php

27/6/52
ตามที่ระบุไว้ในแลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2551 “คณะกรรมการ 7 ชาติ” ICC" (International Coordinating Countries) จัดตั้งโดยยูเนสโกจะทวงถามพื้นที่”บริหารจัดการมรดกโลก” ที่อาจเป็นเนื้อที่รวมแล้วถึง 1.8 ล้านไร่ กินไปถึงอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีษะเกษ (หากไทยขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชา) หรือไม่น้อยกว่า 2 หมื่นไร่ (หากกัมพูชาขึ้นทะเบียนโดยลำพัง) จากกัมพูชาในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ปีหน้า

และจากอีกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ระบุว่า ผลการขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะยุติข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 1.7 หมื่นตารางกิโลเมตร ที่ต่อจากหลักเขตที่ 73 ติดแหลมงอบ ตราด

เท่ากับกัมพูชาจะกินรวบตั้งแต่ "เขาพระวิหารยันเกาะกูด”
เงื่อนปมที่ซ่อนอยู่คือ ไม่ว่ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกับไทย หรือโดยลำพัง ผลตามมาคือฝ่ายไทยจะถูกเฉือนดินแดนเกือบร้อยทั้งร้อย

ถามต่อว่ากัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนเดี่ยว หรือร่วมกับไทย ตอบว่า กัมพูชาย่อมเลือกที่จะขึ้นโดยลำพังแน่นอน การขึ้นทะเบียนร่วมกับไทย กัมพูชาจะใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย

ตอนนี้ถามทางไทยบ้างว่า ควรลงทะเบียนร่วมกับกัมพูชาไหม ตอบว่า จากข้อมูลใหม่ที่พบจากแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาปี 2544 (เผอิญลงวันที่ 18 เดือนมิถุนายน ตรงกันเด๊ะ กับกรณีปราสาทพระวิหาร ที่นภดลทำกับรองนายกฯซกอัน แต่ห่างกัน7 ปี)

ความพยายามขึ้นทะเบียนร่วมกับกัมพูชากลายเป็นกับดักให้ไทยเสียดินแดนทั้งทางบกและทางทะเลเร็วขึ้น

อ้าว แล้วจะอย่างไร?

1. ให้มีการเจรจาในกรอบทวิภาคี ที่ได้เริ่มต้นไว้อย่างดีแล้วที่สระแก้ว เมื่อ พล.อ.บุญสร้างกับพล.อ.เตีย บันต์ พบกันภายใต้ภารกิจ GBC เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม 2551 และต่อมาระหว่างคุณเตช บุนนาค กับ นายฮอนัมฮง ในรายการเยือนที่เสียมเรียบ และเหย้าที่ชะอำในเดือนสิงหาคม 2551 (คุณเตชลาออก 3 กันยายน 2551) ทั้ง พล.อ. บุญสร้างและคุณเตชได้นำร่องที่ทำให้เกิดการทำงานในระดับ JBC (ปักปันเขตแดน)
ประเด็นสำคัญคือ หยิบยก แถลงการณ์ร่วม 2 ฉบับ (1)18 มิถุนายน 2551 (2) แถลงการณ์ร่วม 18 มิถุนายน 2544 มาทบทวนเพื่อยกเลิก กับ บันทึกช่วยจำ อีก 2 ฉบับ
ก. ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ที่นภดลยอมให้นายซกอันมัดมือชกในห้องทำงานมาดาม
ฟรังซัวส์ที่ปารีส มาพิจารณาเป็นโมฆะ และใช้บังคับ ฉบับปี 2543 ที่รัฐมนตรีต่างประเทศ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์แจ้งให้กัมพูชาถอนคนและสิ่งก่อสร้างเพิงหมาแหงนทั้งหลายออกจากพื้นที่ทับซ้อน เพราะผิดข้อตกลงเดือนกรกฎาคม 2505 หลังจากศาลโลกให้กัมพูชามีอธิปไตยเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น และทางกัมพูชาก็เคารพไม่ละเมิดพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ปล่อยให้เป็น no man's land มาโดยตลอด หาไม่ก็คงรบกันแหลกลาญไปนานแล้ว
ฮุนเซนยังไม่ยอมตอบบันทึกฉบับนี้มา 9 ปีแล้ว ก็ทวงสิ มีอายุความที่ไหน เรื่องอย่างนี้

2. ให้ GBC ของทั้งสองประเทศ ถือหลักการแบ่งเขตแดนประเทศโดยใช้สันปันน้ำ

น่าสังเกตว่า คำขอค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาที่คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รมว. ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสนอต่อประธานคณะกรรมการมรดกโลกหญิงชาวสเปนตกไปแล้วเมื่อวันก่อน (27) คุณสุวิทย์ให้สัมภาษณ์แบบหมดรูปว่า จะรอยื่นต่อที่ประชุมคณะกรรมการเดียวกันนี้ในการประชุมกลางปีหน้าที่บราซิล พูดเหมือนไม่รู้ว่า แค่เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านี้ก็สายไปแล้ว

การไปพบฮุนเซนของรองนายกฯสุเทพเมื่อวานก็คงหวังอะไรไม่ได้ คงจำได้ว่าฮุนเซนประกาศไม่ถึง 24 ชั่วโมงก่อนมีกำหนดพบกันว่า มาก็ได้แต่ต้องหุบปากเรื่องปราสาทพระวิหาร

ทางออกที่เหลือคือ ภายในปีนี้ต้องมีสัญญาณแน่ชัดว่า กระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต้องยุติ หากรอถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ทางเลือกของไทยคงไม่มี เพราะ "แผนที่ใหม่" ลว. 8 มิถุนายน 2551 และแถลงการณ์ร่วม ลว.18 มิถุนายน 2551จะมีผลใช้บังคับให้พื้นที่บริหารจัดการในเขตไทยเกือบทั้งสิ้นประมาณ 2 หมื่นไร่ ถูกนำส่งมอบให้ยูเนสโกทันที

จากนี้ไปรัฐบาลไทยต้องยอมรับความจริงว่ามีผลประโยชน์ของชาติขัดแย้งกับกัมพูชาชาติเดียว บันทึกช่วยจำที่คุณถนัด คอมันต์ ยื่นต่อศาลโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2505 ไม่ได้พูดแค่พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. อยู่ในดินแดนไทยเท่านั้น แม้แต่ตัวปราสาทพระวิหาร ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นจริง ถ้าใช้หลัก "สันปันน้ำ" มาเป็นเกณฑ์ในการปักปันเขตประเทศเหมือนในอารยประเทศ
ไม่ต้องเลี่ยงพูดว่ามีปัญหากับคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศของยูเนสโก และในความขัดแย้งนั้น ไทยก็ไม่ได้เสียเปรียบกัมพูชา หากได้มีการเจรจา

ทราบว่าคุณกษิตเดินทางไปพนมเปญ 6 ครั้ง ใน 6 เดือนที่ผ่านมา แต่กลับไม่เคยมีข่าวว่ามียุทธศาสตร์อะไรในส่วนที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติเหนือเทือกเขาพนมดงรัก ที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย
ไม่เคยมีข่าวว่าจะทำอย่างไรกับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา 2544, 2551 หรือบันทึกช่วยจำ 2543, 2551 แม้แต่ฉบับเดียว
ในขณะที่คุณเตชมีการเจรจาวิภาคีกับนายฮอนัมฮงถึงสองครั้ง (ที่เสียมเรียบและชะอำ) ภายในไม่ถึง 40 วันระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

วันนี้คุณกษิต ภิรมย์ ต้องรับวาระแห่งชาตินี้ไปใส่บ่า และต้องเชิญผู้ที่มีประสบการณ์เอย่างท่านอดีตทูตสุรพงษ์ ชัยนาม หรือท่าน สมปอง สุจริตกุลมาร่วมปรึกษาหารือดวนที่สุด
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:39 pm

7/5/2009 10:57 AM
ไม่อยากเทียบดีกรีความใส่ใจในการปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติ ความลึกซึ้งใส่ใจในการเข้าถึงปัญหา ระหว่างฮุนเซนกับผู้นำของเราโดยเฉลี่ย ที่ต่างกันลิบลับ
เทพเทือกไม่ตระหนักในจุดอ่อนของตัวเอง แล้วยังดันไปพบฮุนเซนให้เขาหยันเมืองไทยที่ส่งคนไม่ประสามาเจรจาความเมือง ก็ไม่ทราบว่านายกฯอภิสิทธิ์ปล่อยไปได้ยังไง
แล้วเป็นไง แค่คล้อยหลังกลับยังไม่ทันเคี้ยวหมากแหลก ฮุนเซนก็สำทับตามมาว่า อยากรบก็เชิญเตรียมรับความสูญเสียแบบสูญกองกำลังเปล่าไม่ต่ำกว่า 30,000 นาย เห็นฤทธิ์ฮุนเซนหรือยัง

อย่างไรก็ตาม ถ้าวันนี้เรายังปล่อยให้เวลาผ่านไปทั้งปี แบบที่กระทรวงการต่างประเทศไม่กล้าแตะปัญหาที่ซุกอยู่ในแถลงการณ์ร่วม ลว. 18 มิถุนายน 2551 หลังจากพรรคฝ่ายค้านเปิดประเด็นในคราวอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครกลางปีกลาย กัมพูชาก็จะขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวสำเร็จพร้อมะเฉือนดินแดนไทยไป 2 หมื่นกว่าไร่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ทันที จากนั้น แถลงการณ์ร่วมลงวันที่18/6/2544 จะแผลงฤทธิ์ต่อ 1.8 ล้านไร่แถวอุบล สุรินทร์ และอีกต่อคือเกาะกูดรวมพื้นที่โดยรอบราว 1.7 ตร.กม. ก็จะเสียต่อเนื่อง เพราะในนั้นจะผนวก “มรดกโลกเชิงธรรมชาติ”

แม้จะให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวไปก่อน ผมก็ไม่คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด ผมเห็นว่าต้องลงมานั่งคุยกันแบบหงายไพ่ในมือของแต่ละฝ่ายให้หมด ไม่ว่าแถลงการณ์ร่วม และบันทึกความจำที่ไม่เคยตอบเราเกือบสิบปีก็ตอบมาซะ คุยกันกับกัมพูชาเท่านั้น ยูเนสโกไม่ต้องเข้ามา ถึงเวลาเมื่อไหร่รู้เอง ยังไม่ต้องมีฝ่ายใดฟ้องศาลโลก เพราะมีทางออกที่ดีกว่า ไม่มีจะมานั่งคุยกันทำไม
เป็นการหาทางออกร่วมกันในทุกเรื่องก่อนถึง deadline เดือน 2/2553 แยกทางออกเป็น priority ส่วนผลประโยชน์ร่วมกันเป็นขั้นตอนต่อไป อย่าคิดแบบไอ้เหลี่ยมที่เอาผลประโยชน์มาก่อน แล้วให้ประเทศชาติต้องจ่าย แล้วมันเองนั่นแหละที่บอกเสร็จสรรพว่าจะมีรายการใดบ้าง
เมื่อปี 2544 เหลี่ยมแบ่งเขตประเทศไว้ในแถลงการณ์ร่วมโดยไม่ต้องปักปันก่อนได้อย่างไร และพูดถึงสันปันน้ำหรือเปล่า เอามาดูดิ
พอถึงปี 2551 แมร่งบอก(ผ่านนพดล)ให้รองนายกฯกัมพูชาวาดแผนที่เอาตามใจชอบ
วันนี้เว็บไซต์ของยูเนสโกระบุขนาดพื้นที่ซึ่งไทยเสียไปอย่างไม่เป็นทางการแล้ว 2 หมื่นไร่ เพียงแค่นี้ผมก็ว่ารัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้แล้วครับ

ก่อนจะรบกันขอให้ตรงนี้มันกระจ่างออกมาก่อน

ในมิติที่จะได้ผลประโยชน์ร่วมกันที่มันดูยากก็เพราะเหลี่ยมมันป้อนอ้อยข้าวปากช้างลึกเลยกระเดือกไปจนใกล้จะได้เวลาถ่ายออกอยู่แล้ว
มันใช้เนติบริการฝ่ายต่างประเทศกับกรมแผนที่ทหารจัดทำแถลงการณ์ร่วม บันทึกช่วยจำ รวมทั้งแผนที่เส็งเคร็งทำกันเป็นทีม โจทย์วันนี้จึงยากถึงขนาดคุณเตชทำได้แค่ดึง ไม่กล้าดัน
แต่คุณกษิตก็ต้องไม่คิดว่าการทูตเหมือนบัญญัติไตรยางศ์ ต้องกล้าๆหน่อย แค่ท่องคาถาว่าเขมรไม่ใช่พ่อ แล้วเอาหลักฐานข้อมูลมาสู้กันบนโต๊ะเจรจาทวิภาคี

อุตส่าห์ไปดูถึงหลักเขตที่ 73 บ้านหาดเล็ก เมืองตราด ท่องเส้นทางหมายเลข 48 ผ่านเกาะกงมา ก็น่าจะรู้ทางหนีทีไล่แล้ว
รออะไรอยู่อีกเล่าครับ

เรื่องที่ทางโน้นจะโวยไปถึง SC-UN หรือ Asean นั้น เขาไม่รับเรื่องให้ปวดหัวหรอกครับ อย่าไปวิตก
ฮอนัมฮง อาจยังไม่เคยเจอคนกล้าจากสยามก็ได้ จึงยุนายมันให้กร่างไม่เลิก
ให้มันรู้ไปว่าการทูตล้มเหลว ถึงตอนนั้นค่อยเลุยได้สะดวกใจหน่อย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews ... 8&#Comment
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:48 pm

(ต่อครับ)มูลเหตุสำคัญที่จูงใจให้ผู้นำกัมพูชาได้ใจทำข้อเสนอ (Nomination File) ลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกต่อยูเนสโก มาจากการสนับสนุนอย่างมีวาระซ่อนเร้นของอดีตนายกฯทักษิณ เมื่อปลายปี 2548 ว่า อุปสรรคที่กัมพูชาเคยไม่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre--WHC) ที่ปารีสหลังจากเพียรขอขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2534 จะหมดไป
แล้วเมื่อเป็นวาระซ่อนเร้น ข้อแลกเปลี่ยนก็ย่อมมิใช่วิสัยที่อดีตผู้นำไทยคนนี้จะเห็นแก่ประเทศชาติ ส่วนจะเป็นอะไร อาจจะเร็วเกินไปที่จะเอ่ยถึง แต่คงไม่พ้นการสวมรอยพื้นที่รอยต่อที่ทับซ้อนกันของเขตแดนระหว่างสองประเทศ อาจจะเป็นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ให้กัมพูชารวมเข้าอยู่ในสถานะเป็นมรดกโลกเบ็ดเสร็จ หรือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยต่อจากหลักเขตที่ 73 ว่าจะปรับเพื่อสะดวกในการแบ่งปันทรัพยากรให้ลงตัวอย่างไร

เมื่อยูเนสโกรับข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนที่ระบุว่าเป็น “The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” เมื่อต้นปี 2549 ผู้นำของทั้งสองประเทศก็ไม่คาดว่าจะเกิดการยึดอำนาจ เอกสารที่จะแสดงว่ารัฐไทยให้การสนับสนุนกัมพูชาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่นิวซีแลนด์ครั้งที่ 31 เมื่อกลางปี 2550 มิอาจพิจารณาลงมติให้ขึ้นทะเบียนได้ แต่ให้เลื่อนไปพิจารณาในปีต่อไปเนื่องจากเห็นด้วยกับรายงานขององค์กรประเมินคุณค่าแหล่งโบราณคดี “ ICOMOS” ว่า The Sacared Site…เข้าเกณฑ์เป็นมรดกโลกได้ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ และมีสิ่งปรกหักพังที่กระจายอยู่รอบตัวประสาทและตัวปราสาทเองเป็นหลักฐาน แปลว่าหากขาดชิ้นว่วนทางประวัติศาสตร์ใด เช่น สถูปคู่ บรรณาลัย สระตราว ฯลฯ ด้านตะวันตกของตัวปราสาทก็จะมารวมให้เป็นมรดกโลกไม่ได้ ก็เผอิญส่วนที่กล่าวถึงนั้นอยู่ในเขตแดนไทย ปัญหาเก่าของกัมพูชาจึงเวียนมาเป็นฝันร้ายอีกจนได้ ผู้แทนไทยที่เข้าประชุมมรดกโลกเมื่อกลางปี 2550 จึงยังคงยึดถือ “วาระแห่งชาติ” ของรัฐบาลก่อนๆที่ไม่ให้การสนับสนุนกัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามลำพัง เนื่องจากเกรงว่าจะมากระทบพื้นที่ทับซ้อนที่ยังคาราคาซังกันอยู่หลังจากศาลโลกตัดสินให้กัมพูชาครอบครองปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505

เรื่องมันควรจบ ถ้ายูเนสโก

1. ไม่ร่วมมือกับกัมพูชาทุรังต่อโดยทำการ ลักไก่” คณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ให้ลงมติสวนทางมติเดิมในกลางปี 2550 ที่นิวซีแลนด์
กำเนิขบวนการลักไก่

1. เดือนกันยายน 2550 ยูเนสโกเรียกบริษัทรับเหมาก่อสร้างปฎิสังขรณ์โบราณสถานแห่งหนึ่งในยุโรปชื่อ ANPV มาอุปโลกน์เป็น”Public Institution” แล้วให้กัมพูชารับไปสำรวจพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกซ้ำ “ICOMOS” ที่สำรวจและรายงานคณะกรรมการมรดกโลกไปแล้วเมื่อปี 2550 “ธง” ของ ANPV ที่รับมาคือต้องแสดงให้เห็นว่าเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารก็เป็นมรดกโลกได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดที่มาจากเงื่อนไขการไม่สนับสนุนจากรัฐไทยนั่นเอง แน่นอนว่า การนำ ANPV เข้ามาก็เป็นเรื่อง “กันเหนียว” ก็ใครจะคาดล่วงหน้าว่าไม่จำเป็นเพราะทักษิณเตรียมรัฐบาลนอมินีให้เข้ามาช่วยกัมพูชาแก้ไขปัญหาจาด “active support” จากไทยได้อยู่แล้วก่อนที่คณะกรรมการมรดกโลกจะประชุมครั้งต่อไปในเดือนกรกฏคม 2551

2. หลังจากนายนภดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศขณะนั้นเดินทางกลับจากปารีสเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2551 นายสมัครออกอาการ “กร่าง” มากกว่าปกติว่า การขอชึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาไม่ทำให้ดินแดนไทยถูกตัดไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียวบ้าง กัมพูชาขอยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นบ้าง ศาลโลกยกปราสาทให้เป็นของกัมพูชามาเกือบ 50 ปีแล้วบ้าง นายสมัครพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องเพราะรู้ว่าในเดือนถัดมาจะมีงานเข้าเนื่องจากฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไว้วางใจรัฐบาลซึ่งไม่พ้นเรื่องปราสาทพระวิหาร แต่ทำไมนายสมัครร้อนตัวก็ต้องดูบทบาทของนายนพดลตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคมที่ศูนย์มรดกโลก ที่ปารีส

3. ที่นั่น ตามข้อ 2 นางฟรังซัวส์ ริเวียเร่ ผู้ช่วย ผอ. สำนักงาน (คนที่คุ้นกับ ANPV) รองนายกฯซกอันของกัมพูชา และนายนภดล ร่วมลงนามในข้อตกลงชั่วคราว จะเรียกว่าเป็น Joint Decoration ก็ได้ว่า นายซกอันจะเป็นผู้เตรียมแถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) และวาดแผนที่ประกอบแผนอนุรักษ์และแสดงพื้นที่การบริหารจัดการมรดกโลก ซึ่งต่อไปนี้จะเปลี่ยนจาก The Sacred Site ให้เหลือเพียง WThe Temple of Preah Vihear” เพื่อลงนามกันอีกทีว่าไทยให้การสนับสนุนกัมพูชาเต็มที่ในการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้ และให้ “dirty work” ของ 3 คนที่คิดคดอัปยศนี้ เสร็จก่อนกำหนดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก (2-7 กรกฎาคม 2551)

4. แผนที่นั้นวาดเสร็จเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2551 อย่างสุกเอาเผากิน แสดงพื้นที่ด้านเหนือตัวปราสาทซึ่งกินพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และด้านตะวันตกซึ่งน่ากลัวว่าจะกินแดนมาถึงปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควายที่สุรินทร์ สนองใจความในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่ร่างเสร็จสมกัน เอกสารทั้งสองฉบับส่งมาเข้าที่ประชุม ครม.ของนายสมัครเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 และผ่านการรับรองจากคณะรัฐมนตรีหน้าโง่ไปเรียบร้อยในวันนั้น

5. วันรุ่งขึ้น นายนภดล ลงนามในแถลงการณ์และรับรองแผนที่ปกปิดมิให้รัฐสภารับทราบว่าไปงุบงิบเจรจาตกลงเรื่องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดินแดนของประเทศกับใครมา นางฟรังซัวส์เจ้าเก่า ยัดไส้เข้าวาระการประชุมที่เมืองกีเบก คานาดาทันวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 !!

6. ขบวนการที่มี 3 คนเป็นหนังหน้าไฟสามารถกดดันคณะกรรมการมรดกโลกยูเนสโกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ให้ลงมติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้ เมื่อกรรมการจาก 21 ประเทศต้องจำนนต่อถ้อยคำสั้นๆว่าประเทศไทยให้ “active support” ในสำเนาแถลงการณ์ร่วม ลว. 18 มิถุนายน 2551 ท่ามกลางกระแสข่าวที่แพร่ไปทั่วโลกว่าชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียด มีคนไทย 3 คนรุกล้ำเข้าไปในเขตกัมพูชาตรงบริเวณปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 5 กรกฏคม 2551


เมื่อครั้งที่นายกฯอภิสิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสมัครปีที่แล้ว มีประเด็นว่า รัฐบาลขณะนั้นกำลังปล่อยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และจะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนนับหมื่นไร่ นอกเหนือจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6. ตร.กม.ด้านตะวันตกของตัวปราสาทที่ทั้งสองประเทศตกลงกันมาเกือบ 50 ปีให้เป็น “no man’s land”
ช่วงนั้น นักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่นำโดยสมศักดิ์ เจียม ชาญวิทย์ ธงชัย ฯลฯ ต่างออกมาประณามฝ่ายค้าน (รวมพันธมิตร) ว่าคลั่งชาติ นายสมัครได้ใจพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า กัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ทั้งๆที่ตนเองก็รู้ว่าไม่จริง เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมและแผนที่แนบท้ายลงวันที่ 8 มิถุนายน 2551 ได้ผ่านตา ครม. ไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 และเห็นๆอยู่ว่า หากปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไทยยิ่งจะต้องเสียดินแดนมากกว่าขนาดของพื้นที่ทับซ้อนอาจมากกว่า 10 เท่า หรือนับหมื่นไร่ หนักหนาสาหัสเข้าไปอีก
การอภิปรายครั้งนั้น ดำเนินไปพร้อมกับการนับถอยหลังวันที่คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกที่กำลังประชุมตัดสินที่คานาดา และแล้ว ผลการพิจารณาก็ออกมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้โดยลำพัง แม้จะมีปัญหาการครอบครองพื้นที่รอบปราสาทมาตั้งแต่ปี 1962
โดยทางไทยต้องยอมรับแผนอนุรักษ์ซึ่งต้องใช้พื้นที่บริหารจัดการทางทิศตะวันตกและเหนือของตัวปราสาทให้เสร็จสิ้นเป็นขั้นตอน 1 กุมภาพันธ์ 2552 และ 2553
ในอีกไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกจะมีการประชุมใหญ่ประจำปีที่สเปน มีวาระฟังรายงานความคืบหน้าจากกัมพูชาว่า มี “พื้นที่บริหารจัดการ” ปราสาทพระวิหารในฐานะเป็นมรดกโลกขั้นตอนปี 2552

นายกฯอภิสิทธิเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เอ่ยปากถามนายกฯกัมพูชาว่า ควรชะลอการพัฒนาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารเพื่อการบริหารมรดกโลก ในขณะที่ทั้งสองประเทศยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับปัญหาปักปันเขตแดน

เมื่อวาน นายสุวิทย์ คุณกิตติ เดินทางไปพบประธานคระกรรมการมรดกโลกที่สเปน เข้าใจว่าเพื่อเน้นย้ำท่าทีของนายกฯอภิสิทธิ์ระหว่างพบปะกับผู้นำกัมพูชาล่าสุด แต่น่ากลัวว่านายสุวิทย์ในฐานัรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรแห่งชาติน่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นวนอุทยานเขาพระวิหารที่อยู่ทางเหนือไม่ไกลจากตัวปราสาทบนเทือกเขาพนมดงรัก และคงเป็นเรื่องลึกเกินกว่าจะประเมินได้ขณะนี้ นายสุวิทย์อาจเสนอทางออกขอเป็น “เจ้าของมรดกโลก” แต่นั่นก็ต้องจัดการกับปัญหาปักปันเขตแดนให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเหลื่อมกันระหว่างดินแดนมรดกโลกกับดินแดนที่สองประเทศปลอดปัญหาข้อพิพาทแล้ว
Last edited by อารยา on Thu Sep 03, 2009 11:33 am, edited 2 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 1:58 pm

นายสุวิทย์คงกำลังเดินทางกลับจากการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศครั้งที่ 33 ที่สเปนระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2552 ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ซึ่งตามระเบียบผู้สังเกตการณ์ในการประชุมนี้จะไม่มีสิทธิ์ขอพูดจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย และอย่างที่นายนพดลเคยได้รับอนุญาตให้พูดได้ 1 นาทีเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่เมืองกีเบค แคนาดาในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 (ครั้งนั้นนายปองพลไปร่วมประชุมในฐานะประธานกรรมการมรดกโลกไทย ไม่มีปัญหาข้อจำกัดในการเสนอความเห็น เพราะถือว่าเป็นผู้แทนไทย ไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์อย่างนายนพดล)

ในกรณีของนายสุวิทย์คงมีคำอธิบายแบบเดียวกับนายนพดลปีที่แล้ว
แต่ทำไมถึงต้องเป็นนายสุวิทย์ ซึ่งไปยุโรปในขณะที่นายสุเทพไปพบฮุนเซน
นายกฯอภิสิทธิ์เท่านั้นที่มีอำนาจสั่งการให้เป็นอย่างนั้น ก็ไม่ว่ากัน แต่ผลออกมาสิครับ มันเหลวทั้งคู่ ในกรณีเทพเทือกเราทราบแล้วว่าพอกลับมาถึงกรุงเทพฯตดยังไม่ทันหายเหม็น ฮุนเซนก็ประกาศว่าพร้อมจะรบกับไทยทุกเมื่อ

สำหรับนายสุวิทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปประท้วงยูเนสโกที่ไปรับรองการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 นั้น อารยาจำได้ว่ามีรายงานจากสื่อเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า นายสุวิทย์ล้มเหลวแบบหมดรูป “รอไปประท้วงปีหน้าที่บราซิลก็ได้” นั่นคือวลีที่บอกว่าคว้าน้ำเหลวอย่างสิ้นเชิง เกิดอะไรขึ้นในที่ประชุม ทั้งๆที่นายสุวิทย์มีเวลาอีกตั้ง 3 วัน เหตุไรจึงทราบผลก่อนก่อนยากจะเดา

นายกฯอภิสิทธิ์พูดแทนนายสุวิทย์เมื่อวาน(2 กรกฎาคม 2552) ว่า
“รายงานของกัมพูชาที่ส่งไปให้คณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเดือน เม.ย. (2552)นั้น ไทยยังไม่เห็นเลย และไม่สามารถมั่นใจว่าจะไม่กระทบกระเทือนไทย จึงบอกไปว่ายังไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการ คณะกรรมการมรดกโลกจึงเลื่อนการพิจารณาไปในเดือน ก.พ.2553 ฉะนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน”(http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000074949)

นายกฯอภิสิทธิ์น่าจะทราบว่า กำหนดการเดือน ก.พ. 2553 ที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551เป็นเรื่องที่ ICC (WH International Coordinating Countries หรือปีกลายแว่วเข้าหูบ้างในชื่อของ “คณะกรรมการ 7 ชาติ”) จะทำหน้าที่แทนยูเนสโกรับมอบพื้นที่บริหารจัดการมรดกโลกขั้นตอนสุดท้าย จากนั้นจะมีการรับรองในเดือนมิถุนายน 2553 (ที่บราซิล) นั่นแปลว่า หลังจากเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ไทยทำได้อย่างเดียวคือ “สงคราม” อย่างดีก็ทำแผ่นเสียงตกร่องเข้าหูคนไทยว่า “รายงานของกัมพูชาที่ส่งไปให้คณะกรรมการมรดกโลกเมื่อเดือน เม.ย. นั้น ไทยยังไม่เห็นเลย”!!!

ก่อนถึงวันนั้น หรืออีก 6 เดือน รัฐบาลต้องใส่ใจเรื่องนี้มากกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา 10 เท่า
มีประเด็นที่รัฐบาลหมดเวลาแสร้งโง่ ดังนี้
1. รายงานเดือนเมษายน 2552 ที่นายกฯอภิสิทธิ์เอ่ยถึง เชื่อว่านายสุวิทย์ขณะอยู่ที่สเปนก็ไม่ได้เห็นเช่นกัน แต่นั่นก็คือรายงานผลความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับคณะกรรมการ “ICC” ซึ่งยูเนสโกตั้งขึ้นเฉพาะกิจจากชื่อเดิม ANPV=The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site
[French: Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear].. ที่เป็นบริษัทรับจ้างบูรณะโบราณสถานข้ามชาติในยุโรป หาใช่มือโปร อย่างองค์กร ICOMOS ที่ยูเนสโกใช้ประเมินปราสาทพระวิหารไปเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2549 แต่ยูเนสโกกลับมาแนะนำให้กัมพูชาจ้างมาประเมินซ้ำเมื่อเดือนกันยายน 2550

2. ยังไม่ปรากฏว่าถึงบัดนี้ ICC ได้มีการหารือรายละเอียดใดๆกับคณะกรรมการมรดกโลกของไทย ข้อมูลในเว็บไซต์ก็ไม่แจ้งว่านายปองพลซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นประธานเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ยังคงดำรงตำแหน่งนั้นหรือมีการเปลี่ยนแปลง เป็นไปได้ว่าที่นายสุวิทย์ไปประชุมที่สเปนในฐานะผู้สังเกตการณ์นั้น เพราะมิได้มีสถานะอันใดในคณะกรรมการมรดกโลกของไทย (ซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) สรุปว่าลึกลับทั้ง ICC และคณะกรรมการมรดกโลกไทยลึกลับทั้งคู่

3. เมื่อนายสุวิทย์ได้รับคำตอบจากยูเนสโกว่าให้รอปีหน้า แถลงการณ์ร่วมระบุว่าเป็นวาระที่จะตัดสินขั้นสุดท้ายในการขึ้นทะเบียนตามข้อเสนอของกัมพูชา ซึ่งคาดหมายได้ว่าการประท้วงที่นายสุวิทย์ให้สัมภาษณ์ที่สเปนเมื่อวันที่ 27 ว่าจะรอไปประท้วงการประชุมคณะกรรมการชุดนี้ ครั้งที่ 34 ที่บราซิล จะคว้าน้ำเหลว ไม่มีสิทธิ์แถลงถึงเหตุผลเนื่องจากเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ดังที่ประจักษ์แล้วในการประชุมที่สเปนนี้

4. การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกกลางปีหน้าที่บราซิลจึงคงรับทราบรายงานสรุปผลการผลการรับมอบพื้นที่บริหารจัดการขั้นสุดท้ายจากกัมพูชา ส่วนจะรายงานว่าไทยร่วมมือหรือไม่อย่างไรกับคณะกรรมการ ICC ตามกำหนดประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ผู้แทนจากไทยที่จะเข้าสังเกตการณ์การประชุมคงกลับมารายงานว่าไม่เคยเห็นรายงานของกัมพูชาเหมือนเดิม

ทั้งสี่ประเด็นที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นปัญหาที่นับวันจะทำให้ไทยถูกโดดเดี่ยวและกดดันมากขึ้น ลงท้ายก็จะกลายเป็นคดีปิดปาก พูดไม่ออกของไทยเหมือนที่เคยพบในปี 2505 กรณีศาลโลกตัดสินเป็นประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมเป็นที่ทราบกันดีว่า มูลเหตุเกิดจากแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิถุนายน 2551 และ “แผนที่ใหม่” ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2551 ที่ที่มีขึ้นในรัฐบาลสมัครโดยนายนพดลตกลงให้ฝ่ายกัมพูชาบรรจุสาระและเงื่อนไขทุกประการโดยมีบันทึกช่วยจำลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ระบุว่าจะไม่มีการแก้ไขถ้อยคำเมื่อทั้ง 3 ฝ่าย (ยูเนสโก กัมพูชา และไทย) ลงนามรับรอง และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผนอุบาทว์นั้น

ไทยหมดเวลาทำเมินสาระสำคัญในแถลงการณ์ร่วม และเอกสารที่ไทยเสียเปรียบ เพราะภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 พื้นที่นี้จะถูกเฉือนหลุดไปจากดินแดนไทยทันที แล้วจากนั้นอีก 1.8 ล้านไร่แถวอุบล สุรินทร์ รวมกับพื้นที่ทางทะเลราว 1.7 หมื่น ตร.กม. ซึ่งจะรวมเกาะกูดไปด้วย ภายใต้แถลงการณ์ร่วมอีกฉบับ ลงวันที่18/6/2544 ที่เพิ่งเปิดเผย วันนี้ เว็บไซต์ของยูเนสโกระบุว่า นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 ปราสาทพระวิหารมีพื้นที่เกือบ 3 พันไร่ได้รับการจัดสรรให้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกไปแล้ว

รัฐบาลไทยอยู่เฉยไม่ได้แล้ว จึงขอเสนอแนะว่า ให้มีการเจรจาระหว่างไทย-กัมพูชา เพื่อสังคายนาแถลงการณ์ร่วม หรือที่เป็นบันทึกช่วยจำที่เกี่ยวกับเขตแบ่งประเทศ โดยเฉพาะที่มีเงื่อนงำแบ่งปันกันระหว่างผู้นำที่ไม่ผ่าน JBC บางเรื่องที่กัมพูชาได้รับการประท้วงแต่ยังไม่เคยตอบ บางกรณีเกือบสิบปีก็ต้องยกยอดมาถามไถ่กัน ยกตัวอย่าง ที่มีกรณีแบ่งเขตประเทศกันระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายโดยไม่ผ่านขั้นตอนของ JBC เป็นแบบที่เหลี่ยมเอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ใช้เนติบริการฝ่ายต่างประเทศกับกรมแผนที่ทหารจัดทำแถลงการณ์ร่วม บันทึกช่วยจำ รวมทั้งแผนที่เส็งเคร็งทำกันเป็นทีม
หรือนายนภดลยกให้รองนายกฯกัมพูชาร่างแถลงการณ์ร่วมและวาด”แผนที่ใหม่” ตามลำพัง
ส่วนเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของชาติทั้งสอง ควรได้มีการเจรจาไปพร้อมกัน

ด่วนที่สุดที่ฝ่ายไทยต้องทำคือ สานต่อเวทีเจรจาในกรอบทวิภาคีเดิมกับกัมพูชา โดยหงายไพ่ในมือของแต่ละฝ่ายให้หมด ยูเนสโกหรือ ICC ที่เป็นนอมินีของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศไม่ต้องเข้ามาร่วมในเวทีนี้ ไม่มีประเด็นที่ฝ่ายใดจะต้องพึ่งศาลโลก เพราะมีทางออกร่วมกันที่ดีกว่า ก่อนถึงกำหนดการส่งมอบพื้นที่ขั้นสุดท้ายในเดือน 2/2553

รัฐบาลต้องทำตรงนี้ให้กระจ่างก่อน แต่ถ้าการเจรจาล้มเหลว ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้มาตรการทางทหาร โจทย์วันนี้จึงค่อนข้างยาก ขนาดคุณเตชทำได้แค่ดึง ๆไว้ทั้งที่เสียมเรียบและชะอำ

คุณกษิตก็ต้องไม่คิดว่าการทูตเหมือนบัญญัติไตรยางศ์ ต้องมีความกล้าหาญ ท่องคาถาว่าเขมรไม่ใช่พ่อ แล้วเอาหลักฐานข้อมูลมาสู้กันบนโต๊ะเจรจา ไม่มีอะไรต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากไหนอีกแล้ว
Last edited by อารยา on Thu Aug 27, 2009 6:19 am, edited 1 time in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Jul 05, 2009 2:10 pm

นายสุวิทย์คงกำลังเดินทางกลับจากการไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศครั้งที่ 33 ที่สเปนระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2552 ในฐานะผู้สังเกตการณ์

ฟันธงว่าไม่ได้พูดอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในที่ประชุมตามระเบียบ ถ้ารอจนถึงวันสุดท้ายหลังจากหมดทุกวาระพิจารณาและลงมติแล้ว ก็อาจโชคดีได้รับอนุญาตให้พูดได้ 1 นาที (ไม่ต่างจากกรณีนายนพดลเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่เมืองกีเบค แคนาดาในการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 ครั้งนั้นนายปองพลไปร่วมประชุมในฐานะประธานกรรมการมรดกโลกไทย เป็นตัวยืนในฐานะผู้แทนไทยสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นก็ต้องรอจนหมดวาระแล้วเช่นกัน)

มีคำถามถึง “ที่มา” คาใจ ทำไมถึงต้องเป็นนายสุวิทย์
อารยาไม่ได้เป็นผู้ติดตามไปสเปนครับ ตอบไม่ได้ ได้แค่สงสัยว่า กรรมการมรดกโลกแห่งประเทศไทยเวลานี้อยู่ที่ไหนเท่านั้นก็มากเกินกว่าจะมีคำตอบแล้วครับ

และข่าวที่ ได้รับมอบหมายให้ไปประท้วงยูเนสโกที่ไปรับรองการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 นั้น น่าเชื่อได้เพียงไร และช่วยไม่ได้ที่ขออนุญาตชี้พิรุธเล็กๆ เมื่อเป็นที่เปิดเผยว่า นายสุวิทย์รายงานข้ามทวีปถึงนายกฯอภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนว่า “ล้มเหลวแบบหมดรูป ต้องรอไปประท้วงปีหน้าที่บราซิล” นายสุวิทย์มีเวลาอีกตั้ง 3 วันก่อนการประชุมจะปิด ไฉนจึงทราบผลการประท้วงของตัวเองล่วงหน้า ก็ขนาดคนไปสังเกตการณ์ปกติเขายังให้นั่งหุบปากรอว่าจะโชคดีได้พูดสักสองสามคำใน “วาระอื่นๆ” ไหม แต่สำหรับคนที่เงื้อง่าตั้งแต่ก่อนออกจากกรุงเทพฯว่าจะไปประท้วงเขา อย่าให้เซ่ด


ข่าวสั้นๆที่นายสุวิทย์ส่งข้ามน้ำข้าทะเลจากสเปนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2552 ว่าตนประท้วงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไม่สำเร็จ จะรอปีหน้าประท้วงใหม่ที่บราซิล ฟังแล้วสังหรณ์ใจว่า เรื่องมรดกโลกปราสาทพระวิหารใกล้ปิดฉากแล้ว เพราะอาจเป็นเรื่องตรงกันข้าม นายสุวิทย์อาจไปทำให้เราเสียดินแดนผ่านกระทรวงทรัพยากรฯที่ตนเองกำกับไปเรียบร้อยแล้วมากกว่า
ก็เป็นไปตามพล๊อตที่ระบุอยู่ในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (18 มิถุนายน 2551)

• นั่นคือ
• 1 “คณะกรรมการ 7 ชาติ ICC” จะมารับมอบพื้นที่กว่าล้านไร่ ประกอบด้วยวนอุทยานเขาพระวิหารและศูนย์คุ้มครองสัตว็ป่าที่อยู่ด้านเหนือของตัวปราสาทพระวิหาร บนเทือกเขาพนมดงรัก ยังไม่นับพื้นที่ในเขตจังหวดอุบลและสุรินทร์ที่อาจถูกลบไปจากแผนที่ประเทศไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ขั้นตอนสุดท้ายก็เพียงให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 34 ในเดือนมิถุนายน 2553 รับทราบ

• 2. จากนั้น “กรรมการ 7 ชาติ ICC” ก็จะลอกคราบมาเป็นเอกชน รับสัมปทานบริหารจัดการมรดกโลกปราสาทพระวิหาร 1 ในนั้นมีไทยรวมอยู่ด้วย ในการบริหารจะแยกเป็น 2 ส่วน ("กรรมการ 7 ชาติมี 2 ส่วน• ส่วนแรกมี เบลเยียม อินเดีย สหรัฐ ฝรั่งเศส ที่คุมอำนาจบริหารจัดการเพราะเป็นหุ้นส่วนหลัก ที่เหลือ จีน ญี่ปุ่น และไทย ถือเป็นฝ่ายปฏิบัติการ รับจ๊อบเมื่องานเข้า ผลงานล่าสุดคือถนนที่บริษัทเซี่ยงไฮ้กรุ๊ปจากจีนที่เข้ามาทำสัญญาก่อสร้างเมื่อกลางเดือนมกราคม 2551 ตัดจากจังหวัดพระวิหารมาจ่อที่พื้นที่ทับซ้อนด้านตะวันตกของตัวปราสาทพระวิหารเรียบร้อยแล้ว

• 3. หลังการประชุมที่บราซิล มิถุนายน 2553 อภิมหาโปรเจกต์ที่จะลงมือต่อเนื่องอยู่ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารบนพนมดงรัก จังหวัดศรีษะเกษ พื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ในจังหวัดสุรินทร์ บางส่วนในจังหวัดอุบล รวมแล้วกว่าล้านไร่ใน 7 พื้นที่ ทั้งหมด

• นายสุวิทย์มาสเปนครั้งนี้แม้จะเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก แต่กับคณะกรรมการ 7 ชาติคงมีหลายโครงการที่คงต้องรับมาทำไม่น้อย้

• ทบทวนเบื้องหลังการขอขึ้นทะเบียนกรณีปราสาทพระวิหารกันเล็กน้อยนะครับ

• 1. ในคราวประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 กลางปี 2550) ที่นิวซีแลนด์ ICOMOS (สั้นๆคือสถาบันประเมินคุณค่าและกำหนดมาตรฐานมรดกโลกประจำยูเนสโก) ได้ทำการประเมินปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาเสนอขอขึ้นทะเบียนเมื่อเดือนมกราคม 2549 อย่างรอบคอบทั้งปี 2549 ว่าสามารถเป็นมรดกโลกได้ แต่ต้องไม่ขาดองค์ประกอบ 3 ใน 6 ข้อ (Criteria) ตามเกณฑ์และมาตรฐานทั่วไปของยูเนสโก

• 2. หลังจากข้อเสนอของกัมพูชาตกไปที่นิวซีแลนด์ปี 50 เพราะฝ่ายไทยไม่สนับสนุนด้วยหลายเหตุผล ที่สำคัญคือ เกรงว่าจะกระทบต่อพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ด้านตะวันตกของตัวปราสาทซึ่งฝ่ายไทยยังสงวนสิทธิ์ครอบครอง ในเดือนกันยายน 2550 นางฟรังซัวส์ ผู้ช่วย ผอ. ศูนย์มรดกโลกของ ยูเนสโก ได้แนะนำนายซกอันว่า เพื่อให้ฝ่ายไทยสนับสนุนข้อเสนอของกัมพูชา ทางกัมพูชาควรปรับแนวการขอจดทะเบียนมรดกโลกเป็นเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น

• 2.1 ในการนี้ เธอแนะนำว่าทางกัมพูชาควรจ้างบริษัทรับเหมาบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานชื่อ ANPV=The National Authority for the Protection and Development of the Preah Vihear Natural and Cultural Site
[French: Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear]. มาทำการ “ฟอก” ข้อแนะนำเดิมของ ICOMOS
• 2.2 เดือนมกราคม 2551 ANPV ทำสำเร็จพร้อมข้อแนะนำที่ลวงโลกว่า ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกที่วิจิตรงดงามได้โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบ อาทิ สระตราว วิหารคู่ ฯลฯ ครบตามที่ ICOMOS ระบุไว้ก่อนหน้านั้น

• 3. นางฟรังซัวส์นำรายงานผลการประเมินลวงโลกโดย ANPV เข้าวาระการประชุมกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่จะมีขึ้นในกลางปี 2551 ที่แคนาดา …

4. ในระหว่างนั้น นางได้เชิญ นายนภดล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศไทยขณะนั้น และนายซกอัน รองนายกฯกัมพูชา มาลงนามในบันทึกช่วยจำ ลว. 22 พฤษภาคม 2551 โดยมีสาระสำคัญว่า ทั้งสามตกลงให้ฝ่ายกัมพูชาเขียน “แผนที่ใหม่” และร่างแถลงการณ์ร่วมในการกำหนดพื้นที่มรดกโลกตามลำพัง โดยจะไม่มีการแก้ไขใดๆก่อนลงนาม

• 5. ได้ผลเกินคาด นายสมัคร หัวหน้ารัฐบาลนอมินีทักษิณพูดชวนเชื่อซ้ำซากในช่วงที่มีการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 32 กลางปี 2551 ที่แคนาดาว่า “กัมพูชาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ศาลโลกก็ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาไปตั้งแต่ 40 กว่าปีแล้ว ไทยไม่สูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” และนั่นคือความสำเร็จของกัมพูชาในปี 2551 ที่มีนายสมัครเป็นไส้ศึก

6 ปี 2552 นายสุวิทย์ สานต่อที่สเปน

รัฐบาลอภิสิทธิ์จะหยุดขบวนการปล้นชาติก่อนถึงการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 34 ืั้บราซิลในกลางปี 2553 ได้หรือไม่ ?????????
Last edited by อารยา on Thu Sep 03, 2009 2:52 pm, edited 5 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

PreviousNext

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests