Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

SPEEDO !

SPEEDO !

Postby ตาทุ้ย on Wed Apr 25, 2007 2:47 am

OPERATION SPEEDO !

Image

๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ กองทัพลูกพระอาทิตย์อุทัย ยกพลขึ้นบกที่โกตา บารู
อีกหนึ่งชั่วโมงสิบนาที ฝูงบินโจมตีญี่ปุ่น ทิ้งระเบิดลงสู่เรือรบอเมริกัน ที่เพิร์ล ฮาเบอร์
๓๕ นาทีถัดมา กองทัพญี่ปุ่นจู่โจมเข้าสู่ประเทศไทย ทางด้านจังหวัดสงขลา

ไฟสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์ ได้ถูกกองทัพญี่ปุ่นจุดขึ้น และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว

อีกสองเดือนถัดมา ญี่ปุ่นยึดสิงคโปร์ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕
กองทัพอังกฤษที่สิงคโปร์ "ปราการตะวันออก" หรือ "ยิบรอลตาร์ แห่งเอเซีย" ยกธงขาว ยอมแพ้ราบคาบ
ทหารอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยชาติต่างๆในเครือจักรภพ กว่า ๖๕,๐๐๐ นาย ตกเป็นเชลย

เป้าหมายต่อไปของญี่ปุ่น ย่อมไม่พ้นที่จะเป็นพม่า ซึ่งอยู่ในปกครองของอังกฤษ
แต่การที่ญี่ปุ่นจะเปิดแนวรบขนาดใหญ่ได้ การส่งกำลังบำรุงจะต้องเพียงพอ จากแหล่งทรัพยากรในเมืองไทย
หวังพึ่งทางทะเลไม่ได้ ด้วยไม่ปลอดภัย และขาดประสิทธิภาพ ทางรถยนต์ ไม่สามารถ
ที่จะลำเลียงทรัพยากรวันละ ๓,๐๐๐ ตัน ไปสู่แนวหน้าได้พอ ญี่ปุ่นหวังพึ่งรถไฟ

แผนการสร้างทางรถไฟยาว ๒๖๓ ไมล์(๔๒๐ กิโลเมตร) ถูกกำหนดขึ้น
จากบ้านโป่ง ราชบุรี ลัดเลาะไปตามป่าทึบ สู่เมืองถั่นยูสยัต(Thanbyusayat) ในพม่า
ถูกกำหนดให้แล้วเสร็จในเวลา ๑๔ เดือน


Image
Last edited by ตาทุ้ย on Fri Dec 21, 2007 12:46 pm, edited 2 times in total.
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Wed Apr 25, 2007 2:55 am

ดังนั้น การเตรียมการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ในการสร้างเส้นเลือดใหญ่ไปหล่อเลี้ยงแนวหน้า
จึงเริ่มขึ้น ในเดือน มิถุนายน ๒๔๘๕ มีชื่อเรียกในหมู่เชลยสัมพันธมิตรภายหลังว่า " OPERATION SPEEDO " *
-------------------------------------------------------------------------------------------
* ผมพยายามหาที่มาของชื่อ " OPERATION SPEEDO " แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่พบแผนของญี่ปุ่น
ในชื่อนี้ หรือชื่อทำนองนี้ แต่พบข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ บอกว่าชื่อ " SPEEDO " มาจากคำพูดของทหารญี่ปุ่น
เวลาที่จะเร่งให้เชลยทำงาน ก็จะใช้ไม้ตี หรือดาบปลายปืนจิ้มบั้นเอว แล้วร้องว่า " SPEEDO ! , SPEEDO ! "
-------------------------------------------------------------------------------------------

เดือนมิถุนายน ๒๔๘๕ แรงงานในบังคับของญี่ปุ่น ประกอบด้วยเชลยศึกอังกฤษ และคนงานชาติต่างๆ
ถูกลำเลียงโดยรถไฟ จากสิงคโปร์ รอนแรมผ่านป่าทึบของมลายา และตอนใต้ของประเทศไทย
เบียดเสียด ยัดเยียด กันมาในตู้สินค้า ไม่ว่าจะเป็นภายในตู้หรือหลังคาตู้ ท่ามกลางอากาศร้อนจัด
กว่า ๕ วัน มาถึงชุมทางหนองปลาดุก อ. บ้านโป่ง จ. ราชบุรี ที่ซึ่งค่ายนรกแห่งแรกถูกจัดตั้งขึ้น


Image


Image


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Wed Apr 25, 2007 3:16 am

สี่เดือนแรกในเมืองไทย เชลยศึกและแรงงานที่ถูกบังคับมา ยังคงถูกปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ
ค่ายพักต่างๆ ถูกสร้างเพิ่มขึ้น จากบ้านโป่ง ไปสู่ท่ามะขาม กาญจนบุรี

ค่ายท่ามะขาม

Image

และแล้ว งานของพระจักรพรรดิ์ก็เริ่มขึ้น ในเดือนตุลาคม ๒๔๘๕
เชลยและแรงงานชาติต่างๆ ถูกส่งเข้าไปในป่าลึก เชลยอังกฤษ ๖๑,๐๐๐ คน
ประกอบด้วยทหารอังกฤษเกินครึ่ง นอกนั้นเป็นดัทช์ อินเดีย ฯลฯ
ญี่ปุ่นบอกว่าจะจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้นายทหารอังกฤษ เดือนละ ๓๐ เหรียญ
แต่ต้องถูกหักเป็นค่าอาหารเสริมสำหรับหน่วย ๗ เหรียญ ค่าอาหารของตนเอง ๕ เหรียญ
ส่วนพลทหารจะได้เบี้ยเลี้ยง เดือนละ ๔ เพ็นนี
(ผมไม่แน่ใจว่า ข้อมูลเบี้ยเลี้ยงของนายทหารนั้น เป็น"เหรียญ" หรือ "ปอนด์")

ส่วนคนงานจ้างนั้น ญี่ปุ่นตั้งค่าจ้างล่อไว้ถึงวันละ ๑ บาท
ซึ่งผมไม่พบหลักฐานว่ามีการจ่ายกันจริงๆหรือไม
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Fri Apr 27, 2007 2:17 am

งานเริ่มเดิน ปริมาณคนงาน และเชลยศึก ยิ่งทยอยกันเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น
ความแออัด โกลาหล เข้ามาแทนที่วิถีชีวิตเมื่อสี่เดือนก่อน ด้วยแรงงานเกือบสองแสนชีวิต
เรามักจะคิดกันว่า ทางรถไฟสายมรณะ สร้างโดยเชลยศึกสัมพันธมิตร
แต่ที่จริงแล้ว แรงงานเชลยศึกสัมพันธมิตร มีเพียงหนึ่งในสาม ของแรงงานทั้งหมด
ซึ่งแรงงานส่วนที่เป็นคนงานจ้าง มีปริมาณที่ล้มตายไม่น้อยกว่าทหารสัมพันธมิตรเลย
เขาเหล่านั้น ตายอย่างเดียวดายในราวป่า มีไม่น้อยที่ไร้ที่กลบฝัง ไม่มีพิธีศพ
ไม่มีสุสาน ไม่มีคำสดุดี ไม่มีเหรียญตราใดๆ

Image

งานได้เริ่มจากปลายทางทั้งสองด้านของเส้นทาง เพื่อให้มาบรรจบกันตรงกลาง

Image


งานก่อสร้างที่เป็นอุปสรรคมากที่สุด คือการสร้างสะพาน ที่มีอยู่กว่า ๘๐ แห่งตลอดเส้นทาง
สะพานใหญ่ที่สุดคือ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว " อันลือลั่น

Image


และ "ช่องเขาขาด" ( Hell Fire Pass)


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Fri Apr 27, 2007 2:40 am

แรงงานเหล่านั้นใช้เครื่องมือพื้นฐาน ไม่มีเครื่องจักรกลหนัก ไม่มีแทรกเตอร์ พวกเขาสร้างมันด้วยมือล้วนๆ

Image

สถานการณ์ในเดือนตุลาคม ๒๔๘๕ ฝนตกหนัก พื้นดินแฉะลื่น เต็มไปด้วยแมลง ทาก
ภายในค่ายที่แออัด สกปรก และขาดแคลน ด้วยสถานการณ์ในสมรภูมิแปซิฟิคเริ่มเปลี่ยน
นับแต่อเมริกันสามารถตีโต้กองเรือญี่ปุ่น ที่มิดเวย์ ในเดือนมิถุนายน ญี่ปุ่นสูญเสียกำลังทางเรือไปมากมาย
จนไม่เพียงพอสำหรับคุ้มกันขบวนคอนวอยเพื่อส่งยุทธปัจจัยสู่แนวหน้า

Image

ที่กาญจนบุรี งานก่อสร้างได้ดำเนินไปอย่างรีบเร่ง ท่ามกลางความขาดแคลน
จากฝน สู่หนาว และร้อนราวกับนรก ในเดือนเมษายน
การใช้แรงงานอย่างทาส ภาวะขาดอาหาร โรคระบาด การลักโขมย พบเห็นได้ทั่วไปในค่าย

Image

Image

แรงงานที่ก่อสร้างทางรถไฟ เริ่มบาดเจ็บล้มตาย และตายมากขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ปี ๒๔๘๖
ที่ตายก็ฝังกันตามรายทาง ที่ทางรถไฟผ่านไป สุสานเล็ก สุสานน้อย กระจัดกระจายไปทั่ว
โรคทางเดินอาหาร บิด อหิวาต์ และมาเลเรีย ได้คร่าชีวิตคนงานไปมากที่สุด

Image

การขาดแคลนยารักษาโรค ทำให้แรงงานเชลยสัมพันธมิตร ต้องถูกทิ้งให้ตายอย่างน่าอนาถ
คนที่ถูกกำหนดว่าต้องตายในไม่ช้า จะถูกนำไปไว้ใน Death House ตอนท้ายของค่าย เพื่อรอวันตาย

Image

บางส่วนที่คาดว่าพอจะรักษาได้ ถูกลำเลียงใส่เรือ ล่องมาตามแม่น้ำแคว ซึ่งกินเวลานับวัน
เพื่อมารักษายังค่ายใหญ่ในตัวเมืองกาญจน์ หลายชีวิตสิ้นใจในเรือ * ระหว่างเดินทาง


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby EverybodyHurt on Fri Apr 27, 2007 2:48 am

แค่ภาพก็สุดยอดแล้วครับ ไว้จะอ่านแบบละเอียดๆครับ
ขอบคุณ คุณตาครับ
Image
User avatar
EverybodyHurt
 
Posts: 107
Joined: Sun Mar 18, 2007 2:08 am
Location: ใต้หล้า

Postby ตาทุ้ย on Fri Apr 27, 2007 3:56 am

ขอบคุณครับ EH
ยังมีอีกเยอะ ผมจะทยอยลงเรื่อยๆ ครับ

---------------------------------------------------

ในท่ามกลางภาวะลำบากแสนเข็ญ ทหารสัมพันธมิตรก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากคนไทย
ซึ่งผู้ที่ได้รับการยกย่องจากทหารสัมพันธมิตรมากที่สุด คือคุณบุญผ่อง ศิริเวชภัณฑ์ คหบดีชาวไทย
อดีตนายกเทศมนตรีเมืองกาญจนบุรี และเจ้าของบริษัท บุญผ่อง จำกัด ดำเนินกิจการรถเมลล์หลายสาย


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby Guest on Sat Apr 28, 2007 10:20 pm

รอด้วยหัวใจระทึกครับ
อารยา
Guest
 

Postby GeMiNi on Sat Apr 28, 2007 10:24 pm

คุณตาทุ้ยไปหาภาพที่ไหนมานี่ครับ

ผมว่าแต่ละภาพ อธิบายอะไรๆ ได้อย่างดี
และมีคุณค่ามากเลย
GeMiNi
 
Posts: 137
Joined: Mon Mar 19, 2007 8:09 pm

Postby ตาทุ้ย on Sun Apr 29, 2007 2:45 am

ภาพมาจากหลายแหล่งด้วยกันครับ ทั้งจากหนังสือ และอินเตอร์เน็ต
ช้าตอนที่ scan และปรับขนาดภาพนี่ละครับ

---------------------------------------------------------------

ความช่วยเหลือ ที่คุณบุญผ่อง มีต่อทหารสัมพันธมิตร มีตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือ เป็นเงิน อาหาร ยารักษาโรค ตลอดจนจดหมาย และของใช้ นอกจากนั้น คุณบุญผ่อง ยังเป็นผู้ที่ช่วยเชื่อมข้อมูลข่าวสาร ระหว่างโลกภายนอก กับบรรดาเชลยสัมพันธมิตร
ความมีน้ำใจของคนไทย เป็นตำนานให้บรรดาเชลย ฯ ได้กล่าวถึงอย่างชื่นชมเสมอ

John Coast ได้บันทึกไว้ในหนังสือ Railroad of death ถึงน้ำใจคนไทยว่า "คนไทยใจดีนัก เห็นที่ไหนต้องให้ทานเสมอ แม้ขณะอยู่ในรถอันแสนเร็วเช่นนั้น ยังเอากล้วยโยนเข้ามาทั้งหวี แต่คิดดูเถอะ กล้วยทั้งหวีโยนเข้ามาในรถขณะความเร็วปานนั้น มิใช่ของสนุกเลย "

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ความยากเข็ญดูเหมือนจะทับถมทวี เชลยศึกล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

Image

หมอทหารญี่ปุ่น ไม่สามารถรับมือกับโรคภัยและการขาดอาหารได้ หมอญี่ปุ่นผู้หนึ่ง ซึ่งเชลยศึกเรียกเขาว่า Doctor Death

Image

จะเข้ามาตรวจดูเชลยศึก แล้วจะชี้เพียงว่าคนนี้ควรจะรักษาหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่มีทาง เขาจะให้นำเชลยศึกผู้นั้นไปไว้ใน Death House เพื่อรอวันตายต่อไป

John Coast ได้ถ่ายทอดสภาพชีวิตขณะนั้นไว้อีกว่า " ป่าที่ต้องบุกเข้าไปทำงานนั้นเป็นป่าเปลี่ยว บางแห่งเย็นเยือกเข้าไปในหัวใจ เย็นชื้นชอบกล บางแห่งเป็นโคลนตมทั้งนั้น ต้องอยู่กันอย่างแร้นแค้น เมื่อพอจะคุ้นตั้งเป็นหลักแหล่งดี งานก็เสร็จ เสร็จแล้วก็ต้องย้ายไปทำงานในที่ใหม่ เป็นป่าเปลี่ยวยิ่งขึ้น งานที่ทำนั้นทำกันแต่เช้า กินข้าวต้มกับน้ำตาล ทำไปจนค่ำในทุกๆวันไม่มีเว้น ป่าสูงแห่งหนึ่งเรียกว่า" Wang Po " ห่างจากบ้านโป่ง 103 กิโลเมตร ที่น่าแปลกใจคือ ที่นั่นมีสะพานยาวถึง 400 เมตร สร้างไว้อย่างน่าดู ทั้งๆที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ในที่เช่นนั้น

Image

แม่น้ำตอนนั้นทั้งกว้างทั้งลึก และเป็นหน้าผาสูง เมื่อสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นป่าเราดีๆ แต่บัดนี้ได้เนรมิตรสะพานใหญ่ขึ้น ไม่แต่เท่านั้น ยังมีรถจักรแล่นไปมาได้อย่างสบาย ทาสแห่งพระราชา 2,000 คน ได้สร้างสะพานมหึมานี้ เสร็จภายใน 17 วัน ! "

Image

ความลำบากและความตาย เป็นสิ่งที่ได้ประสพกันจนเป็นของธรรมดา ตลอดเวลาที่ก่อสร้างทางสายนี้ ต้องตากแดดกรำฝน ข้าวต้มกับน้ำตาลเป็นอาหารประจำ ต้องผจญต่อความไข้ ยิ่งตอนอหิวาตกโรคระบาดด้วยแล้ว ตายกันเป็นเบือ

Image

เพราะเป็นอหิวาต์ชนิดที่รุนแรงมาก คนตายนับร้อยในเวลาติดๆกัน ค่ายร้างเป็นค่ายๆไป ตายแล้วก็เผากันในทันทีทันใด ศพกองก่ายกันเหมือนไม่ใช่ศพ ป่าหลังค่ายคือป่าช้า บางคนพูดคุยกันอยู่วันนี้ พอรุ่งขึ้นได้ความว่าตายเสียแล้ว และเผาเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ตอนค่ำ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby EverybodyHurt on Sun Apr 29, 2007 3:05 am

สมัยนั้นญี่ปุ่นคงมีศักยภาพสูงมากเลยนะครับ ถึงคิดการได้ขนาดนั้น
ภาพสีชา ท่าจะสแกนมาจากหนังสือนะครับ ให้อารมณ์มากเลยครับ
:ปิ๊ง:
Image
User avatar
EverybodyHurt
 
Posts: 107
Joined: Sun Mar 18, 2007 2:08 am
Location: ใต้หล้า

Postby อารยา on Sun Apr 29, 2007 9:42 am

ตะ ตุย ซาง
โออิชี่ โตเทะโมะ
สะปีโดะ! สะปีโดะ
อะริกะโตะ โกซัยอิมัสสึ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby GeMiNi on Sun Apr 29, 2007 5:12 pm

ขออัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้า รัชกาลที่ 6 ไว้ ณ ที่นี้


"ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส

เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย

เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย

ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย ไหนจะอายคนทั่วทั้งโลกา"


..........................................................................

ตาทุ้ย wrote:-----------------------------------------------------------------------------
* ผมพยายามหาที่มาของชื่อ " OPERATION SPEEDO "
แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่พบแผนของญี่ปุ่นในชื่อนี้ หรือชื่อทำนองนี้
แต่พบข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ บอกว่าชื่อ " SPEEDO " มาจากคำพูดของทหารญี่ปุ่น
เวลาที่จะเร่งให้เชลยทำงาน ก็จะใช้ไม้ตี หรือดาบปลายปืนจิ้มบั้นเอว แล้วร้องว่า " SPEEDO ! , SPEEDO ! "
------------------------------------------------------------------------------------



คุณตาทุ้ยเล่าที่มาของคำว่า SPEEDO
นึกภาพตอนเถ้าแก่โรงสี เอาไม่เขี่ยไล่กุลีแบกของ ที่ทำงานชักช้า


“เอ้า ...เลียว เลียว ข้าว ... พวกลื๊อ นี่ ม่ายล่ายอย่างใจอั๊วเลย”


...................................................................

.........................................................................
GeMiNi
 
Posts: 137
Joined: Mon Mar 19, 2007 8:09 pm

Postby Guest on Mon Apr 30, 2007 4:44 am

ตอบคุณ EH ครับ

เรื่องศักยภาพของญี่ปุ่น ผมเองก็แปลกใจเหมือนกันครับ
ในแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ญี่ปุ่นส่งฑูตมาทูลขอปืนใหญ่ และกระสุนดินดำ
อีกสามร้อยกว่าปีต่อมา ญี่ปุ่นต่อเรือประจัญบานใหญ่ที่สุดในโลก ทำสงครามใหญ่
ไทยเราก็ยังผลิตได้แค่ปืนใหญ่ประจุปากเหมือนเดิม ถ้าบรรจุท้ายต้องซื้อฝรั่งหรือญี่ปุ่น


ตอบอาจารย์อารยาครับ

ตอนนี้ก็ สะปีโดะ เต็มที่แล้วครับ เหลืออีกสองตอนกว่าๆ



ตอบคุณ Gemini ครับ

ผมเองก็มีจุดประสงค์อย่างนั้นละครับ คืออยากให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า เมื่อเขายึดบ้านยึดเมืองไปแล้ว
เราจะถูก " เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป " อย่างที่เชลยทหารสัมพันธมิตรประสพอยู่ขณะนั้น
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือความผูกพันแบบ"แปลกๆ" ที่มีต่อทางรถไฟสายมรณะ

อันหลังนี้ขอเอาไปเล่าเป็นเกร็ดตอนท้ายดีกว่านะครับ ขนลุก!
Guest
 

Postby ตาทุ้ย on Mon Apr 30, 2007 6:16 am

ผมขอถ่ายทอด บันทึกของเชลยศึก Ernest Gordon อดีตทหารอังกฤษผู้ตกเป็นเชลย
" เดือนกันยายน ผมเปลี่ยนค่ายที่อยู่ใหม่ โดยย้ายขึ้นไปทางเหนือ พวกเราออกเดินทางด้วยความยากลำบาก ทุกคนต้องแบกสัมภาระต่างๆ เดินฝ่าสายฝนและลุยโคลนตม เวลานอนก็นอนกันบนพื้นดินแฉะๆ และกินข้าวที่เย็นชืด

ภาพวาดโดย Charls Threle และ Leo Rawlings อดีตเชลยศึก วาดขณะที่เกิดเหตุการณ์
Image

ผมได้ล้มป่วยลงด้วยเชื้อมาเลเรีย เช่นเดียวกับเพื่อนเชลยศึกหลายคน แต่ก็อุตส่าห์รอนแรมมาจนถึงบริเวณแม่น้ำแคว ซึ่งมารู้เอาภายหลังว่าเป็นที่ที่จะสร้างสะพานข้าม เราเดินทางต่อไปจนถึงตำบลช่องไก่ รอบๆเป็นป่าดงดิบ ได้ยินเสียงสิงสาราสัตว์อยู่ทั่วไป เหล่าเชลยศึกเริ่มสร้างที่พักเป็นกระท่อมไม้ไผ่หลังยาว กระท่อมหลังหนึ่งเป็นที่พักของเชลยศึกประมาณ ๒๐๐ คน เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งมีพื้นที่กว้าง ๒ ฟุต ยาว ๖ ฟุต ซึ่งก็ประมาณเท่ากับโลงศพนั่นเอง


การสร้างทางรถไฟเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๕ และจากกำหนดเวลา ๑๘ เดือน ถูกลดลงมาเหลือเพียง ๑๒ เดือน

Image


Image

ทหารญี่ปุ่นจึงเข้มงวดกับเรามากขึ้น เราถูกทรมาน ทุบตี อดอยาก และทำงานหนัก และเมื่อเจ็บป่วยก็ถูกทอดทิ้งราวกับสัตว์ พวกเราต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตีห้า หรือหกโมงเช้า ทำไปตลอดทั้งวัน ถ้างานยังติดพันอยู่ก็อาจถูกบังคับให้ทำต่อจนถึงรุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง


Image

สำหรับนายทหารไม่ต้องถือจอบเสียมทำงานแบบกรรมกร แต่มีหน้าที่ต้องแนะนำวิธีปฎิบัติงาน ซึ่งก็ใช้เวลาทำงานเท่ากับบรรดาเชลยศึกทั้งหลาย เราทำงานกันอาทิตย์ละเจ็ดวัน ไม่รู้แม้แต่เวลา บางครั้งเราต้องถอดเสื้อผ้า รองเท้า ทำงานภายใต้ความร้อน ๑๒๐ องศาฟาเรนไฮต์ บางคนเหนื่อยอ่อนหมดแรง และล้มลงสิ้นใจ ไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่อีกแล้ว ทุกคนมีแต่ความทุกข์โศกและสิ้นหวัง ชีวิตของเชลยศึกไร้ค่ามากในสายตาทหารญี่ปุ่น


(มีต่อ)
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Next

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests