Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ออกแบบปกครองประเทศไทย...

พูดคุย ทักทาย ทำความรู้จัก

Postby อารยา on Wed Oct 10, 2007 12:42 pm

ผมเองน่ะควรว่าตัวเองว่ามองข้ามกระทู้ของคุณพาสเทล เพราะมองให้ดี พอ จขกท. โพสต์เสร็จเหมือนตั้งคำถาม "ไปไหนมา"
อารยาก็ตอบแบบ "สามวาสองศอก" ยอมรับครับว่าจงใจ เพราะในโลกนี้ ถ้าถามตอบกันตามตำรามันก็มีแค่ อัตตาธิปไตย (autocracy) กับ ประชาธิปไตย (democracy)
จากนั้นก็แตกลูกแตกหลานกันไปเป็นฟาสซิสต์ คอมมินิสต์ ซีกหนึ่ง อีกซีกหนึ่งก็เป็นระบบรัฐสภากับประธานาธิบดี
ขนาดมีหลักคิดอย่างนี้ ถ้าจะว่ากันต่อมันเละในประเด็นที่ถกเถียงกันแบบนามธรรมเสมอจนน่าเบื่อ
เช่น บ้างก็บอกว่าประชาธิปไตยไปได้กับเศรษฐกิจทุนนิยมเท่านั้น อีกฝ่ายก็ไว่ไม่จำเป็นต้องให้เหมือนสังคมต้นแบบก็ได้นี่หว่า
นั่นยังไม่เท่าไหร่ พอลงท้สยมาถึง "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" ตอนนี้ละคุณเอ๋ย
สามวันสามคืนว่ากันไม่ตกฟาก ถ้าไม่ฆ่ากันเยก่อน

เลยจงใจเล่าเรื่องที่เคยคุยกับคุณเบี้ยเมื่อสามปีก่อนมาเป็นกะษัย
ก็ดีใจครับ ที่คุณพาสเทล ไปๆมาๆ ก็สามารถคุยคนละเรื่องเดียวกันได้ดีกว่าจะไปว่ากันในเชิงอุดมการณ์นามธรรมเกินไป

วันนี้ก็อยากให้เห็นตัวละครเพิ่มขึ้น บางตัวมีอุดมการณ์เขียนบทให้ บางตัวก็เขียนสคริปต์เอง
แต่ที่น่าสนใจคือสามารถมาเข้าฉากประชาธิปไตยในประเทศสยามนามประเทืองนี้มาเกือบศตวรรษแหล่ว

ไม่รู้นะครับ ระบบรัฐสภาอาจเป็นตัวเลือกที่ผิดพลาดมาตั้งแต่วันที่ลงมือเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475
ประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไม่ลงตัว มีปัญหามิได้หยุด
อย่างในในอดีต ทหารถูกมองว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนาการเมืองไทย
แต่วันนี้ ภารกิจต้อง “รักษาความสงบเรียบร้อย” ของทหารนำไปสู่การตกเป็นเหยื่อของระบอบ
เพราะเดี๋ยวก็ต้องเข้ามาปฏิรูป ปฏิมากรรม ปฏิสังขรณ์การเมือง จัดระเบียบสังคม ฯลฯ จำไม่ไหวแล้วว่ากี่ครั้ง ที่ต้องกลายเป็นกบฏอีกต่างหาก

ยิ่งทุกวันนี้ นักการเมืองเผยตัวตนให้เห็นชัดมากขึ้นว่าดึงชาติไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ทหารก็เครียดมากขึ้น
ทำใจลำบากถ้าจะให้ทหารคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ทุกครั้งที่บ้านเมืองวุ่นวาย
อย่างน้อย ทหารเองก็พูดเสมอว่า ทหารคือประชาชน หรือทหารต้องอยู่เคียงข้างประชาชน

หรือต้องกลับมาดูที่ตัวประชาชน ตามกฏที่ว่า ประชาชนเป็นอย่างไร ก็จะได้ตัวแทนของตนอย่างนั้น
แต่ก็ไม่ยุติธรรมอีกที่โยนบาปไปที่ประชาชนเบ็ดเสร็จขนาดนั้น
เพราะเห็นๆกันอยู่ว่า ทั้งๆที่ประชาชนส่วนใหญ่จนยาก แต่ตัวแทนที่เลือกเข้าไปก็เห็นรวยๆทั้งนั้น
และรวยมากขึ้น เมื่ออยู่นานขึ้นในอาชีพนักการเมือง
เห็นแต่ละคน รักชาติกันจนน้ำลายไหล
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby พาสเทล on Wed Oct 10, 2007 10:50 pm

ขอบคุณครับอาจารย์อารยาที่ช่วยขุดเอาสาระสำคัญของแนวคิดผมมาแสดงให้ ต้องขอโทษด้วยที่ถึงขนาดต้องให้คลำหา พอดีทักษะการเขียนไม่ดีเท่าไหร่ ต่อไปจะพยายามเรียบเรียงให้ชัดเจนกว่านี้ครับ

ตรงจุดนี้อยากพูดอะไรสักหน่อยครับ ผมคิดว่าทุกคนคงตระหนักกันดีอยู่แล้วว่า สภาพการเมืองบ้านเราตอนนี้มันห่วยขนาดไหนและอย่างไร พูดแนวธรรมะก็คือ ตอนนี้เราตระหนักถึง "ทุกข์" กันดีทุกคนอยู่แล้ว และเป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะพร่ำพรรณาหรือตัดพ้อต่อว่าชะตาชีวิตแล้วล่ะครับ

หากเราจะพูดถึงทุกข์กัน ก็อยากให้เป็นการพิจารณาเพื่อค้นหา "สมุทัย" กันมากกว่าครับ เพื่อที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่การสนทนาในที่นี้ที่ตั้งใจไว้ ซึ่งก็คือ การค้นหา "นิโรธ" กัน และหลังจากเราเริ่มจะมองเห็นนิโรธแล้ว ก็จะได้พิจารณาถึง "มรรค" กันต่อไปครับ


ตรงนี้อยากให้คุยกันถึงหลักการจริงๆเลยครับ ไม่ใช่หลักนิยม หรืออุดมคติอะไร อยากให้เสนอกันเลยว่า ด้วยปัญหาแบบนี้ จะแก้อย่างไร หรือถ้าทำแบบนี้ จะแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หรือจะมีปัญหาอะไรตามมาบ้าง ตรงนี้อยากให้ละทิ้งไปซึ่งแนวคิดหรือวิถีปฏิบัติเดิมๆ แล้วพูดคุยกันด้วยหลักเหตุผลและหลักฐานของความเป็นจริงกันไปเลย ประมาณว่า ให้ล่องลอยอย่างสนุกสนานในโลกทฤษฎี ทำปัญหาให้ง่ายกันไว้ก่อน จากนั้นเมื่อหลายๆ อย่างเริ่มลงตัวทางทฤษฎีแล้ว เราจึงจะเริ่มยกเอาหลักความเป็นจริงเข้ามาเสริม และปรับปรุงหลักทฤษฎีที่คาดการณ์กันไว้ โดยทุกอย่างนี้ให้ยึดถือสภาพแวดล้อมของความเป็นไทยและสังคมไทย รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เคยเห็นกันมาก่อนหน้าแล้วครับ ถ้าเราคุยกันแบบนี้ได้ เราก็จะไม่ต้องมาถกเถียงกันถึงอุดมการณ์ สำนักความคิด หรืออะไรต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต่อการแก้ปัญหาการเมืองไทยในตอนนี้เลยครับ
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby พาสเทล on Thu Oct 11, 2007 1:13 am

ครับ ตอนนี้ขออนุญาตพูดถึงหลักการในรายละเอียดของแนวคิดที่เสนอไปนะครับ

ในโพสต์ก่อนก็ได้เสนอแนวความคิดคร่าวๆ เรื่องการแบ่งกลุ่มไปแล้ว คือ แบ่งออกตามความชำนาญการในอาชีพและความถนัด แต่ตอนนี้จะขอข้ามรายละเอียดของเรื่องนี้ไปก่อนนะครับ อยากจะพูดถึง การสังกัดกลุ่มของประชาชนคนหนึ่งๆ ก่อน เนื่องจากเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นถึงสิทธิของประชาชนคนหนึ่งโดยตรง และจะช่วยให้เห็นภาพการแบ่งกลุ่มมากขึ้นด้วยครับ

การสังกัดกลุ่ม

สมมติว่าเราได้แบ่งกลุ่มชำนาญการออกเป็นหลายๆ กลุ่มได้แล้วนะครับ ทีนี้ เราจะพิจารณานาย กอ ซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่ง นายกอจะสามารถสังกัดกลุ่มได้หลายกลุ่มครับ แน่นอน ตามความถนัดและสาขาอาชีพ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์สำหรับการพิจารณาสมาชิกภาพต่างกันครับ เช่น กลุ่มกสิกรรม อาจจะมีเกณฑ์ง่ายๆ คือ 1. มีที่ดินทำกินที่ใช้ในการกสิกรรม หรือ 2. มีหุ้นส่วนในกิจการด้านกสิกรรม เป็นต้น ในขณะที่กลุ่มชำนาญการบางกลุ่มที่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพก็สามารถพิจารณาเอกสารดังกล่าวได้เลยครับ เช่น สาธารณสุข วิศวกรรม กฏหมาย เป็นต้น

แต่เกณฑ์การพิจารณาตามอาชีพที่ว่าก็เป็นเพียงเกณฑ์เบื้องต้นครับ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่นายกอนั้นมีความรู้ในบางสาขา แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพนั้นๆ ซึ่งนายกออาจจะสนใจในการบริหารประเทศในเรื่องที่ตนไม่ได้ประกอบอาชีพก็ได้ เราจึงต้องเปิดโอกาสสำหรับกรณีเช่นนี้ด้วย อย่างง่ายที่สุด คือการดูจากวุฒิการศึกษาครับ เช่น ปริญญาในสาขานี้ ก็ให้สิทธิในการออกเสียงของกลุ่มนั้นๆไป (ซึ่งอาจมากกว่าหนึ่งก็ได้ สำหรับหลักสูตร multidiscipline) แต่เนื่องจากความรู้และความชำนาญไม่ได้ขึ้นกับปริญญาเสมอไป จึงต้องอาศัยเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง คือ การทดสอบครับ หรือจะเรียกว่าการสอบก็ได้ ซึงการสอบนี้ไม่จำเป็นต้องทำเป็นข้อเขียนนะครับ อาจจะเป็นการสัมภาษณ์ก็ได้ ส่วนการออกแบบข้อสอบเพื่อให้สามารถวัดความรู้ที่มีในสาขาวิชาได้จริงๆ นั้น ผมว่าไม่ใช่เรื่องยากครับ สำหรับบางสาขาที่ต้องอาศัยความรู้มาก เช่น วิทยาศาสตร์ การบริหาร เป็นต้น นั้นค่อนข้างตายตัวอยู่แล้ว แต่สำหรับกลุ่มกสิกรรมหรือแรงงานนี่ อาจเป็นการถามทดสอบประสบการณ์ง่ายๆ ก็ได้ครับ (เพื่อให้คนที่รับจ้างทำกสิกรรมแต่ไม่มีทีทำกินสามารถมีสิทธิได้) เรื่องการทดสอบเพื่อวัดการถือสิทธินี่ ถ้าเป็นสมัยก่อนอาจทำไม่ได้ครับ แต่ในยุคสารสนเทศ (Information Age) นี้ทำได้แน่นอนครับ

ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการจัดการทดสอบ คือการโกงการทดสอบหรือการโกงสิทธิการสังกัดกลุ่มครับ (อย่างที่ลุงต้อยว่าไว้) ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยการตรวจสอบที่ดีแล้วล่ะครับ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับองค์กรตรวจสอบที่เราจะพูดกันเป็นเรื่องท้ายๆ แต่ด้วยธรรมชาติของการทดสอบ เราสามารถบันทึกทุกอย่างไว้ได้ครับ และอาจมีการเรียกสุ่มตรวจสอบได้ ทั้งแบบสามัญและวิสามัญ ว่านายกอมีความรู้ดังที่ได้สังกัดไว้ในกลุ่มจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งหากพบความผิดปกติมากๆ ในท้องที่ใดท้องที่หนึ่ง ก็สามารถทำการสืบสวนต่อไปได้ครับ ซึ่งตรงนี้ง่ายกว่าการตรวจสอบการซื้อเสียงแน่นอน
Last edited by พาสเทล on Thu Oct 11, 2007 1:26 am, edited 1 time in total.
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby พาสเทล on Thu Oct 11, 2007 1:23 am

อาจมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำแบบนี้มันยุ่งยากไปหรือเปล่าสำหรับคนคนหนึ่งที่จะใช้สิทธิ ส่วนตัวผมคิดว่ากระบวนการดังกล่าวน่าจะทำให้ยุ่งยากน้อยกว่าทำใบขับขี่ได้นะครับ และอย่างน้อย ทุกๆ คนในไทยควรจะได้รับสิทธิตามอาชีพโดยอัตโนมัติอยู่แล้วครับ (ให้สิทธิตอนเรียนจบ ตอนได้ใบประกอบอาชีพ ตอนจดทะเบียนบริษัท หรือให้เกษตรตำบลออกสำรวจ ) ส่วนการสังกัดกลุ่มที่สองที่สาม ถ้านายกอมีความสนใจชะตาประเทศในประเด็นนั้นจริงๆ แค่รับการทดสอบหรือจดทะเบียน ผมว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงครับ (หรือทุกท่านว่าอย่างไร?)

อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคำนึงคือ สิทธิพื้นฐานในการตัดสินนโยบายสวัสดิการสังคมของรัฐครับ เนื่องจากคนไทยทุกคนควรจะมีสิทธินี้ ดังนั้นในการแบ่งกลุ่ม เราต้องแบ่งให้มีอย่างน้อยหนึ่งกลุ่มที่รับผิดชอบด้านนี้โดยตรง เช่น สวัสดิการและสังคมสงเคราะห์ และให้สิทธิในการเลือกตั้งพื้นฐานตรงนี้แก่ทุกคนโดยอัตโนมัติครับ

ส่วนอีกเรื่องที่ต้องพิจารณา คือ การจำกัดจำนวนกลุ่มที่สังกัดได้ครับ หนึ่งเพื่อป้องกันการโกง (ย้ายฐานเสียงข้ามกลุ่ม) สองเพื่อป้องกันมิให้มีประชาชนถือสิทธิครอบจักรวาลเช่นเดิมครับ ซึ่งจำนวนที่จำกัดนี้ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มที่แบ่ง ตรงนี้อาจมีการวิจารณ์ว่า อย่างนี้คนที่มีความรู้หลายๆ ทางมากๆ ล่ะ เราก็สามารถให้เหตุผลได้ว่า ถ้าคุณมีความสามารถหลายทาง ก็เลือกความสามารถที่ดีที่สุด x อย่างมา แล้วเลือกใช้สิทธิในกลุ่มที่เลือกสิ ซึ่งเหตุผลตรงนี้ ผมและเพื่อนผมในกลุ่มที่คุยกัน ยอมรับได้ครับ ไม่ทราบว่าทุกท่านว่าอย่างไรบ้าง

ที่พูดมาน่าจะครอบคลุมประเด็นเรื่องการสังกัดกลุ่มได้พอสมควรแล้วนะครับ ใครมีความเห็นหรือข้อเสนอแนะอย่างไร รบกวนแสดงตามสนุกเลยนะครับ

ต่อไปจะพูดถึงเรื่องการแบ่งกลุ่มครับ แล้วหลังจากนั้นจึงจะกลับมาพูดถึงสิทธิทางการเมืองของปัจเจกชนที่ขึ้นอยู่กับกลุ่มชำนาญการ และบทบาทของนักการเมืองครับ
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby Guest on Sun Oct 14, 2007 8:47 am

อ้า ดูเหมือนกระทู้นี้จะตายเสียแล้ว สงสัยแนวความคิดจะไม่น่าสนใจหรือไม่ก็ยาวไป แต่ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็เสนอแล้ว ผมก็ควรจะเสนอแนวความคิดหลักอีกอย่างของหลักการนี้เป็นการปิดท้าย นั่นคือ การแบ่งกลุ่ม ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นรายละเอียดการนำแนวความคิดพื้นฐานไป realize แล้วล่ะครับ

การแบ่งกลุ่มชำนาญการ

หลักการในการแบ่งกลุ่มนั้น มิใช่จะแค่แบ่งตามกลุ่มอาชีพหรือความถนัดได้เพียงอย่างเดียว เรายังต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ด้วย
  1. ต้องไม่มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม เช่น จะมีกลุ่มใดดูเหมือนเป็นกลุ่มปัญญาชน ในขณะที่อีกกลุ่มดูเหมือนกลุ่มชนชั้นกรรมาชีพ อันจะเป็นเหตุหรือข้ออ้างให้ทะเลาะกันไม่ได้
  2. ต้องทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากจะไม่มีพรรครัฐบาลที่จะแบ่งเก้าอี้ รมต.กันเองอีกต่อไปแล้ว ตัวแทนจากแต่ละกลุ่มอาจจะไม่ได้สังกัดพรรคเลยก็เป็นได้ ดังนั้นการจะให้รัฐบาลที่ไม่ได้เป็นทีมเดียวกันทำงานได้ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย
  3. กลุ่มย่อยในแต่ละกลุ่มชำนาญการต้องมีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้เกิดกรณีเช่น ผู้นำกลุ่มกสิกรรมมาจากเกษตรกรอ้อย แล้วจะไม่สนับสนุนนโยบายพัฒนายางพาราเลย เป็นต้น

การจัดการความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม

โดยธรรมชาติของสายอาชีพแล้ว ต้องมีบางกลุ่มที่ดูเหมือนกลุ่มแรงงาน และบางกลุ่มเหมือนกลุ่มปัญญาชนแน่นอน และนี่อาจเป็นชนวนให้ผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ปลุกปั่นสร้างความแตกแยกได้

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวอาจไม่รุนแรง เนื่องจาก กลุ่มแต่ละกลุ่มจะไม่ได้ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นสายอาชีพตรงอย่างเดียว แต่จะมีกลุ่มคนที่ทำงาน "ข้ามสาขา" อยู่ด้วย เช่น กลุ่มเกษตร นอกจากเกษตรกรแล้วยังมีเจ้าของกิจการอุตสาหกรรม นักวิชาการการเกษตร รวมอยู่ด้วย กลุ่มงานยุติธรรมก็จะมีทั้ง ตำรวจ ทนาย ผู้พิพากษา นักวิชาการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ซึ่งโดยรวมแล้วกลุ่มแต่ละกลุ่มจะผสานเข้าด้วยกันในระดับหนึ่ง ไม่ได้แยกจากกันอย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้เราสามารถส่งเสริมความเข้าใจและป้องกันความขัดแย้งระหว่างกลุ่มได้ดังนี้
  • ไม่บันทึกกลุ่มที่สังกัดลงในบัตรประชาชน ควรออกบัตรรับรองแยกต่างหากหากต้องมี (เพื่อไม่ให้มีการ "ตีตรา")
  • ใช้สื่อสร้างค่านิยมให้ทุกคนในสังคมตระหนักว่า การแบ่งกลุ่มนี้ ไม่ได้แบ่งคนออกเป็นระดับบนล่างต่ำสูง แต่เป็นการแบ่งออกตามความชำนาญและหน้าที่ เหมือนทุกกลุ่มอยู่ในระนาบเดียวกัน ไม่มีกลุ่มใดสูงหรือต่ำกว่าใคร และต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน(ดังรูป)
    [align=center]Image[/align]

การแบ่งกลุ่มให้ทำงานร่วมกันได้

นี่เป็นจุดหนึ่งที่น่าจะเป็นปัญหาของระบบประชาธิปไตยตามหน้าที่ เนื่องจาก หากรัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคเสียงข้างมากที่มีการจัดการภายในเป็นทีมเดียว แต่รมต. ของแต่ละกระทรวงมาจากแต่ละกลุ่มชำนาญการ ซึ่งอาจจะมีแนวความคิดไม่เหมือนกันเลย แล้วรัฐบาลจะทำงานบริหารประเทศได้อย่างไร ใครจะเป็นคนประณีประนอมและกำหนดนโยบายหลักของประเทศ?

ตรงนี้ต้องขอความคิดเห็นจากท่านที่มีความรู้ด้านการบริหารและการจัดการความขัดแย้งแล้วล่ะครับ เนื่องจากผมไม่มีความรู้จริงๆ ว่าจะทำได้หรือไม่ สำหรับโมเดลง่ายๆ ของผมดังนี้

(ก่อนอื่นต้องสมมติก่อนว่า ตัวแทนจากแต่ละกลุ่ม ส่วนใหญ่มีความต้องการพัฒนากลุ่มของตนเองเป็นสำคัญ นั่นคือ อย่างน้อย แม้จะไม่ได้ห่วงใยถึงภาพรวมของประเทศ แต่ก็ห่วงใยฐานเสียงหรือการพัฒนาของกลุ่มชำนาญการที่ตนเป็นตัวแทน เพราะฉะนั้น การรวมกันฮั้วเมกะโปรเจ็กท์ที่เป็นโครงการร่วมของสี่ห้ากลุ่ม จะไม่รวมในสมมติฐานนี้ )

ขั้นแรกก่อนอื่น เราจะกำหนดให้แต่ละกลุ่ม มีทรัพยากรร่วมที่ต้องจัดสรร คือ งบประมาณรายปี และเวลาในที่ประชุมนะครับ

เพื่อให้ตัวแทนกลุ่มร่วมกันบริหารประเทศได้ ไม่ทะเลาะแย่งงบประมาณกันตายซะก่อน เราต้องแบ่งกลุ่มให้ได้หมวดหมู่กลุ่มที่:

  1. ไม่มีความขัดแย้งแบบอยู่ร่วมกันไม่ได้ คือ จะต้องไม่มีกลุ่ม A และ B ที่ถ้า A ได้ประโยชน์ แล้ว B จะเสียประโยชน์อย่างชัดเจน เช่น จะตั้งกลุ่มบันเทิงเสรี แยกขึ้นมา โดยรวมให้มีผู้ประกอบการสถานบริการและธุรกิจแอลกอฮอล อย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันขัดกับกลุ่มศาสนาและวัฒนธรรมอย่างชัดเจน
  2. ไม่มีกลุ่มใดอยู่ได้อย่างอิสระ คือ สำหรับกลุ่ม A หนึ่งกลุ่ม จะต้องมีกลุ่ม B และ C ที่มีประโยชน์ร่วมกันและเสียประโยชน์ร่วมกันโดยตรง เช่น กลุ่มเกษตร ก็จะขึ้นกับพาณิชย์และอุตสาหกรรม ถ้าอันใดอันหนึ่งล้ม อีกสองสามกลุ่มก็จะล้มไปด้วย ในขณะที่ถ้าอันใดอันหนึ่งพัฒนา อีกสองสามกลุ่มก็จะได้รับประโยชน์ด้วย
  3. สำหรับกลุ่มสองกลุ่มใดๆ จะต้องสามารถไล่ความสัมพันธ์แบบในข้อ 2 ไปถึงกันได้ เช่น พิจารณากลุ่ม A กับ Z คู่กัน เราต้องพบกลุ่ม B ที่ขึ้นกับ A, กลุ่ม C ที่ขึ้นกับ B, กลุ่ม D ที่ขึ้นกับ C ... ไปเรื่อยๆ จนถึงกลุ่ม Z ได้ในที่สุด

ด้วยวิธีการแบ่งกลุ่มดังนี้ ทุกกลุ่มก็จะพึ่งพากันเป็นโดมิโนวงกลม หากกลุ่มใดคิดจะดูดงบประมาณ (ซึ่งเป็นทรัพยากรจัดสรร) มาพัฒนาแต่ด้านตนเองเยอะๆ เช่น วิทยาศาสตร์อาจไม่สนใจกลุ่มศาสนาและวัฒนธรรม เป็นต้น สุดท้ายก็จะต้องรับผลกระทบด้วยในที่สุด เพราะฉะนั้น โครงการต่างๆ ส่วนใหญ่ที่เสนอโดยแต่ละกลุ่ม จึงจะเป็นโครงการที่ไม่ได้พัฒนาแต่กลุ่มตน แต่เป็นการพัฒนาที่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มอื่นๆ บางกลุ่มด้วย

การจัดการข้อขัดแย้งด้วยแนวคิดนี้ มีโมเดลและทฤษฎียืนยันว่าทำงานได้จริง แต่จะสามารถแบ่งคนในสังคมไทยออกเป็นกลุ่มต่างๆ ที่มีสมบัติดังกล่าวได้จริงหรือไม่ ถ้าได้จะแบ่งอย่างไร นั่นเป็นอีกคำถามหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการบริหารโครงการของรัฐบาล เนื่องจากไม่มี "ลูกพี่ใหญ่" (นายก, ประธานาธิบดี) มาตัดสินใจโครงการแล้ว ผมจึงคิดว่า ในการจัดการโครงการนั้น ต้องมีการกันงบประมาณกลางไว้ส่วนหนึ่ง (ซึ่งเหลือมาจากการจัดสรร "งบบริหารและตามความจำเป็น" ให้แต่ละกลุ่มในขั้นแรกไปแล้ว) ทีนี้ ในการบริหารโครงการใดๆ ที่ถูกเสนอ จะต้องมีการจัดตั้ง คณะเฉพาะกิจ (task force) ขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนกลุ่มจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องหลายๆ กลุ่ม ซึ่งการตัดสินใจใดๆ ในโครงการนั้นๆต้องอาศัยการโหวตจากคณะเฉพาะกิจของโครงการ (โดยไม่จำเป็นที่เสียงของแต่ละกลุ่มต้องมีอำนาจเท่ากัน) เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งเพื่อการเกษตร อาจมีเสียงหลักเป็น กลุ่มกสิกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชย์ ในขณะที่เสียงย่อยอาจมี กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งใครใหญ่ใครย่อยก็ต้องอาศัย "สภา" ในการจัดตั้งคณะเฉพาะกิจนั้นๆ ขึ้น ซึ่งสภาอาจประกอบด้วยตัวแทนทั้งหมดก็ได้

ดังนั้น ในการเสนอโครงการ (หรือของบประมาณก็แล้วแต่) ใดๆ ผู้แทนของกลุ่มที่เสนอ จะต้องนำเสนอให้กลุ่มอื่นๆ คล้อยตามและเข้าใจได้ ถึงความจำเป็น และประโยชน์ที่กลุ่มอื่นๆ จะได้รับ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มต่างๆ ก็จะพัฒนาได้ร่วมกัน ส่วนนโยบายที่เป็นแผนนั้น อาจทำการตกลงกัน (คล้ายๆ สภาพัฒน์) ให้เป็นแผนที่ชัดเจนและอ้างอิงได้ ตั้งแต่ต้นสมัยรัฐบาลเลยก็ได้

เรื่องหลักการบริหารนี้ผมก็พูดลอยๆ มั่วๆ ไป จริงๆ ต้องอาศัยหลักการมากกว่านี้ นี่ยังไม่ได้คำนึงถึงอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ เลยว่าจะกลายเป็นอะไร แต่ผมคนเดียวคงไม่สามารถคิดเรื่องพวกนี้ได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญช่วนกันระดมสมอง เล่นๆ หรือจริงๆ ก็เหอะ


การมีส่วนร่วมของกลุ่มย่อย

แน่นอนว่าในกลุ่มใหญ่ต้องมีกลุ่มย่อย ดังนั้น สำหรับแต่ละกลุ่มชำนาญการ เพื่อให้การบริหารงานมีการคำนึงถึงทุกๆ กลุ่มย่อย จึงไม่ควรให้มีผู้แทนกลุ่มคนเดียว แต่ให้มี "สภาเฉพาะกลุ่ม" ที่รวมตัวแทนจากหลายๆ กลุ่มย่อยขึ้นมา โดยอาจแบ่งเขตผู้แทนออกเป็นหลายๆ เขต ตามเงื่อนไขของกลุ่มย่อยในแต่ละกลุ่มใหญ่ก็ได้ เช่น กลุ่มกสิกรรมก็อาจแบ่งตามภูมิศาสตร์และชนิดของผลผลิต กลุ่มวิทยาศาสตร์อาจเป็นตามสาขาวิชา กลุ่มงานยุติธรรมอาจแบ่งเป็น สืบสวน สอบสวน ตุลาการ การบังคับกฏหมาย เป็นต้น จากนั้นการตัดสินใจใดๆ ของกลุ่มชำนาญการนั้นๆ ในสภาผู้แทนใหญ่ อาจต้องอาศัยการโหวตภายในจากสภาย่อยของแต่ละกลุ่มก่อน (โดยอาจมีการเลือกประธานสภาเฉพาะกลุ่มได้) ก็เป็นได้

จริงๆ แล้วสภาย่อยของแต่ละกลุ่มชำนาญการก็มีอยู่แล้วในปัจจุบัน คือบรรดาสมาคมหรือสหกรณ์ของแต่ละอาชีพนั่นเอง เพียงแต่ไม่มีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
[hr]

ที่เสนอไปก็เป็นแค่แนวความคิดพื้นฐาน ตื้นๆ นะครับ ถ้าใครพบว่าน่าสนใจ ก็แถลงกันต่อได้ เพราะยังมีอะไรให้ปั้นเป็นตัวอีกมาก ขอบคุณครับ
Guest
 

Postby พาสเทล on Tue Oct 23, 2007 4:11 pm

ตอนนี้แนวความคิดถูกปรับแต่งจนเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้วครับ ใครยังสนใจสามารตามไปดูได้ที่
http://forum.serithai.net/index.php?topic=17506.0
พาสเทล
 
Posts: 11
Joined: Fri Aug 24, 2007 1:32 am

Postby Scorpio6 on Thu Oct 25, 2007 5:00 pm

ติดตามอยู่ครับและจะร่วมเป็นกำลังใจแล้วจะร่วมศึกษาเรียนรู้แนวทางการเมืองใหม่นี้ด้วยครับ :เย็น:
Man-on-Mission
เพื่อ สันติ ภาพ
User avatar
Scorpio6
 
Posts: 71
Joined: Fri Sep 28, 2007 12:53 pm
Location: Fayetteville,AR

Postby aryaforum on Sat Jun 07, 2008 6:46 pm

เพื่อทราบว่าเราเคยคุยกันเรื่องรูปแบบทางเลือกที่คุณ scorpio6 สนใจมาครั้งหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว
User avatar
aryaforum
Site Admin
 
Posts: 75
Joined: Sun Mar 18, 2007 1:54 am
Location: Thailand

Postby ติดตาม on Wed Jun 18, 2008 1:57 am

[font=Tahoma]แปะไว้ก่อนค่ะ กระทู้นี้ดีจัง ขออ่านเสาร์อาทิตย์ เพราะต้องใช้เวลาคิดตาม[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Previous

Return to มุมสบาย

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests