by อารยา on Thu May 29, 2008 2:04 pm
ผมระลึกชาติได้แล้วครับว่าทำไมวันนั้น จู่ๆก็ถามเรื่องเพลงกับคุณเพลง
(ซึ่งถือว่าเป็นโชคดี ทำให้ผมเข้าใจเพลงได้มากขึ้นโขทีเดียว)
ข้างล่างนี้เป็นพยานว่า ครั้งหนึ่งผมเคยถามเจ๊เบียบผ่านมติชนเรื่องทำนองนี้มาก่อน แล้วจำไม่ได้
ก็มันผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว เพิ่งไปเจอเข้าครับ!
[align=center]เพลง กับ(กระทรวง)วัฒนธรรม[/align]
สื่อต่างๆเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2546 นำเสนอข่าวเหมือนนัดกันว่า กระทรวงวัฒนธรรมสั่งกรมประชาสัมพันธ์ให้ “แบน” การออกอากาศ 18 เพลงไทย อาทิ “รู้รู้อยู่” “ชู้ทางใจ” “ฉันรักผัวเขา” “บ่ย่านบาป”ฯลฯ อ้างว่าต่างมีเนื้อร้องยั่วยุให้คนประพฤติเสื่อมเสียศีลธรรม ประมาณว่าถ้าผู้หญิงอกหักได้ยินเพลง “ฉันรักผัวเขา” หรือ “ส่วนเกิน” อาจคิดว้าวุ่นใจ ไม่รู้จะตัดสินใจไปเป็นเมียน้อยหรือฆ่าตัวตายดี
ทั้งวันมีการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อออนไลน์ว่ากระทรวงฯคงเพี้ยนไปแล้ว
ตกค่ำปลัดกระทรวงวัฒนธรรมออกมาลดอุณหภูมิความเพี้ยน โดยชี้แจงผ่านสื่อว่า
มีเพียง 2-3 เพลงเท่านั้นที่ถูกห้ามออกอากาศ นอกนั้น ไม่ถือว่าเนื้อร้องน่าเกลียดมากมายอะไร
ปฐมเหตุของข่าวมาจาก ส.ว. ขอนแก่น คุณระเบียบรัตน์ ที่เข้าไปขอให้หน่วยงาน
ในกระทรวงวัฒนธรรมทำการตรวจสอบเนื้อเพลงที่แต่งโดยคุณอัศนีย์
จากนั้นก็ถือโอกาสกวาดอีกสิบกว่าเพลงเข้าข่ายฟังไม่ได้
ไม่เว้นบางเพลงของคุณน้าศิลปินแห่งชาติสุเทพ วงค์คำแหง
ของคุณวินัย พันธุรักษ์ และของคุณสินใจ หงษ์ไทย
คำถามคือ ท่าน ส.ว. ระเบียบจัด เอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการจัดระเบียบเรื่องนี้
เพลงทำนองป๊อป ร๊อค หรือพื้นบ้าน และเนื้อร้องที่หนีไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆ เป็นเรื่องผิดปกติ ?
และทำให้เกิดการแพร่ระบาดทางอารมณ์ชั่วร้าย สร้างพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางสังคม กระนั้นหรือ ?
แน่นอนครับ เพลงที่ดีที่สุดจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดทางอารมณ์ได้มากที่สุด
แต่ควรแยกว่า เพลงมาร์ชสร้างความรู้สึกรักชาติ แต่เพลงป๊อป ริอค ฯลฯ ก็สร้างความรักในมนุษยชาติ
และมีความสลักสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
ทำนอง เนื้อร้องของเพลงป๊อปอาจหล่อหลอม หรือเชื่อมวิถีชีวิตของคนในสังคม
ที่เคยแตกต่างกันให้มีการปรับปรน กลมกลืนเข้าด้วยกันได้
เพลงของเอลวิส เพลสลี่ย์ ตั้งแต่ชุด “คิง เคลโอลด์” ในปลายยุค 1950’s กลายเป็นปรากฏการณ์ผูกใจคนขาวกับคนดำให้รู้สึกเป็นเพื่อนกันมากกว่าแต่ก่อน
ยิ่งเนื้อร้องเพิ่มความ “อีโรติก” มากขึ้น ก็ยิ่งสลายความแปลกแยกในระดับสังคมได้ดีขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างเพลง “เราจะทำรักกัน” (We Will Make Love); “ฉันต้องการคุณ ฉันขาดคุณไม่ได้ ฉันรักคุณ” (I Want You, I Need You, I Love you)
ตัวอย่างคำร้อง: “เบียดฉันชิดๆ กอดฉันแน่นๆ ให้ฉันรู้สึกเป็นปลื้มเถิด” (Hold Me Close, Hold Me Tight, Let Me Thrill With Delight...)
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็มิได้เกินเลยไปกว่าเพลงลูกกรุงในยุคสุนทราภรณ์เมื่อ 50 ปีก่อนเท่าไหร่ เช่น เพลง “สวรรค์ค้าง” ที่ร้องโดย “ถนัดศรี” หรือ “กอด” “จูบ” กับ “รอ” ของ พิทยา บุญรัตนพันธ์
การจะมีเพลงร่วมวัย ประเภทเด็กฟังได้ ผู้ใหญ่ฟังดี คงทำไม่ง่าย ยิ่งหากใช้มาตรฐานที่ ส.ว. ขอนแก่น
คุณระเบียบรัตน์ มองว่าเพลง “บัวตูมบัวบาน” สื่อบัวตูมเป็นนมน้องเมีย บัวบานก็คงของเมียคนร้อง
ก็น่าห่วงว่า สักวันหนึ่งเพลงที่ผสมด้วยภาษาท้องถิ่นที่ดงาม ไม่ว่าจะเป็นคำผญา คำเมือง หรือคำแหลงใต้ จะถูกเจ๊จับตอนจนไม่เหลือความงดงามใดๆเป็นแน่
อย่าให้วรรณกรรมในประชาสังคมต้องตกเป็นเหยื่อความไร้สุนทรีย์ของผู้มีอำนาจ และไม่มีความจำเป็นที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งสุนทรียภาพของคนในสังคม
เหมือนไม่รู้ว่าภารกิจที่แท้จริงมีอะไรกันแน่[Edited]
________________________
มติชน
31 ส.ค. 2546