Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ออกแบบปกครองประเทศไทย...

พูดคุย ทักทาย ทำความรู้จัก

ออกแบบปกครองประเทศไทย...

Postby พาสเทล on Sun Oct 07, 2007 12:55 am

ประเทศไทยของเราก็รับเอาระบบประชาธิปไตยแบบสภาผู้แทนมาใช้นานพอประมาณแล้ว

แต่ทุกท่านในที่นี้ก็ตระหนักกันดีอยู่แล้ว ถึงปัญหาการเมืองของไทยที่เรื้อรังมานานแสนนาน :เฮ้อ:

รัฐบาลเรามีมากี่สมัยแล้ว ขี้เกียจไล่นับ แต่น้อยสมัยมากที่คนทั้งเมืองจะได้ถามคำถามว่า "เราจะทำให้พัฒนามากขึ้นอีกได้ยังไงเนี่ย" ตรงกันข้าม โดยมากเราจะได้ถามคำถามประเภท "ทำไมมันบริหารห่วยจัง" "ทำไมมันโกงจัง" "ทำไมมันไม่ทำอะไรเลย" หรือสุดท้าย "ทำยังไงจะไล่มันลงได้" ฮา

และก็อย่างที่ทุกท่านตระหนักกันดี ว่ารากของปัญหาแท้จริงอยู่ที่ประชาชนคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง ปัญหาการไม่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ ส่วนหนึ่งมาจากการขาดค่านิยม ส่วนหนึ่งจากการขาดศึกษา หรือการศึกษาไร้ประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเกิดจากความยากจน การขาดโอกาส


พ่อเฒ่าแม่เฒ่า ทำนาหลังขดหลังแข็ง เกี่ยวข้าวได้มา ส่วนหนึ่งเก็บไว้กิน ส่วนที่เหลือแบ่งเอาไปขาย ได้เงินมานิดหน่อยหลังถูกกดราคา ก็เก็บไว้เสื้อผ้าของใช้จำเป็น วันหนึ่งมีหัวคะแนนมาหาที่บ้าน บอกจะให้เงินห้าร้อยถ้าไปกาเบอร์นี้ พ่อเฒ่าดีใจจะได้เอาเงินไปรักษาฟันที่ปวดมานานเสียที

ตาสีตาสา ทำไรทำสวน ก็ต้องกู้เงินเขามาซื้อปุ๋ยซื้อพันธุ์ สุดท้ายเก็บเกี่ยวเสร็จกลับขายผักผลไม้ไม่ได้ ต้องขายวัวใช้หนี้ วันดีคืนดี มีท่านผู้สมัครสส. มาหาที่บ้าน บอกว่าถ้าเลือกพรรคเขา เขาจะมีโครงการโคฟรี มีเงินหมู่บ้านให้กู้ ตาสีดีใจจะได้มีวัวมาไว้ใช้ไถพรวน ได้เงินกู้มาซื้อมอเตอร์ไซค์ให้ลูกชายที่มันรบเร้า

...

นี่คือความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งก็อย่างที่ทุกท่านในที่นี้รู้กันดีนั่นแหละ

ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเรายังไม่มีการศึกษา การกระจายโอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีพอ เมื่อท้องยังหิว ตัวยังร้อน ก็ยากที่จะสนใจเรื่องอื่นได้

แต่เรากลับเอาระบอบการปกครองของประเทศตะวันตก ซึ่งประชากรของเขามีคุณภาพกว่ามากมาใช้

ผมว่าประชาธิปไตยที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ไม่เหมาะกับบ้านเราเท่าใดนัก เหมือนมีบ้านหลังหนึ่ง มีลูกสามคน ถ้าให้สิทธิทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วให้โหวตการใช้เงินของบ้าน ลูกก็โหวตเอาไปซื้อของเล่นกับไอศครีมหมดแน่นอน

บางคนให้เหตุผลว่า ที่เราใช้ประชาธิปไตยตอนนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นการปกครองที่ดี แต่มันเป็นการปกครองที่ห่วยน้อยที่สุด

จริงเหรอ?

ผมว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นการปกครองที่สัมบูรณ์



คำถามก็คือ เราออกแบบการปกครองที่เหมาะสำหรับบ้านเรา -ประเทศไทย- ได้หรือเปล่า

อาจจะคิดขึ้นมาใหม่ก็ได้ หรือเอาระบอบการปกครองที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลง ต่อเติม ตัดแต่ง ผสมผสาน กันก็ได้ ผมว่าโลกนี้ไม่ได้ตายอยู่แค่ประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ เผด็จการ ราชาธิปไตย

อยากจะทราบความเห็นของทุกท่านครับ ใครมีไอเดียอะไรบ้าง? หรืออะไรบ้างที่ควรเปลี่ยนในการปกครองของไทยตอนนี้?

ในที่นี้เราจะไม่พูดถึงว่า จะเปลี่ยนจากระบอบปัจจุบันเป็นระบอบที่คิดขึ้นมาได้ยังไง ขอให้สมมติว่าเสกเปลี่ยนได้เอาดื้อๆ

และก็ ในที่นี ไม่ได้มีเจตนาจะให้เกิดการรบกันระหว่างค่ายระบอบต่างๆ นะครับ เช่น ถ้ามีใครจะบอกว่า เปลี่ยนไปใช้คอมมิวนิสต์ดีกว่า เป็นต้น อย่างนี้ไม่เอานะครับ :โกรธ: แต่ถ้าจะเสนอไอเดียการปกครองที่คล้ายๆ คอมมิวนิสต์บ้างก็โอเคครับ

หรือถ้าไม่มีไอเดีย ก็ช่วยกันวิเคราะห์ วิจารณ์ หาจุดอ่อน และเสนอแนวทางแก้จุดอ่อนของไอเดียผู้อื่นก็เป็นการสร้างสรรค์มากครับ :จูบ:


แน่นอน ว่าที่มาเสนอแบบนี้นั้น ผมมีไอเดียในดวงใจอยากนำเสนออยู่แล้วบ้าง
แต่จะมาเสนอคนเดียว เดี๋ยวจะไม่หลากหลาย แทนที่จะมาแสนอแล้วให้คนอื่นวิจารณ์อย่างเดียว ผมว่าให้หลายๆ คนช่วยกันเสนอ น่าจะสนุก และอาจได้ไอเดียหลากหลายมากกว่า

เดี๋ยวจะมาเสนอไอเดียของผมเป็นการเริ่มนะครับ ขอตัวไปเรียบเรียงให้กระชับๆ ก่อน
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby พาสเทล on Sun Oct 07, 2007 12:59 am

อ้อ ขอชี้แจงก่อนว่า ไม่ใช่ผมว่าประชาธิปไตยไม่ดีนะครับ เพียงแต่มันไม่เหมาะกับบ้านเราตอนนี้เท่านั้นเอง

ถ้าเด็กชายสยามโตเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเราก็ค่อยเปลี่ยนใช้ประชาธิปไตยครับ แต่ตอนนี้ น่าจะหาวิธีเลี้ยงเด็กชายสยามไม่ให้เสียผู้เสียคนหรือขาดสารอาหารพิกลพิการเสียก่อน
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby ตาทุ้ย on Sun Oct 07, 2007 10:29 am

เป็นแค่ความเห็นของผมนะครับ

" ปัญหาการไม่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิ " ชอบวลีนี้ของคุณพาสเทลจัง
ผมเพิ่มอีกหน่อย " และการขาดจิตสำนึกของสังคม "

ด้วยปัญหาสองประการนี้ ทำให้เราพัฒนารูปแบบการปกครองได้ช้า
แต่ก็ยังดีที่ช้าแบบมีประสพการณ์ แต่ก็ยังดีที่เด็กเรียนตกซ้ำชั้นคนนี้ มีการปรับปรุงตนเอง

จะบอกว่าลัทธิอะไรเหมาะสม ผมว่าวิวัฒนาการของสังคมจะเป็นตัวกำหนดเอง
ผมเคยเปิดใจศึกษา " Communism " ว่ามันดีอย่างไร ? ทำไมเขาสร้างชาติได้ใหญ่โต(รัสเซีย)

แล้วผมก็มีคำตอบกับตนเองว่ามันไม่มีทางยืนยงกับเมืองไทย เพราะไม่เข้ากับนิสัยที่ดีคนไทย
แต่มันไปเข้ากับนิสัยที่ไม่ดีของคนไทย คือความ " เฉื่อย " ถ้าใช้ก็ถอยหลัง
คนไทยถนัดกับลัทธิ " มือใครยาว สาวได้สาวเอา " มองแคบ ตีกรอบตนเอง มานานเต็มที

แค่ทักกี้เสนอแนวคิดนอกกรอบ เท่านั้นก็ได้คะแนนนำลิ่ว แต่นำไปสู่หายนะ เพราะไม่สุจริต

ดังนั้น ผมเห็นว่า ให้สังคมพัฒนารายละเอียด ไปตามวิวัฒนาการของมัน ลัทธิไม่ใช่ประเด็น
ผมตั้งโมเดลประเทศไทย เป็นเด็กออทิสติค มีจุดเด่นบางอย่าง แต่สมองพัฒนาช้า
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby อารยา on Sun Oct 07, 2007 10:59 am

จิตสำนึกที่คุณตาทุ้ยนำมาเพิ่ม ในความหมายว่าคนไทยขาด คือส่วนที่คุณพาสเทลพยายามจะบอกในวลี "ขาดค่านิยม"
ซึ่งลงท้ายแล้วก็หมายถึงคนไทยวันนี้ขาดความเชื่อว่า ความดีความงามนี้มีในโลก
ไม่เชื่อว่าทำดีจะได้ดี ในอดีต จิตสำนึกนี้ถูกควบคุมด้วยความเชื่อนรก สวรรค์
พอวันนี้เลิกเชื่อ เราไม่ได้เตรียม "ความเชื่อทางเลือก" มาทดแทน พอเห็นคนโกงเป็นเศรษฐี ก็เลยถามตัวเองว่าทำดีไปทำไม ปล้นดีกว่า

นี่เป็นปัญหานามธรรมที่จะใช้งบประมาณกี่ล้านๆบาทเพื่อแก้ ก็ไม่สำเร็จ แต่ในทางกลับกัน อาจสั่งสมปัญหาการไร้จิตสำนึกให้รุนแรง
จนวันหนึ่งสังคมอยู่กันอย่างไรบรรทัดฐาน คือทำอะไรก็ได้ ถูกผิดอยู่ไหนก็ไม่รู้

หรือวันนี้ประสบการณ์ที่ว่ากำลังเป็นอยู่แล้ว

รอเพียงอีกขั้นเดียวคือ ภาวะแปลกแยก

ไม่สนว่านี่คือบ้านเกิดเมืองนอน
ไม่อยากจะบอกว่า ขั้นต่อไปก็สิ้นชาติครับ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Oct 07, 2007 11:16 am

ราวกลางปี 2547 “คุณเบี้ย” ที่อารยาคุ้นเคยในฟอรั่มมติชนบ่นคล้ายๆกันกับ จขกท. คุณพาสเทลนี้เลยครับว่ากลุ้มใจกับสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะกับปรากฏการณ์ความแตกแยกทางความคิดระหว่างคนไทยขณะนั้นที่นับวันจะรุนแรงจนน่าเป็นห่วง ที่แย่มากคือเกิดมีลัทธินิยมตัวบุคคล ยึดติดกับทักษิณแบบทำอะไรดีไปหมด เสมือนว่าเมืองไทยจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนายกฯทักษิณ ไม่มีการรับฟังคำติติงในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนความเห็น แถมเสียดสีกลับว่าการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆที่ย่อมหลีกเลี่ยงตัวนโยบาย รัฐบาล ผู้มีอำนาจไม่ได้ เป็นพฤติกรรมของพวกฝ่ายแค้นปัญญาอ่อน แม้จะเป็นความพยายามทบทวนหรือตรวจสอบการใช้อำนาจก็ถูกประชดประชันให้ไปปลุกระดมนักศึกษามาขับไล่ทักษิณจะดีกว่า แม้ตัวทักษิณเองวันดีคืนดีก็ออกอากาศคุยกับประชาชนว่ามีขบวนการโค่นล้มรัฐบาล

ข้อมูลและแง่มุมที่อารยาจะนำเสนอผ่านประเด็นหลากหลายที่คุณเบี้ยกลุ้มใจเมื่อสามปีก่อนอาจช่วยให้คุณพาสเทลนำไปพิจารณาประกอบ หรือจะใช้ปิดช่องโหว่ที่ยังเป็นปัญหาของบ้านเมืองนี้อย่างไรก็แล้วแต่ โดยส่วนตัวเห็นว่าถึงวันนี้ระบบการเมือง ลัทธิ อุดมการณ์ใดๆได้ก้าวหน้ามาถึงบทสรุปแล้วว่า ประชาชนต้องเป็นศูนย์กลางของอำนาจจึงจะเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนได้ ทั้งคอมมิวนิสต์ และ ประชาธิปไตย พูดอย่างนี้เหมือนกันหมด จึงป่วยการที่จะเอาเรื่องใครดีกว่าใครมาพูด

อยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้ผู้นำที่รับมอบอำนาจไปจากประชาชน ด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ ไม่เอาอำนาจไปใช้เพื่อพวกพ้องในการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่กลับมาสู่ประชาชน

คุณเบี้ยเมื่อสามปีก่อนคุยกันยาวกับอารยาถึงนโยบาย “ประชานิยม” เพราะเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นทั้งวิสัยทัศน์ และกระบวนการใช้อำนาจรัฐ และรักษาอำนาจของผู้ปกครองเองอย่างน่าสนใจ เป็นนโยบายที่มีเจตนาช่วยคนจนให้ลืมตาอ้าปาก แต่สุดท้ายไปไม่ถึงเป้าหมาย และไม่น่าเชื่อว่าผู้มีอำนาจจะแก้ปัญหาที่หนักที่สุดของแผ่นดินด้วยวิธีที่มักง่ายแค่เอาเงินไปแจกแบบนั้น เพราะวันนี้ก็เห็นชัดว่าได้ก่อปัญหาระยะยาวเมื่อโครงการกองทุนหมู่บ้านไปทำลายวินัยการเงินของชุมชน ก่อปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้เน่าภาคประชาชนขึ้นมาจนเรื้อรัง หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคอาจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ระบบการสาธารณสุขโดยรวมมีปัญหาเชิงคุณภาพระยะยาว หากไม่ปรับอาจกลายเป็นโครงการ “30 บาท ตายทุกโรค”

ทักษิณอาศัยจังหวะที่คนไทยยุคต้มยำกุ้งขณะนั้นเหมือนกบที่ว่ายอยู่กลางสระเวิ้งว้างหาฝั่งไม่เจอ อะไรที่เห็นว่าลอยได้ก็ขอคว้าไว้ก่อน ทักษิณจึงผลิตนโยบายทำนอง ลด แลก แจก แถม อุตลุด ให้ชนะเลือกตั้งไว้ก่อนมากกว่า กล้าถึงขนาดบอกว่าจะทำให้ทุกคนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นภายใน 6 เดือน หรือคนจนจะหมดไปจากประเทศไทย ฟังแล้วหนาว เพราะอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินเป็นแสนๆล้าน จะเอาจากไหน ยกเว้นจะเป็นเงินติดลบ หรือเงินที่ต้องไปเป็นหนี้เพิ่มจากที่มีอยู่ก่อนทั้งในและนอกระบบ

พอได้เป็นรัฐบาล ทักษิณเร่งผุดโครงการเอื้ออาทรผ่านนโยบายประชานิยมสุดโต่ง ส่งเสริมให้ประชาชนนำเงินในอนาคตมาใช้ เกิดเอ็นพีแอลในเศรษฐกิจภาคประชาชนที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นเรื่องน่าห่วง เพราะคนธรรมดาไม่ใช่ผู้ประกอบการเป็นหนี้เน่าแล้วเน่าเลย เพราะเขาไม่มีสินค้ามาแลกเพื่อปลดเปลื้องหนี้ได้เหมือนพ่อค้า หายนะจะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

ที่ทักษิณทำสำเร็จก็ตรงที่ทำให้คนจนได้ความรู้สึกว่า “มีเงิน” เมื่อได้มีโอกาสจับเงินก้อนโต ซึ่งในชีวิตไม่เคยคาดมาก่อน ยิ่งเป็นหนี้มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งชื่นชมรัฐบาลที่บอกว่านั่นคือวิสัยของคนมี “เครดิต” สามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างที่ต้องการ

ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2547 คุณเบี้ยตั้งโจทย์มาให้เป็นการบ้านอารยาอีกหลายข้อ ในภาพรวมเป็นการสะท้อนโลกทัศน์ของชนชั้นกลางที่กำลังผิดหวังและไม่มั่นใจในรัฐบาลทักษิณ เพราะตลอดทั้งปีบ้านเมืองเต็มไปด้วยความรุนแรง เริ่มตั้งแต่เหตุการปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่เจาะไอร้อง กรณีกรือเซะ ตากใบ ทั้งหมดบ่งบอกว่าไฟใต้จะไม่มอดง่ายเสียแล้ว และห่วงว่าจะเกิด 14 ตุลา รอบใหม่ คุณเบี้ยบอกว่า นอกจากมองไม่เห็นแนวโน้มที่ความเห็นแตกต่างของคนไทยจะหาข้อยุติได้ ดูเหมือนทักษิณจะมีคำพูดที่จะนำไปสู่วิวาทะเสมอๆ

อารยาตอบคุณเบี้ยว่าขึ้นอยู่กับทักษิณจะแปรความแตกต่างให้เป็นความแตกแยก หรือจะทำความแตกต่างให้สลายตัวโดยใช้กระบวนการรัฐสภา ถ้าทักษิณแสดงให้เห็นศักยภาพของระบบรัฐสภา นำเอาปัญหาของประชาชนมาหาทางออกในสภา ไม่ให้ความสำคัญกับตัวเองถึงขนาดทำหน้าเศร้าฟ้องประชาชนว่าตนเองกำลังถูกปองร้าย คะแนนเดิมจากชั้นกลางก็จะยังอยู่ เรื่องมีคนคิดล้มรัฐบาลนั้นพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ตัวเองเป็นหัวหน้ารัฐบาล ใช้องคาพยพภาครัฐทั้งหมดสืบหาเบาะแสไม่ได้เชียวหรือว่าใครจะคิดเป็นกบฏ เพื่อจะนำมาลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง

อารยาปรารภกับคุณเบี้ยขณะนั้นว่า น่ากลัวว่าจุดจบของรัฐบาลททักษิณจะยิ่งมาเร็ว หากผู้มีอำนาจใช้โครงการเหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ทับซ้อน เพราะนั่นจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ชนชั้นกลางทนไม่ได้ นำไปสู่การต่อต้าน เมื่อผ่านรัฐสภาไม่ได้ ก็ต้องรณรงค์กันไปตามยถากรรมบนท้องถนน อีกอย่าง ตัวแปรที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองทุกวันนี้อยู่ที่ท่าทีของชนชั้นกลางในเมือง มิใช่คนหนุ่มสาวเหมือนยุค 14 ตุลา อีกต่อไป เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นตัวชี้บอก ครั้งนั้นชนชั้นกลางทำให้รัฐบาลสุจินดาอายุสั้นเพียง 42 วัน อาวุธสำคัญมีเพียงโทรศัพท์มือถือ กับโทรสารที่ใช้ในการกระจายข้อมูลข่าวสาร อินเตอร์เนตยังไม่มีใครเป็นกันเสียด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม นโยบายหลักของทักษิณคือการสร้าง “ทุนชาติ” เน้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แถมยังมีช่องทางทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ด้วย

กรณีของ ปตท. พอเปิดจองหุ้นก็เริ่มไม่โปร่งใส ชาวบ้านที่มารอซื้อตั้งแต่ตีสามมีเวลาจองเพียง 1.7 นาที นอกนั้นก็กันไว้เป็นของพวก “จัดตั้ง” ที่บัดนี้รวยไปถ้วนหน้า ผมเห็น หัวคะแนนพรรคไทยรักไทยในอีสานที่ร่วมปั่นหุ้น ปตท ซื้อแคมรี่แจกญาติกันเป็นว่าเล่น
สำแดงความโลภกันถึงขนาดนี้ จึงไม่แปลกที่พอจะเอา กฟผ. เข้าตลาดหุ้นบ้างจึงไม่มีใครเอาด้วย
“เอ็นเตอร์เทนเม็นท์คอมเพล็กซ์” ก็โดนเบรกไปด้วย ก็สมควรแล้วเพราะเป็นโครงการพัฒนาอบายมุขโจ๋งครึ่ม
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby อารยา on Sun Oct 07, 2007 11:19 am

ถึงวันนี้ที่บอกว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้วก็คงฟื้นกันในกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ทับซ้อนจากนโยบายของรัฐ ส่วนใหญ่กำลังเดินตามรอยเม็กซิโกและอาร์เจนตินาที่ล้มละลายไปแล้ว เหลือเงื่อนไขด้านสภาพการถือครองที่ดิน ในกรณีของเม็กซิโกที่ดินกว่า 90% เป็นกรรมสิทธิ์ของคนรวยไม่ถึง 3% บ้านเราพื้นที่ถือครองของชาวนายังมีพอให้ผู้ประกอบการที่ล้มหลังเกิด “ต้มยำกุ้ง” ได้พิงเป็น “fall back” ได้

ครั้งแรกที่อารยาได้ฟังนโยบายผ่านการโฆษณาหาเสียงของ ทรท. ปลายปี 2543 ก็อดคิดแบบโง่ๆไม่ได้แล้วว่า ถ้าทักษิณได้เป็นรัฐบาลจะเอาเงินที่ไหนมาประเคนลงไปได้ถึงปานนั้น ยิ่งบอกว่าจะทำให้ทุกคนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นภายใน 6 เดือนถ้าได้เป็นรัฐบาล ฟังแล้วหนาว เพราะมีทางเดียวหากจะทำให้เป็นจริงคือเงินที่เข้ามาในกระเป๋าคือเงินติดลบ หรือมูลค่าหนี้ที่เอามาเพิ่มจากที่มีอยู่แล้ว แต่คนจนที่ไม่เคยจับเงินก้อนโตจะรู้สึกโดน และรู้สึกว่า “มีเงิน” มหกรรมถลุงเงินโดยไม่คิดถึงอนาคตจะเกิดขึ้นกับคนชนบทที่ยากจนอยู่แล้ว ผลคือ ที่พูดกันว่าชุมชนล่มสลาย จะเห็นเป็นรูปธรรมก็ครานี้เอง

เงินที่จะไหลไปสู่ชนบทผ่านนโยบายประชานิยมก็เอามาจากเงินออมของประชาชน ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกรนั่นเอง เป็นยุทธการ ”อัฐยายซื้อขนมยาย” อย่างกองทุนหมู่บ้าน 7 หมื่นกว่าล้านบาทโครงการเดียวก็เอามาจากธนาคารออมสินบ้าง จากธนาคาร ธกส. บ้าง เงินกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะจากกองทุนประกันสังคม ทั้งหมดก็หลายแสนล้านบาท ทำไมจะไม่พอ งานนี้เล่นเอาผู้อำนวยการธนาคารออมสินตกใจถึงกับขอลาออก เพราะกลัวติดคุก แกกลัวยังงั้นจริงๆครับเพราะนี่มันธนาคารของคนหาเช้ากินค่ำ รัฐบาลเอาไปหาเสียงอย่างนี้ มันเสี่ยงต่อการที่จะหามาคืนหากมีอันเป็นไป เงินประกันสังคมนี่ก็แปลก นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลมีส่วนบริจาคก็จริง แต่พอรัฐบาลจะเอาออกมา ไม่เห็นมีนายจ้าง หรือ ลูกจ้างคัดค้าน น่าจะเป็นปัญหาในอนาคตถ้าระบบการจัดการบริหารยังมาจากฝ่ายรัฐบาลโดยเอกเทศเช่นนี้

ที่อารยาพอจะชื่นชมในช่วงที่พรรคไทยรักไทยหาเสียงก็เป็นโครงการโอทอป เพราะคิดว่าหากเอาตัวนี้มาผนวกกับกองทุนหมู่บ้านได้สำเร็จ ชาวบ้านก็อาจพลิกมาเป็นผู้ประกอบการ ปัญหาความไม่สามารถชำระหนี้เก่าหนี้ก็หมดไปเพราะมีกำไรจากการผลิตสินค้าใหม่ๆ แต่นี่ก็ผ่านมาจะครบเทอมรัฐบาลแล้ว ฝันที่จะขายสินค้าโอทอปผ่าน “อีคอมเมอร์ซ” ได้สักร้อยละหนึ่งของจีดีพี จะโกอินเตอร์ จะทำอีคอมเมอร์ซสลายสิ้น โอทอปหมดหวังจะเป็นฐานเศรษฐกิจของชนบท

น่ากลัวว่า เมื่อทักษิณมองเห็นความไม่เป็นโล้เป็นพายใน “ประชานิยม” ก็อาจหวนกลับมาปัดฝุ่นนโยบาย “แปลงที่ดินให้เป็นทุน” ฝ่ายที่เอาด้วยกับทักษิณก็ว่าดีสิ ชาวนาจะได้มีโอกาสกำเงินก้อนโต ไหนๆก็เกิดมาชาติหนึ่งแล้ว

แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่าเมื่อที่อยู่อาศัยที่เคยใช้ทำกินถูกแปลงไปเป็นปัจจัยการผลิต ประชากรส่วนใหญ่จะไร้ที่ซุกหัวนอน เพราะตราบใดที่ยังมีที่ ยังไงก็ไม่อดตาย แต่เงินล้านใช้อย่างโง่ๆก็เหมือนเอาไฟเผา พริบตาเดียวก็เป็นขี้เถ้า

“เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาคือของจริง”
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ลุงต้อย on Sun Oct 07, 2007 6:28 pm

ของคุณ พาสเทล อาจารย์อารยา และตาทุ้ย .. น่าจะใกล้เคียงกัน ... แต่สำหรับลุงต้อยกะตาทุ้ย ... มักจะคุยกันในเรื่องจิตสำนึก ... มากกว่าประชาธิปไตย

เพราะอะไรหรือครับ ... เพราะประชาธิปไตย เรามักจะเข้าใจว่าเป็นรูปธรรม สามารถมองเห็นได้เป็นตัวเป็นตน หรืออย่างที่คุณพาสเทลข้องใจว่า ทำไมจะต้องไปเหมือนคนโน้น คนนี้ หรือเหมือนเจ้าของต้นฉบับ ... ซึ่งลุงต้อยเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

จากการที่เราคิดว่า ความเป็นประชาธิปไตยไม่เหมือนเจ้าของต้นฉบับ ... จึงทำให้เราเน้นพัฒนาสังคมและการปกครองให้เหมือนเขาหมด ... สิ่งที่เราเคยมีเคยสอน ก็ยกเลิกไปเพราะไม่ทันสมัย และทำให้เกิดการปิดกั้นความเจริญ

ยกตัวอย่างเช่น ... อย่างเมื่อก่อนเราเคยสอนกันในวัด ... จุดมุ่งหมายหลักในการสอน ไม่ได้สอนให้คนในประเทศรู้ครอบจักรวาลแต่เอาตัวไม่รอด .... แต่สอนให้เป็นคนดีของสังคม ไม่ใช่เพื่อเอากระดาษที่ได้รับการันตีจากหน่วยงานหรือสถานศึกษาว่ามีความรู้มานอนกอด

แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ... เมื่อผู้มีการศึกษากลับมาจากเมืองนอกเมืองนา พกเอาประชาธิปไตยแบบตะวันตกมาเต็มสมองซึกขวา จนเวลาเดินต้องเปิดไฟเลี้ยวขวาตลอด ไม่งั้นใครที่ไม่รู้และไม่เลี้ยวขวาตาม โดนชนสะบั้นหั่นแหลกว่าใช้ชีวิตจริงไม่เป็น

วิถีชีวิตของความเชื่อในชนบทเปลี่ยนไป เพราะผู้ปกครอง ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินอีกต่อไป ... กลับเป็นผู้ที่จบการศึกษามาจากเมืองนอกเมืองนา ... ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ในชีวิตคนไทย เปลี่ยนคำสอนจากคำว่า จงเล่าเรียนไปเถิด จะได้เป็นคนมีความรู้และเป็นคนดีของสังคม มาเป็นว่า จงเล่าเรียนไปเถิด ในภายภาคหน้า จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อเหมือนแม่ ... นี่มันหมายความว่าอะไร ... ถ้าไม่ใช่วัฒนธรรมใหม่ที่มองการศึกษาว่า การศึกษาไม่ใช่การทำให้คนเป็นคนดี แต่มีตัวอย่างให้เห็นว่า การศึกษากลายเป็นผู้มีอันจะกิน ... และคนเก่า ๆ ที่ไม่ได้มีการศึกษา ก็ถือว่าเป็นพวกที่ลำบาก ทั้ง ๆ ที่อยู่กันมาตั้งนาน เพิ่งจะมาเข้าใจคำว่าลำบากเอาในตอนนั้น ... นี่คือ วัฒนธรรมใหม่ใช่หรือไม่

ลุงต้อยไม่ได้พูดว่า การศึกษาเป็นเรื่องไม่ดี ... เพราะการศึกษา และการอ่าน เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องที่ทำให้เราไม่ตกยุค รู้ข่าวสาร รู้วิชาการ รู้กฎหมาย ไม่ถูกหลอกได้ง่าย ๆ .... นี่คือส่วนดี ... และจำเป็นที่เมืองไทยเราจะต้องเร่งให้การศึกษาแก่เยาวชน และพลเมืองชาวไทยให้มากขึ้น

แต่ไม่ใช่เพื่อ .... ต่อไปจะได้ไม่ลำบาก และถูกหลอกเหมือนพ่อ .... เพราะอะไรหรือครับ .... เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็แสดงให้เห็นว่า คนที่ไม่มีการศึกษา มักจะถูกผู้ที่มีการศึกษาหลอก และควบคุมเอาไว้ .... อันนี้มิใช่หรือที่แสดงว่า การศึกษา มีไว้เพียงแค่ไม่ให้ใครเขาหลอกได้ และเอาไว้หลอกคนอื่น เพื่อต่อไปในภายภาคหน้า จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อเหมือนแม่ .... คิดแล้วกลุ้ม ... ที่กล้าพูดก็เพราะว่า ... เดี๋ยวนี้ เขาไม่ได้เน้นการศึกษาให้คนเป็นคนดีกันแล้ว ... เน้นแต่ในเรื่องเอาตัวรอด และการอยู่เหนือผู้อื่น ... สิ่งสำคัญที่ต้องสอนคือ จิตสำนึก กลับเห็นว่าเป็นเรื่องปิดกั้นความเจริญ ... เดี่ยวนี้หลักสูตรการสอน จึงเอาพวกศีลธรรม และหน้าที่พลเมืองออกไป .... เพราะทุกวันนี้ เมืองไทยมีแต่คนจบการศึกษาสูง แต่ขาดจิตสำนึก ก็มีแต่จะพาประเทศชาติลงเหว ...

ดังนั้น ... สิ่งที่สำคัญซึ่งมาก่อนการศึกษาก็คือ จิตสำนึก เราจะต้องเน้นจิตสำนึกให้มากกว่าการศึกษา หรือพูดง่าย ๆ ว่า นอกจากเราจะเน้นและให้ความสำคัญกับการศึกษาแล้ว เราจะต้องปลูกจิตสำนึกให้มาก่อน มิฉะนั้น เฉพาะการศึกษา ก็จะเป็นเพียงแค่ สร้างฝูงหมาป่าขึ้นมาต่อสู้กันเองเท่านั้น ตัวไหนมีกำลังมากก็แย่งอาหารตัวที่มีกำลังน้อย หาใช่มาช่วยกันหาอาหารไม่ ประชาธิปไตยของไทย ไม่ใช่ของฝรั่ง บางอย่างไม่สามารถลอกเลียนแบบเขาได้ เพราะไม่เหมาะกับคนไทย ก็อย่าพยายามดันทุรัง การปรับปรุงเข้ากับลักษณะของคนไทย ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ และมีแต่ส่วนดีครับ ไม่ใช่ว่า พอไม่เหมือนขึ้นมานิดเดียวก็หาว่าเป็นเผด็จการ หรืออะไรไปโน่น แล้วเมื่อไหร่ เราจะเป็นไทกันซักที
User avatar
ลุงต้อย
 
Posts: 127
Joined: Tue Apr 17, 2007 1:07 pm
Location: จากชุมพรมาหลายปี ยึดชลบุรีเป็นหลัก

Postby Scorpio6 on Mon Oct 08, 2007 10:08 am

ดังนั้น ... สิ่งที่สำคัญซึ่งมาก่อนการศึกษาก็คือ จิตสำนึก เราจะต้องเน้นจิตสำนึกให้มากกว่าการศึกษา หรือพูดง่าย ๆ ว่า นอกจากเราจะเน้นและให้ความสำคัญกับการศึกษาแล้ว เราจะต้องปลูกจิตสำนึกให้มาก่อน มิฉะนั้น เฉพาะการศึกษา ก็จะเป็นเพียงแค่ สร้างฝูงหมาป่าขึ้นมาต่อสู้กันเองเท่านั้น ตัวไหนมีกำลังมากก็แย่งอาหารตัวที่มีกำลังน้อย หาใช่มาช่วยกันหาอาหารไม่ ประชาธิปไตยของไทย ไม่ใช่ของฝรั่ง บางอย่างไม่สามารถลอกเลียนแบบเขาได้ เพราะไม่เหมาะกับคนไทย ก็อย่าพยายามดันทุรัง การปรับปรุงเข้ากับลักษณะของคนไทย ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ และมีแต่ส่วนดีครับ ไม่ใช่ว่า พอไม่เหมือนขึ้นมานิดเดียวก็หาว่าเป็นเผด็จการ หรืออะไรไปโน่น แล้วเมื่อไหร่ เราจะเป็นไทกันซักที

เห็นด้วยกับลุงต้อยครับ ต้องเริ่มที่ให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึก "สาธารณะ" คือนึกถึงส่วนรวมด้วย
Last edited by Scorpio6 on Thu Oct 11, 2007 4:56 am, edited 1 time in total.
Man-on-Mission
เพื่อ สันติ ภาพ
User avatar
Scorpio6
 
Posts: 71
Joined: Fri Sep 28, 2007 12:53 pm
Location: Fayetteville,AR

Postby พาสเทล on Mon Oct 08, 2007 11:55 pm

ที่อาจารย์อารยากล่าวว่า "อยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้ผู้นำและหรือผู้มีอำนาจที่รับมอบอำนาจไปจากประชาชน ด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ ไม่เอาอำนาจไปใช้เพื่อพวกพ้องในการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่กลับมาสู่ประชาชน" คือจุดศูนย์กลางของแนวความคิดผมเลยครับ แต่แนวความคิดของผม จะไม่พยายามฝากความคาดหวังไว้ที่ตัวผู้นำผู้มีอำนาจ แต่จะพยายามจำกัดอำนาจแทน

ในส่วนของแนวคิดของอาจารย์ที่ว่า อำนาจทางการเมืองในปัจจุบันอยู่ที่ชนชั้นกลาง ผมว่าถูกส่วนเดียวครับ เพราะถ้าอ้างอิงตามระบอบประชาธิปไตยตอนนี้อยู่ เสียงส่วนมากยังเป็นเสียงของชนชั้นล่างครับ ซึ่งเป็นอำนาจที่ทำให้ผู้แสวงหาเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้ ในขณะที่ชนชั้นกลางมีแค่อำนาจในการคัดค้านครับ ซึ่งกว่าอำนาจคัดค้านนี้จะสำแดงเดชได้ ทรราชก็อิ่มหมีพีมันไปแล้วครับ และที่สำคัญจะก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ ซื้อ เข้า ไล่ ซื้อ เข้าไล่ ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ครับ ดังนั้น ตรงนี้ควรจะเป็นจุดที่เราจะแก้ปัญหาด้วย ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ทรราชสามารถ "ฉกฉวย" ผลประโยชน์จากชนชั้นล่างได้

ที่คุณผบ.กรม (ถ้าผมจำสไตล์การเขียนไม่ผิด ถ้าผิดก็ขออภัย) กล่าวไว้ว่า

"ความจริงแล้วนั้นประชาธิปไตยในประเทศต่างๆที่มีความเจริญในระบอบค่อนข้างสูงและมีความเสถียรดีนั้น ทุกประเทศเหล่านั้นต่างก็ผ่านการลองผิดลองถูก ผ่านการพัฒนามาทีละขั้น ผ่านการมีปัญหา ผ่านการต่อเติมเสริมแต่ง ผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากมาย เราจึงได้เห็นประชาธิปไตยในรูปลักษณ์และรูปแบบต่างๆแตกต่างกันออกไปในโลก"

นั้นผมเห็นจริงแท้ครับ และนี่คือประเด็นว่าไทยเรายังไม่ได้สร้างระบอบการปกครองขึ้นมาเอง แต่เอาของเขามาใช้ ในขณะที่การพยายามเปลี่ยนแปลง (ไม่รู้จะใช้คำว่า customize หรือ localize ดี) ก็ถูกพยายามขัดขวางโดยกลุ่มอุดมคติหอคอยงาช้าง แต่ที่ร้ายกว่าคือ กลุ่มทรราชที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากความไม่เหมาะสมดังกล่าวแล้วกดหัวประชาชนจน ทำให้พัฒนาการของการเมืองไทยสะดุดลง

เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า เราน่าจะเน้นหาทางปิดโอกาสของผู้ไม่หวังดีก่อน เพื่อให้เด็กชายสยามโตพอดูแลตัวเองได้

ในเรื่องจิตสำนึกที่คุณลุงต้อยพูดมานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดทีเดียว เพราะการศึกษาเป็นแค่เครื่องมือสร้างความรู้เท่านั้น แต่ไม่ได้สร้างจิตสำนึกได้ ทุกระบอบการปกครองจะสำเร็จได้ ต้องมีจิตสำนึกของประชาชนร่วมด้วย นี่อาจเป็นอีกสาเหตุที่ประชาธิปไตยไม่ได้ผลดีกับไทยเหมือนที่ใช้ได้กับฝรั่ง เหมือนสะพานลอยที่ฝรั่งคิดทำขึ้น เพราะเซ็งกับปัญหาข้ามถนนไม่ได้ ไม่ก็ลูกหลานโดนรถเฉี่ยวตาย แต่พอเอามาตั้งช่วงแรกๆที่ไทย ซึ่งรถไม่มากจนเป็นปัญหา คนก็ไม่ตระหนักว่านี่คือสิ่งที่จะช่วยเหลือเขาให้ข้ามถนนได้ แต่กลับคิดว่า เป็นกฏข้อบังคับที่ใครไม่รู้มาบังคับตน คนไทยเราจึงไม่มีค่านิยมขึ้นสะพานลอย

ปัญหาของการสร้างจิตสำนึกตอนนี้คือ ระบบประชาธิปไตยควบทุนนิยมตอนนี้ ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างจิตสำนึก ลองยกตัวอย่างสะพานลอยต่อ สมมติมีรัฐบาลสมัยหนึ่ง บังคับใช้กฏจราจรเข้มงวดมาก ไม่ข้ามสะพานลอย ตามตัวจากกล้องวงจรปิดไปจับถึงบ้านเลย ในขณะเดียวกันก็รณรงค์ทุกสื่อ ท่านคิดว่าผลเป็นอย่างไร เชื่อขนมกินได้ว่าจะมีคนกลุ่มใหญ่บ่นว่า อะไร เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามจับ ไปจับโจรไม่ดีกว่าเรอะ แล้วอะไร โฆษณาอยู่ได้ เรื่องเล็กๆน้อยๆ น่าเบื่อ ผลต่อมาคืออะไร? ผลคือ สมัยหน้าพรรครัฐบาลนั้นเสียงลดแน่นอน

และนี่เป็นอีกศูนย์กลางหนึ่งของแนวคิดของผมครับ (ศุนย์กลางมีหลายอันแล้วยังเรียกว่าศูนย์กลางได้มั้ยเอ่ย ฮ่าๆ)


เดี๋ยวโพสต์หน้าคุยเรื่องหลักการจริงๆ ขอพักนิ้วหน่อยครับ :ซีด:





พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby พาสเทล on Tue Oct 09, 2007 2:31 am

[ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้มีความรู้อย่างเป็นทางการในด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ประชากรศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือบริหารศาสตร์เลย อาชีพผมนั้นอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์ ความรู้ที่ผมมีที่พอจะเกี่ยวเนื่องในเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ก็คงจะมีเพียงแค่ ตรรกกะ ปรัชญา และก็การสร้างแบบจำลองเท่านั้นเองครับ ดังนั้น แนวความคิดของผมจึงเป็นแนวความคิดแบบไร้เดียงสาชนิดที่ว่านั่งเทียนเสกมาเลย ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ใช่อะไรใหม่ก็ได้ จึงต้องขอคำวิจารณ์และชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งหลายด้วย ว่าอะไรน่าจะเป็นไปได้ น่าจะเป็นไปไม่ได้ และทำไม

ศูนย์กลางความคิดอยู่แนวคิดง่ายๆ แบบที่เด็กคนหนึ่งจะนึกขึ้นมาได้ตามนี้เลยครับ:

พิจารณาตัวอย่างเป็นอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนะครับ สมมติว่าเป็นชาวนาละกัน ถ้าเราลองถามชาวนาคนนี้ดูว่า ทำไมไทยต้องเอาค่าเงินบาทไปผูกกับดอลล่าด้วย ทั้งๆที่ดอลล่าไม่ได้มีทองค้ำประกันและอเมริกาก็กำลังเศรษฐกิจแย่ ก็มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ชาวนาคนนี้จะตอบได้ (ผมยังตอบไม่ได้เลย) ให้ตาย ชาวนาคนนี้อาจฟังคำถามไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ แล้วเช่นนี้ คุณจะให้ชาวนาคนนี้มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจในประเด็นความเป็นความตายอย่างเรื่องการเงินระหว่างประเทศเทียบเท่ากับผู้ที่มีความรูัทางด้านเศรษฐศาสตร์ได้อย่างไร บางคนอาจบอกว่า อย่างน้อยชาวนาก็รู้ได้ว่า ตอนนี้อยู่ดีกินดีมั้ย เพราะถ้ารัฐบาลบริหารการเงินระหว่างประเทศได้ดีจริง ชาวนาก็ต้องอยู่ดีกินดี ผมก็จะตัวอย่างเรื่องกองทุนหมู่บ้าน จะเห็นได้ว่าความพอใจของชาวนาอาจไม่เกี่ยวกับความอยู่รอดของประเทศเลย

(เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งตราหน้าผมว่าเหยียดหยามคนไม่มีความรู้ ผมจะบอกว่า..) แต่ถึงแม้ชาวนาจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับบ้านเมืองที่กว้างขวางพอ แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเชื่อใจชาวนาได้และรู้ได้เลยว่าเราไม่เก่งเท่าชาวนาแน่นอน คือ เรื่องข้าว (ถ้าคุณไม่บังเอิญเรียนคณะทรัพยากรธรรมชาติน่ะนะ) ชาวนาจะเป็นผู้ที่รู้ได้เลยว่า จะปลูกข้าวยังไงถึงจะได้ข้าวงาม ต้องให้ฟ้าฝนเป็นอย่างไร ต้องการที่เท่าไหร่ถึงจะพอปลูกข้าวเลี้ยงตน ฯลฯ เราอาจจะเหยียดหยามชาวนาว่าจนโง่ แต่พอเราได้เห็นข้าวหอมมะลิควันฉุยขาวนุ่มในจานข้าวตรงหน้า เราต่างต้องขอบคุณชาวนา


ดังนั้น ถึงแม้ชาวนาจะไม่รู้เมื่อนักการเมืองฮั้วกันค้าดอลล่า แต่ชาวนารู้แน่ว่ามีอะไรแปลกๆเมื่อพบว่านักการเมืองฮั้วกันกดราคาข้าว หรือรัฐบาลไม่ส่งปุ๋ยตามกำหนดให้

ดังนั้น ถึงแม้เราจะไม่สามารถไว้วางใจให้สิทธิในการตัดสินชะตากรรมประเทศแบบเบ็ดเสร็จให้แก่ชาวนาได้ แต่เราสามารถวางใจให้สิทธิในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องกสิกรรมแก่ชาวนาได้


และแน่นอน ในเมื่อคนทุกคนต่างมีอาชีพและความถนัดเฉพาะทางของตนเอง เราจึงสามารถวางใจให้สิทธิในการตัดสินชะตาของประเทศเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ที่แต่ละคนถนัดได้


และนี่คือแนวความคิดหลักของระบบที่ผมจินตนาการไว้ อธิบายอย่างหยาบๆ ก็คือ
[hr]

แบ่งอำนาจการบริหารประเทศออกเป็นด้านๆ โดยให้ขึ้นอยู่กับความถนัดและกลุ่มอาชีพของประชากรในสังคม เช่น ด้านกสิกรรม ด้านอุตสหกรรม ด้านพาณิชย์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ฯลฯ (ก็คล้ายๆ กับกระทรวงตอนนี้) แล้วให้ประชาชนแต่ละคน ใช้สิทธิเลือกตัวแทนที่จะไปบริหารประเทศ "เฉพาะด้าน" นั้นๆ ได้เฉพาะในอาชีพหรือความถนัดของตนเอง(ซึ่งคนหนึ่งอาจสังกัดหลายกลุ่มได้)[hr]


เมื่อพิจารณาแนวคิดนี้แล้ว ก็จะมีคำถามผุุดตามขึ้นมาเป็นพรวนในใจ ก็ขอให้พักคำถามเหล่านี้ไว้ก่อน เนื่องจากแนวคิดที่เสนอไปได้อธิบายเพียงแค่ "หยาบๆ" เท่านั้น ตอนนี้เราจะสมมติก่อน ว่าหากทำได้ดังที่ว่าจริง จะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าประโยชน์ฟังดูดีน่าลอง เราจะได้พยายามทำให้ความคิดเป็นรูปเป็นร่างกัน

(ขออนุญาตใช้คำว่า "กลุ่มความชำนาญ" แทนกลุ่มอาชีพและความถนัดไปก่อนชั่วคราวนะครับ ไม่อยากใช้คำว่ากระทรวง เดี๋ยวจะติดภาพปัจจุบัน หรือนึกคำอื่นที่ดีกว่านี้ได้ช่วยเสนอด้วยนะครับ เดี๋ยวจะมา edit โพสต์นี้ให้)


  • เป็นการลดกำไรจากการซื้อเสียงลง เพราะซื้อมาก็ได้อำนาจเป็นกลุ่มความชำนาญๆไป ในขณะที่บางกลุ่มความชำนาญจะไม่สามารถซื้อเสียงได้เลย เพราะฉะนั้น กรณีการซื้อเสียงชาวบ้านมาแล้วทำกำไรกลับด้วยการโกงโครงการเมกะโปรเจ็คจะเกิดขึ้นได้ยากแล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะตัดวงจรการซื้อเสียงได้มาก
  • การหาเสียงลมๆ แล้งๆ จะจบลง เช่น ผู้สมัครตัวแทนกลุ่มเกษตรจะไม่สามารถอาศัยคำว่า จะสร้างความเจริญ ความกินดีอยู่ดี ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคอนเซปต์ที่ไม่สามารถวัดและประเมินได้ มาใช้หาเสียงได้อีกแล้ว นโยบายที่ผู้สมัครกลุ่มเกษตรใช้หาเสียง จะต้องเกี่ยวข้องกับการเกษตรโดยตรง เพราะเรื่องอื่นตนย่อมไม่มีอำนาจไปจัดหามาใหแม้ได้รับเลือก และด้วยเหตุนี้ ชาวเกษตรกรจะสามารถฟังคำปราศัยได้รู้เรื่อง ลดโอกาสถูกหลวงลวงด้วยเล่ห์ทรชน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตนและอาชีพตน และจะสามารถประเมินความสำเร็จตามนโยบายของผู้สมัครหลังได้รับเลือกได้ (ถ้าบอกว่าจะขายข้าวได้แล้วขายไม่ได้ก็รู้ได้ทันที) ซึ่งกลุ่มความชำนาญอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์ในลักษณะเช่นนี้เช่นกัน
  • ต่อเนื่องจากข้อก่อน เมื่อสามารถประเมินผลสำเร็จของผู้แทนได้ ก็สามารถรับรู้ได้ว่าการที่อาชีพตนฝืดเคืองนั้น เนื่องมาจากอะไร ถ้าเป็นความผิดพลาดของผู้แทนกลุ่มตนที่ตนเลือก ก็โวยวายได้ทันที หรือถ้าเป็นผลจากนโยบายของฝ่ายอื่น (เช่น กลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างประเทศติดต่อขายข้าวไม่ได้) ผู้นำของกลุ่มความชำนาญที่ได้รับผลกระทบก็จะเป็นผู้ชี้แจงให้ประชาชนกลุ่มตนเข้าใจได้ (ซึ่งผู้นำกลุ่มอื่นก็ตรวจสอบการโบ้ยได้ชัดเจนเช่นกัน จึงสามารถชี้แจงตอบโต้ได้หากไม่เป็นความจริง) ดังนั้นถ้าผู้นำกลุ่มอาชีพตนคนปัจจุบันไม่สามารถทำได้ดังพูด หรือบริหารได้ไม่ดี ก็จะสามารถตัดสินใจเปลี่ยนทางเลือกได้โดยง่ายในสมัยหน้า
  • โครงการประชานิยมเพื่อหาฐานเสียงจะหายไป เพราะกลุ่มการเมืองจะไม่สามารถหว่านผลประโยชน์ระยะสั้นได้ เพราะตนอาจไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนั้น เช่น โครงการหมู่บ้านละล้านที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆจะเกิดขึ้นไม่ได้หากกลุ่มการเมืองมีเฉพาะฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกร และในกรณีนี้ เป็นการยากที่กลุ่มอาชีพเศรษฐศาสตร์จะยอมเลือกผู้นำด้านบริหารเศรษฐศาสตร์ที่ยอมให้เกิดโครงการนี้ (เป็นอาจารย์อารยา อาจารย์จะเลือกมั้ยครับ?) ดังนั้น โครงการทุกโครงการที่เกิดขึ้น จะมีความเป็นไปได้มากกว่า ว่าจะเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการและความเจริญก้าวหน้าของประเทศจริงๆ (เพราะโครงการหนึ่งๆ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายเดียวแน่นอน)
  • การรวมหัวกันโกงจากโครงการของรัฐบาลโดยกลุ่มการเมืองใดๆ จะทำได้ยากขึ้น เพราะโครงการหนึ่งๆ โดยมากต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกลุ่มชำนาญการ และอำนาจอาจไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายตนฝ่ายเดียว และเป็นการยากที่จะโกงได้โดยทำให้ทุกฝ่ายพอใจ
  • ประชาชนสามารถเลือกคนที่ตนชอบและมีความสามารถได้โดยไม่ต้องพ่วงกลุ่มการเมือง เช่น บางคนอาจถูกใจคุณสมคิดที่มีแนวคิดบริหารเศรษฐกิจดี แต่ไม่ได้ชอบทักษิณมากมายนัก แต่พอไปดูนโยบายเศรษญกิจหอยทากของประชาธิปปัตย์ ก็ต้องจำใจเลือกไทยรักไทย/color]
  • [color=brown]เกิดการมีส่วนรวมในการปกครองมากขึ้น เนื่องจากประชาชนแต่ละคนจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า สิทธิของตนมีความหมายโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของตน เพราะถ้าอาชีพก็ตนฝืดเคืองหรือมีปัญหา ก็เนื่องจากมาจากตนเองนั่นแหละ ไม่ออกไปเลือกผู้นำกลุ่มที่ดีเอง ซึ่งต่างจากแต่ก่อนที่การบริหารประเทศเกิดจากระบบนามธรรมขนาดยักษ์ที่เรียกว่ารัฐสภาและสภานิติบัญญัติ ซึ่งตนก็ไม่รู้เลยว่าเสียงของตนที่เลือกสส. พรรคนี้ไปนั้น มันไปทำอะไรในระบบที่ว่า ยกเว้นแต่ตอนเห็น สส. บ้านตัวเองยกมืออภิปราย ซึ่งในความเป็นจริงมีชาวบ้านกี่คนเฝ้าดูการอภิปราย?
  • และด้วยระบบที่แยกการบริหารชัดเจนนี้ เราสามารถจัดรายการและช่วงเวลาให้ (คณะ) ตัวแทนสูงสุดของแต่ละกลุ่มชำนาญการ มาพูดคุยกับกลุ่มตนและประชาชนทั่วไปที่สนใจฟังได้ ถึงการทำงานของตน สิ่งที่ได้ทำ สิ่งที่จะทำ ปัญหาที่เกิด ซึ่งเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของปัจเจกชนขึ้นไปอีก มิใช่มีแต่บางคนในคณะรัฐมนตรีออกมาพูดๆ เรื่องรวมๆ ที่ดูไม่ออกว่าเกี่ยวกับการใช้สิทธิของตนยังไง
  • นโยบายบางอย่างที่ดีแต่ไม่สามารถทำได้เพราะขัดต่อความต้องการของประชาชน เช่น การจำกัดการดื่มสุรา ในระบอบประชาธิปไตยเดิมจะไม่สามารถทำได้ เพราะพรรคใดริจะทำก็เสียฐานเสียงแน่นอน (บรรทัดฐานความดีงามของสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่) แต่ในระบอบนี้จะสามารถทำได้ เพราะผู้นำกลุ่มจริยะคือผู้มีอำนาจในการออกกฏควบคุมนี้ (หลังจากเห็นชอบกับกลุ่มพาณิชย์และอุตสาหกรรม) ในขณะที่ประชาชนไม่สามารถบ่นได้ว่าเป็นการเผด็จการ เพราะผู้ที่ออกกฏจำกัดการดื่มสุรานี้ คือผู้ที่ได้รับเลือกจากกลุ่มคนที่สังคมไว้วางใจให้คุมจริยธรรมของสังคม เช่น พระ นักบวช ครูอาจารย์ ซึ่งเช่นเดียวกับในการบริหารด้านอื่นๆ และถ้าหากประชาชนคนใดไม่เห็นด้วย (ไม่ว่าในนโยบายใดๆ มิใช่แต่เรื่องสุรา) ตนเองก็ต้องไปทำการศึกษาและผ่านการทดสอบเพื่อให้ได้สิทธิในการเลือกผู้บริหารประเทศในเรื่องนั้นๆ แล้วไปโน้มน้าวคนในกลุ่มชำนาญการให้ได้ เช่น กลับมาที่เรื่องเหล้า ถ้าใครไม่พอใจในการจำกัดการดื่มสุราและอยากไม่ให้มีการควบคุม ตนก็ต้องไปศึกษาปรัชญาหลักการจัดการสังคมมาให้ดี ให้สามารถผ่านการทดสอบรับสิทธิเลือกผู้แทนกลุ่มจริยะได้ เพราะถ้าคุณคิดว่าเหล้าดีต่อสังคมจริง คุณก็ต้องศึกษาโครงสร้างจริยธรรมของสังคมมาให้ดีก่อน ไม่งั้นก็เป็นแค่เสียงบ่นของขี้เหล้า หรือไม่ก็ไปเผยแพร่แนวคิดว่าเหล้าดีให้กับพระและนักบวชฟัง ถ้าพวกเขาเห็นดี ก็แสดงว่าบรรทัดฐานด้านจริยธรรมของสังคมเห็นดีด้วย...


นึกต่อไม่ออกแล้วครับ ง่วงมากตอนนี้

ถ้าใครพอนึกประโยชน์ที่น่าจะเกิดอื่นๆ ออกอีก ก็ลองแสดงความคิดเห็นมานะครับ

คราวหน้าผมจะมาพูดถึงเรื่องประเด็นต่างๆ ที่ต้องวิเคราะห์เพื่อให้ระบอบรูปแบบนี้ทำงานได้ เช่น หลักการการแบ่งกลุ่ม การถือสิทธิในกลุ่ม การบริหารในกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม การบริหารประเทศร่วมกันและการประสานงานระหว่างกลุ่ม สถาบันกษัตริย์ องค์กรตรวจสอบ ฯลฯ และปัญหาที่น่าจะเกิดกับระบอบนี้พร้อมทั้งแนวทางแก้เบื้องต้นครับ เช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ปัญหาสิทธิพื้นฐานที่ไม่ขึ้นกับกลุ่ม เป็นต้น

ส่วนตอนนี้ ใครมีความเห็นยังไง พอจะมองอะไรๆ ล่วงหน้าออก หรือมีความคิดบรรเจิดขึ้น ก็แสดงความเห็นกันตามสบายเลยครับ ตอนนี้คงต้องขอ "ความชำนาญการ" จากทุกท่านในทุกสาขาวิชาช่วยกันวิเคราะห์แล้วล่ะครับ ขอบคุณครับ

ปล. อ้อ ผมตั้งชื่อเล่นให้ระบอบนี้(ถ้าแนวคิดมันไม่ได้ไปซ้ำกับใครน่ะนะ บอกแล้วว่าผมไม่มีความรู้รัฐศาสตร์) ว่า functionalistic democracy ครับ คล้ายๆ funtionalism ในสังคมศาสตร์ แต่คนละเรื่องเดียวกัน
Last edited by พาสเทล on Sun Oct 14, 2007 9:08 am, edited 5 times in total.
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby ลุงต้อย on Tue Oct 09, 2007 11:18 pm

คุณพาสเทลพูด ลุงต้อยก็ว่า ... มันเข้าท่า .... ดีนะครับ ... หากเราชำนาญทางด้านการเกษตร จะไปหาเสียงกับกลุ่มที่ชำนาญด้านออกแบบก่อสร้าง ... หาเสียงยังไงก็ไม่น่าจะไปรอด ... 555+++

แต่ลุงต้อยมีเรื่องเล่าให้ฟัง ... ในหน่วยงานของลุงต้อย เด็กรุ่นใหม่หลายคนอาศัยเวลาว่าง เล่าเรียนจนจบปริญญาตรีจากนั้นก็พากันทยอยออกกันไปเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกันเยอะ

ผ่านไปสี่ห้าปี มีจำนวนไม่น้อยที่ปลัดอำเภอซึ่งมาจากหน่วยงานแบบเดียวกับลุงต้อย โอนตำแหน่งจากปลัดอำเภอมาเป็นปลัด อบต. .... เพราะเหตุอันใดหนอ

ผู้หาเสียงที่ชำนาญด้านการเกษตร คงจะยากที่จะไปรุกหาเสียงในกลุ่มผู้ชำนาญทางด้านการออกแบบก่อสร้าง ... ก็เพราะงานมันคนละอย่างกัน แต่ถ้าหว่านเงินลงไปมาก ๆ ไม่แน่นะว่า จะมีการถอดเสื้อช่าง หมวกเซฟตี้ มาใส่กางเกงจีนสวมงอบ กระโดดมาร่วมวงด้วย ... และเมื่อนั้น ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องไปรุกข้ามกลุ่มแล้ว .... ฉันเปล่าน๊า .... เขามาเอง
User avatar
ลุงต้อย
 
Posts: 127
Joined: Tue Apr 17, 2007 1:07 pm
Location: จากชุมพรมาหลายปี ยึดชลบุรีเป็นหลัก

Postby ตาทุ้ย on Tue Oct 09, 2007 11:54 pm

ผมอ่านแนวคิดของคุณพาสเทลแล้ว ทำให้นึกถึง " สภาผู้ชำนาญการ "
หรือถ้ามองให้ใกล้ความจริงเข้ามาอีกหน่อย ก็คือ " สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ "
หรือ " สภาพัฒน์ฯ " ที่เราคุ้นเคยกันดี

อันเป็นสถาบันที่กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมระยะยาว
ถ้าปรับปรุงตรงนี้ล่ะครับ ? ให้สภาพัฒน์ เป็นที่รวมของ " ผู้ชำนาญการ " แท้จริงของแต่ละสาขา
มีอำนาจยับยั้งโครงการที่ไม่เหมาะสม หรือเสนอแนวทางเศรษฐกิจและสังคมต่อรัฐสภา
ที่สำคัญ จะต้องไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องกับสภานี้ แยกตัวออกจากภาคการเมืองอย่างเด็ดขาด

ผมว่ายังไม่จบง่ายๆ ยังมีประเด็นให้คุยกันอีกเยอะ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby Guest on Wed Oct 10, 2007 12:39 am

ไม่ทราบว่าผมเข้าใจที่ลุงต้อยว่าถูกหรือเปล่านะครับ แต่ลุงต้อยหมายถึง คนบางส่วนจากกลุ่มชำนาญการหนึ่งจะเข้าไปสมัครอีกกลุ่มชำนาญการหนึ่งเพียงเพื่อสร้างเสียงเลือกคนที่ได้จัดไว้แล้วอย่างนั้นใช่มั้ยครับ

ตรงนี้ กรณีที่จะเกิดขึ้นได้ คือคนกลุ่มชำนาญการที่จำกัด (เช่น วิศวกรรม) จะไปสมัครเป็นกลุ่มชำนาญการที่ใหญ่กว่า (เช่น กสิกรรม) ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ แต่คาดว่าไม่น่าจะมีผลคุ้มค่ามาก เพราะจำนวนในปิรามิดนั้นต่างกันพอสมควร

ส่วนกรณีกลุ่มชำนาญการใหญ่ (กสิกรรม) จะเข้าไป "สิง" ในกลุ่มชำนาญการที่จำกัดกว่า ตรงนี้ถ้าเขาผ่านการทดสอบได้จริง ก็ต้องยอมรับให้เขาเข้าไปล่ะครับ และถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นมากๆ จนโกงกันได้จริง ก็แปลว่า คนส่วนใหญ่ของกลุ่มชำนาญการ "หลาย" กลุ่มทั้งเล็กและใหญ่ พร้อมใจกันให้โกง ผมก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินแล้วหนีไปต่างประเทศแล้วล่ะครับ แต่หากเป็นการผ่านการทดสอบด้วยการ "โกง" การทดสอบเข้ามานี่ ตรงนี้โจทย์ก็อยู่ที่การออกแบบการทดสอบและการแบ่งกลุ่มแล้วล่ะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ผมก็ยังไม่เห็นว่าจะเลวร้ายกว่าที่เป็นในตอนนี้ได้แล้วล่ะครับ

ส่วนที่ตาทุ้ยว่ามา การเสริมอำนาจสภาพัฒน์ อาจจะเป็นหนทางพัฒนาประชาธิปไตยขณะนี้ได้ครับ แต่การยังคงอำนาจสส. จากสิทธิครอบจักรวาลของประชาชนไว้อยู่ ก็จะทำให้ประโยชน์ที่ผมกล่าวไว้บางข้อหายไป และอีกอย่าง การเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและยับยั้งโครงการ ตอนนี้ก็มีองค์กรอิสระที่พยายามทำอยู่นะครับ แต่เราทุกคนก็ได้เห็นประสิทธิภาพกันไปแล้วจากผลงานของรัฐบาลทักษิณ

หรือว่าจริงๆ แล้ว สส. นี่ เป็นความจำเป็นที่เอาออกไม่ได้ครับ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเพราะอะไรหรือครับ

จริงๆ แล้ววันนี้ผมกะว่าจะมาเสนอต่อเรื่องที่ว่าไว้ แต่ต้องขอโทษจริงๆ ที่ตอนนี้ง่วงนอนมาก จึงต้องขอผลัดไปคราวหน้านะครับ ขอบคุณครับ
Guest
 

Postby Guest on Wed Oct 10, 2007 12:49 am

กลับมาอ่านข้อความลุงต้อยอีกที ผมอยากขอชี้แจงก่อนว่า การแบ่งกลุ่มนี้ไม่ได้แยกผู้แทนออกตามความรู้นะครับ ตราบใดที่เขามีนโยบายดีจริงๆ สำหรับกลุ่มใด และเขามีความรู้พอ เขายังสามารถสมัครเป็นผู้แทนกลุ่มนั้นได้ครับ

จุดประสงค์ของการแบ่งกลุ่ม คือแยกอำนาจผู้แทนออกครับ เขาอาจหลอก อาจโกง อาจซื้อบางกลุ่มได้ แต่การจะซื้อหลายๆกลุ่มพร้อมกัน จะยากครับ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นพวกนี้จะชัดเจนขึ้นเมื่อได้เขียนหลักาการชัดเจนครับ ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้เตรียมแล้วไว้อ่านทีเดียว
Guest
 

Postby อารยา on Wed Oct 10, 2007 10:26 am

พาสเทล wrote:ถึงแม้เราจะไม่สามารถไว้วางใจให้สิทธิในการตัดสินชะตากรรมประเทศแบบเบ็ดเสร็จให้แก่ชาวนาได้ แต่เราสามารถวางใจให้สิทธิในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องกสิกรรมแก่ชาวนาได้

และแน่นอน ในเมื่อคนทุกคนต่างมีอาชีพและความถนัดเฉพาะทางของตนเอง เราจึงสามารถวางใจให้สิทธิในการตัดสินชะตาของประเทศเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ที่แต่ละคนถนัดได้

และนี่คือแนวความคิดหลักของระบบที่ผมจินตนาการไว้ อธิบายอย่างหยาบๆ ก็คือ แบ่งอำนาจการบริหารประเทศออกเป็นด้านๆ โดยให้ขึ้นอยู่กับความถนัดและกลุ่มอาชีพของประชากรในสังคม เช่น ด้านกสิกรรม ด้านอุตสหกรรม ด้านพาณิชย์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ฯลฯ (ก็คล้ายๆ กับกระทรวงตอนนี้) แล้วให้ประชาชนแต่ละคน ใช้สิทธิเลือกตัวแทนที่จะไปบริหารประเทศ "เฉพาะด้าน" นั้นๆ ได้เฉพาะในอาชีพหรือความถนัดของตนเอง(ซึ่งคนหนึ่งอาจสังกัดหลายกลุ่มได้)


หัวใจของคุณพาสเทลอยู่ตรงนี้ ผมคลำเจอ จึงจับมาตั้งไว้ให้เห็น

เห็นแล้วดีกว่าไม่เห็น ส่วนจะชำแหละหรือรังสรรกันอย่างไร คือขั้นตอนต่อไป
สำหรับผม ชื่นชมก่อน และดีใจที่ไม่ต้องห่วงใยอนาคตของเมืองไทยมากเกินไปได้แล้ว เพราะความเห็นเดียวอย่างที่คุณพาสเทลเสนอมา
ก็เป็นส่วนสำคัญในความเป็นประชาธิปไตย ที่จะงอกงามได้

หลงกันอยู่ได้ว่าประชาธิปไตยเป็นการปกครองของคนส่วนใหญ่ แล้วก็ period โคตรเชย
majority rule ไม่ว่า แล้วเอา minority right ไปไว้เสียที่ไหนฟะ หรือใครเป็นเสียงข้างน้อยต้องเป็นพวกคิดไม่ดีต่อรัฐบาล
อย่างที่เคยมีหัวหน้ารัฐบาลสายพันธุ์เผด็จการพูดออกมาอย่างไม่ละอายปาก

เปลโต้บอกว่า ถ้าปัดจกชนหน่วยเดียวเจ็บปวด รัฐต้องเจ็บปวดด้วย ฉันใดก็ฉันเพล

ผมดีใจอยู่อีกอย่าง รธน. 2550 ลดจำนวนคนไปเยอะเลยครับ ไม่ว่ากรณีเข้าชื่อตรวจสอบอำนาจรัฐบ้าง เอาหัวหน้าพรรคออกบ้าง
นั่นสะท้อนว่า ให้สิทธิ์กับ "minority" มากขึ้น

ถ้ายังมองไม่เห็นภาพ ขอให้ดูกรณียายไฮ ที่ขุดดินหาที่นาอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนมา 27 ปี จนพบ และมาพบในรัฐบาลทักษิณ
ไม่ได้แปลว่าทักษิณเป็นประชาธิปไตยตัวอย่าง (สื่อช่วย) แต่แปลว่า ทุกรัฐบาลไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาวกับยายไฮ
ไม่รู้หลักประชาธิปไตยว่าจะต้องอยู่ร่วมกันทั้งชนกลุ่มใหญ่และกลุ่มน้อยต่างหาก ไม่ใช่จังหวัดไหนให้พรรคตูชนะจะเทงบมาให้เป็นรางวัล หรือโซนแดงอดงบนะเฟ้ยไอ้พวกโจรใต้ ใครมาอยู่โซนเขียวร่ำรวยแน่ ประมาณนั้น

นี่เป็นอีกมุมหนึ่งครับที่ไม่อยากให้คุณพาสเทลมองข้าม
จะตั้งกระทรวงชำนาญการอะไรก็ไม่ว่าหรอก
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Next

Return to มุมสบาย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests

cron