Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

SPEEDO !

Postby ตาทุ้ย on Mon Apr 30, 2007 6:19 am

งงเลยว่าทำไมภาพมาบ้างไม่มาบ้าง รบกวนคุณ EH หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ลุงต้อย on Mon Apr 30, 2007 9:51 am

อ่านแล้ว ... ยิ่งทำให้ชวนติดตาม ... รายละเอียดดีมากเลยครับ ตาทุ้ย...

อีกอย่างคือ ... อยากรู้ตำนานของคุณสากกะเบือดิน ... ว่ามีความเป็นมายังไงด้วย ... และสุดท้ายลงเอยยังไง ... ถ้าตาทุ้ยมีข้อมูลละก็ ช่วยลงให้อ่านด้วยนะครับ

จะรออ่าน ... (ด้วยการรอคอย)

ขอบคุณครับ ......
User avatar
ลุงต้อย
 
Posts: 127
Joined: Tue Apr 17, 2007 1:07 pm
Location: จากชุมพรมาหลายปี ยึดชลบุรีเป็นหลัก

Postby ติดตาม on Mon Apr 30, 2007 10:16 am

โอ้ แม่จ้าว......

เดิมคิดว่าเป็นกระทู้ชุดว่ายน้ำ ที่ไหนได้ สุดยอดเลย ไปหามาได้ยังไงคะนี่ คุณตาฯ สนใจเรื่องประวัติศาสตร์พวกนี้มากเลย

คุณตาฯ สมควรได้รับรางวัลผู้ค้นหาและนำข้อมูลต่างๆ มาเสนอให้พวกเราได้ดู

มันมีค่ามากเลยค่ะ

ไม่เคยรู้ละเอียดอย่างนี้มาก่อนเลย ขอบคุณ ๆๆๆๆ
Attachments
DVD_GiftsToShare_ST.jpg
DVD_GiftsToShare_ST.jpg (22.92 KiB) Viewed 757 times
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby Guest on Mon Apr 30, 2007 11:00 am

ผมชอบสำเนียงยุ่นปี่ "สะปีโดะ" ที่คุณตาทุ้ยเอามาเป็นชื่อเรื่องน่ะครับ
เลยมาทดสอบออกเสียง สปีโดะๆๆ เล่นหนุกๆ
จะกินอาหารอร่อยต้องใจเย็นๆ "โออิชิ โตะเตะโมะ" อย่างว่าครับ
Guest
 

Postby อารยา on Mon Apr 30, 2007 11:17 am

อ้าว ข้างบนผมลืมเข้าระบบเองครับ
ป้าติดตาม ชุดว่ายน้ำมันอันนี้ครับ
Attachments
64.jpg
SPEEDO SwimWear
64.jpg (31.4 KiB) Viewed 735 times
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ตาทุ้ย on Wed May 02, 2007 2:04 am

ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านครับ
ส่วนที่ลุงต้อยขอข้อมูลเรื่องสากกระเบือดิน ผมต้องขออภัยที่ไม่มีข้อมูลอยู่เลยครับ
ปกติผมชอบเก็บเล็กผสมน้อย ข้อมูลที่เป็นประวัติศาสตร์ แต่สำหรับสากกระเบือ
ผมไม่เห็นคุณค่าพอที่จะเก็บข้อมูลไว้ เห็นเป็นแค่การสร้างภาพ-ปั่นราคา ก็เลยไม่ได้สนใจ

แต่ประเด็น"ทองลิเจีย"หรือทองญี่ปุ่นนั้น ผมเชื่อว่ามีการซ่อนเอาไว้จริง
เพราะเป็นทองที่ญี่ปุ่นได้มาจากการปล้นเมืองต่างๆ เช่นสิงคโปร์ ชวา ฯลฯ
แต่หลังสงคราม ญี่ปุ่นได้มาขนไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
ส่วนที่เหลือ ต้องเป็นคนที่ "มีบารมี"(อาจต้องอยู่เหนือรัฐธรรมนูญด้วยจริงๆ) จึงจะพบ
ระดับสากกระเบือดิน หาเท่าไรก็ไม่พบหรอก คนเฝ้าเขาเยอะ
พูดไปแล้วอาจไม่เชื่อนะครับ แต่ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ผมมีเรื่องเล่าตอนท้ายนะครับ ที่บอกว่า ขนลุก! นั่นแหละครับ

ส่วนของคุณติดตาม ผมจำไม่ได้แล้วว่าในกระทู้ไหน
คุณติดตามบอกว่าชอบรูปหมา ที่ผมเอามาเป็น Icon

ผมตั้งใจอย่างนั้นจริงๆครับ ตั้งแต่เห็นภาพหมาตัวนี้
ผมคิดว่ามันให้ความหมาย " ต่ำต้อย สงสัย และวิงวอน "
อย่างเดียวกับความประสงค์ของผม ที่เข้ามาสู่โลกไซเบอร์เลยครับ
ขอบคุณครับ

อันนี้ตอบอาจารย์อารยาครับ
ตอนที่ผม search คำว่า Speedo ก็มีแต่ชุดว่ายน้ำขึ้นมาเป็นพรืดเลยครับ
นึกแล้วเชียว แต่ชอบคำนี้ครับ มันเล่าเรื่องราวได้ดีทีเดียว
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Wed May 02, 2007 2:12 am

มีภาพตกค้างข้ามตอนอยู่อีกสองภาพครับ เป็นภาพเชลยทหารสัมพันธมิตร
ระหว่างเดินทางด้วยรถไฟ จากสิงคโปร์ ตรงมาที่บ้านโป่งเลย

ภาพวาดของ Charles Thrale อดีตเชลยศึก

Image


ถาพการเดินทางขณะรถไฟจอดพัก

Image


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Wed May 02, 2007 2:54 am

มาอ่านบันทึกของ Ernest Gordon กันต่อนะครับ
ผมคิดว่าเขาบันทึก และบรรยาย ได้สมจริงทีเดียว

----------------------------------------------------------------

ฝนตกตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานในปีนั้น เราทำงานท่ามกลางสายฝน
บริเวณค่ายที่เราอยู่ใกล้แควน้อย เมื่อน้ำหลากจึงท่วมมาถึงที่พักของเรา

สะพานข้ามแม่น้ำแคว จุดสำคัญที่สุดในการสร้างทางรถไฟสายนี้ ในปี ๒๔๘๕
ญี่ปุ่นขาดอุปกรณ์ เครื่องทุ่นแรง จึงต้องอาศัยมือของเหล่าเชลยศึกและกรรมกร

Image

Image

สะพานได้สร้างเสร็จในเวลาเดือนเศษ สะพานนี้เปรียบเสมือนหลุมศพของหลายๆชีวิต
มีคนตายมาก ตลอดเส้นทางสายนี้

Image

ระยะแรกๆ พวกญี่ปุ่นยังคงยอมรับกฎสากล ที่ว่าจะไม่ใช้นายทหาร ปฎิบัติงานเยี่ยงกรรมกร
แต่แล้วก็ฝืนกฎสากลข้อนี้ด้วยการบังคับพวกเรา ใครไม่ปฎิบัติตามต้องตาย ในสถานการณ์เช่นนี้
นายทหารจึงต้องปฎิบัติตามความต้องการของญี่ปุ่น

Image

Image

ใครก็ตามที่ต้องถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายนี้ ความเป็นกับความตายมีอัตราส่วนเท่าๆกัน


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

จุ๊ จุ๊ มาช่วยเติมน้ำพริกน้ำส้มครับ

Postby อารยา on Wed May 02, 2007 8:32 am

อารยา wrote:เมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว เออเนสต์ กอร์ดอน มาเยี่ยมสุสานทหารสัมพันธมิตรที่เมืองกาญจน์
ในโอกาสนั้น มีการพบกันกับอดีตนายทหารล่ามญี่ปุ่นชื่อ ตาเกชิ นากาเซ่ (นักเรียนก่าอ๊อกซ์ฟอร์ด ก่อนมาเป็นทหารในกองทัพพระจักรพรรดิ์)ที่บริเวณไม่ห่างจากสพานข้ามแม่น้ำแคว
เป็นเวลา 3 ปี ที่ทั้งคู่ถือว่าเคยเป็นศัตรูคู่สงครามในค่ายนรกกลางป่าเมืองกาญจน์นี้
และนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีที่ทหารอังกฤษกับญี่ปุ่นที่เคยเจอกันเยี่ยงศัตรู ได้มาพบกันอีกครั้งอย่างเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกใบเดียวกันนี้
เมื่อพบกัน ทั้งคู่จับมือ และคุยกัน เป็นภาพที่ทั้งสะเทือนและประทับใจยิ่ง.....
Attachments
kwaibridge1.jpg
kwaibridge1.jpg (18.71 KiB) Viewed 691 times
400kwai06.gif
400kwai06.gif (84.56 KiB) Viewed 688 times
egordon&guardToday.jpg
กอร์ดอน กับ นากาเซ่
4 กุมภาพันธ์ 2543 กาญจนบุรี
egordon&guardToday.jpg (5.96 KiB) Viewed 680 times
Last edited by อารยา on Sat Jan 31, 2009 7:50 pm, edited 19 times in total.
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ลุงต้อย on Wed May 02, 2007 9:07 pm

ขอโทษทีครับ ... ตาทุ้ย ... ลุงต้อย.. ใช้คำพูดผิด ... ก็เลยสื่อกันสะเปะสะปะ

จริง ๆ แล้ว ลุงต้อยไม่ได้อยากรู้เรื่องชีวประวัติของคุณสากกระเบือดินหรอกครับ ... แต่อยางรู้ตำนานเรื่องทองคำ ที่คุณสากกระเบือดินเอามากล่าวอ้าง ... ซึ่งลุงต้อยก็ไม่ได้เชื่อซะทีเดียว ... แต่ลุงต้อยเชื่อว่า ... ตำนาน ก็คือ ตำนาน เหมือน ตำนานเรื่อง น้ำท่วมโลก ไม่ใช่นิทานเรื่องกระต่ายกับเต่า ... ซึ่งอาจจะมีส่วนจริงปะปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ...

ดังนั้น ... สิ่งที่ลุงต้อยอยากรู้ คือ ตำนาน เรื่องทองคำครับ ไม่ใช่ คุณสากกระเบือดินเป็นคนจังหวัดใดและเป็นลูกของใคร

555+++ (อยากให้ ตาทุ้ยเล่าให้ฟังบ้างจริง ๆ ครับ)
User avatar
ลุงต้อย
 
Posts: 127
Joined: Tue Apr 17, 2007 1:07 pm
Location: จากชุมพรมาหลายปี ยึดชลบุรีเป็นหลัก

Postby ตาทุ้ย on Fri Dec 21, 2007 12:32 pm

ปล่อยกระทู้นี้ไว้นานเลย พอดีเมื่อวานนี้ ผมได้ไปที่เมืองกาญจน์
ก็เลยแวะหาข้อมูลหลายอย่างที่อยากทราบ กับตามหาเรือที่ผมเคยกล่าวถึงไว้

ก็ได้ไปพบแล้วจริงๆ แต่เจ้าของเขาย้ายที่เก็บ สภาพเหมือนที่ผมเคยเห็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน

Image


เรือลำนี้ คนเฒ่าคนแก่ ยืนยันว่าเป็นเรือลำหนึ่งในจำนวนหลายลำ ที่รับจ้างญี่ปุ่น ลำเลียงสัมภาระส่งทางแม่น้ำ
ไปยังไซท์ที่อยู่ต้นน้ำขึ้นไป ขากลับก็ล่องเอาคนเจ็บหนัก มารักษาที่โรงพยาบาล ในค่ายใหญ่ที่เมืองกาญจน์


Image


ระยะทางนับร้อยกิโล ใช้เวลาเดินทางหลายวัน บางครั้งน้ำเชี่ยว ใช้เวลาเดินทางเกือบครึ่งเดือน
(ภาพนี้จากหน้า ๑ เป็นเรือประเภทเดียวกัน แต่คงไม่ใช่ลำนี้)

Image

แน่นอนว่าต้องมีคนเจ็บตายในเรือ กว่าจะถึงศพก็เริ่มเน่าในเรือนี่เอง

Image


เมื่อครั้งที่ผมเห็นเรือลำนี้ครั้งแรก เป็นเวลาเย็นค่ำที่พิพิธภัณฑ์ใกล้จะปิดแล้ว
แต่เจ้าของท่านก็ยังกรุณาเปิดให้ผมเดินดู แล้วก็ไม่ทราบว่าเพราัะอะไร ผมยืนอยู่ข้างเรือนี้เป็นเวลานาน
ความรู้สึกมันบอกว่าเรือนี้มีอะไรสักอย่าง ? ก็เลยไปถามคนที่รู้ จึงได้ทราบที่มา

เดี๋ยวคืนนี้มาคุยกันต่อ สะพานข้ามแม่น้ำแคว ถูกทิ้งระเบิดขาดกี่ครั้ง ?
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Sat Dec 22, 2007 3:11 am

ผมไปพบบันทึกของอดีตเชลยศึก ว่าสะพานข้ามแม่น้ำแควนั้น เป็นเป้าหมายสำคัญ
ที่สัมพันธมิตรพยายามทำลาย เพื่อตัดการส่งกำลังบำรุงของญี่ปุ่น สู่แนวหน้าในพม่า
ดังนั้นสะพานฯ จึงถูกทิ้งระเบิดหลายครั้ง ที่โดนเป้าจนขาดเสียหายหนัก มีสองครั้ง

พอดีผมไปได้ภาพใหม่มา ช่วยยืนยันว่าสะพานมีการซ่อมใหญ่อย่างน้อยสองครั้ง

ถ้าดูภาพของ kwaibridge1.jpg อาจารย์ฯ ในคำตอบด้านบน
จะเห็นโครงทรัสต์รูปโค้ง ของสะพานช่วงที่ขาด ภาพนั้นคือที่โดนระเบิดขาดครั้งแรก
เพราะโครงสะพานเดิม ญี่ปุ่นรื้อมาจากชวา ทรัสต์เป็นรูปโค้งทั้งหมด

พอขาดครั้งแรก ญี่ปุ่นก็ซ่อม ทีนี้ใช้โครงทรัสต์เป็นแบบตรง ตามภาพนี้นะครับ

Image

ภาพขณะซ่อมครั้งแรก

Image

ซ่อมเสร็จครั้งแรก สังเกตโครงทรัสต์ส่วนที่ซ่อมนะครับ ว่าความสูงจะเท่ากับส่วนที่โค้ง

Image


พอช่วงท้ายสงคราม ญี่ปุ่นป้อแป้เต็มที สัมพันธมิตรครองอากาศได้เกือบทั้งหมด
สะพานที่ซ่อมไว้ ก็เลยโดนระเบิดขาดเป็นครั้งที่สอง จนกระทัั่งสงครามสงบ
ไทยเราต้องขอซื้อทางรถไฟและสะพาน จากอังกฤษ แล้วก็จ้างบริษัทญี่ปุ่นซ่อม ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ภาพนี้น่าจะถ่ายขณะซ่อมเสร็จแล้ว หลังสงคราม สังเกตความสูงของโครงทรัสต์นะครับ

Image

สองภาพนี้ ยืนยันว่าสะพานช่วงที่ขาดครั้งที่สอง เราซ่อมเอง โดบจ้างญี่ปุ่น


Image

Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Sat Dec 22, 2007 3:28 am

ส่วนตำแหน่งที่ตั้งของสะพานไม้ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ ยังคงรักษาไว้ แต่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
เพราะเมื่อประมาณปี ๒๕๓๕ ผมยังเห็นซากเสาที่เป็นหอสังเกตการณ์ อยู่คู่กับสะพานไม้นี้
ปัจจุบันคงเหลือแต่ซากเสาตอม่อสะพานนิดหน่อยอยู่บนฝั่ง เจ้าของที่ดินก็พยายามรักษาไว้

Image

ตำแหน่งของสะพานไม้ด้านตะวันออก(ฝั่งตัวเมือง) อยู่ตรงขวามือของภาพ ถัดจากแพร้านอาหาร


Image
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ตาทุ้ย on Tue Dec 25, 2007 1:28 am

ตัวเลขอย่างเป็นทางการ(ใกล้เคียงที่สุด) ของผู้เสียชีวิต ในการสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่านี้ มีเกือบแสนคน
ที่เป็นเรื่องโด่งดัง ก็เพราะว่ามีเชลยสัมพันธมิตร มาเสียชีวิตมาก แต่ถ้าดูตัวเลขโดยรวมแล้ว
เชลยสัมพันธมิตร เสียชีวิตประมาณ ๒๐ % ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ลองดูอันนี้นะครับ

จำนวนคนงานก่อสร้างทางฯ ทั้งหมด ๒๕๔,๗๑๑ คน
เป็นเชลยสัมพันธมิตร ๖๑,๘๑๑ คน
เป็นคนงานชาติต่างๆ ๑๙๒,๙๐๐ คน

เชลยสัมพันธมิตร ตาย ๑๒,๖๑๙ คน(๒๐.๔ %)
คนงานชาติต่างๆ ตาย ๘๖,๔๒๕ คน(๔๘ %)
รวมทั้งหมด(ตาย) ๙๙,๐๔๔ คน

คนงานชาติต่างๆเหล่านั้น พอตายก็ฝังหรือเผากันตามมีตามเกิด
เป็นศพนิรนาม ไร้ญาติ ไร้การตอบแทนชดใช้ใดๆแก่ครอบครัว เกือบทั้งหมดก็ไร้แม้แต่ที่กลบฝังอันสงบของตนเอง
ไม่มีพิธีทางศาสนา ไม่มีบทสรรเสริญหรือคำสดุดี ไม่มีกองเกียรติยศ
ร่างของเขาเหล่านั้น คงกระจัดกระจายอยู่ตามแนวทางรถไฟ
ในราวป่าที่ห่างไกลผู้คน หรือใต้พื้นที่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นชุมชน ฝังทั้งร่างของเขาเหล่านั้น และอดีตอันลำเค็ญ

มีการขุดค้นพบร่างนิรนามของเขาเหล่านั้นเรื่อยๆ เพียงแต่ไม่เป็นข่าวใหญ่โต

Image


ผมไปพบที่พิพิธภัณฑ์สงครามนี้บางส่วน โดยเขารวบรวมกระดูกนิรนามที่ถูกค้นพบไว้ร้อยกว่าร่าง

Image

สังเกตฟันเลี่ยมทองที่โครงกระดูกด้านหน้านะครับ ผมสันนิษฐานว่าเป็นชาวจีน
ส่วนโครงกระดูกด้านหลัง น่าจะเป็นฝรั่ง เพราะร่างสูงใหญ
User avatar
ตาทุ้ย
 
Posts: 583
Joined: Sun Mar 18, 2007 12:06 pm
Location: เมืองนนท์ ประเทศไทย

Postby ๐๐๑๖ on Wed Dec 26, 2007 1:54 am

Image

* สำหรับทหารทุกคน ไม่ว่ามาจากไหน ชาติใด เก่งกาจเพียงไหน หรือปอดลอยเพียงใด เมื่อเข้าสู่สงครามหรือการสู้รบ และเมื่อพ่ายแพ้ *แรงหนีตาย* คือสิ่งสำคัญสูงสุดที่ขับเคลื่อนจิตใจให้รักชีวิตและตัดสินใจที่จะเลือกสถานะ*เชลยศึก* อย่างน้อยยังดีกว่าตาย หรือขอไปตายดาบหน้า ทุกคนไม่ว่าจะมาจากโรงเรียนทหารที่เก่าหรือเก๋าเพียงใด ในเวลาอย่างนั้น มักจะลืมคำปฎิญาณที่ท่องปาวๆตั้งแต่ครั้งเป้นทหารใหม่หรือนายทหารใหม่กันเป็นทิวแถว เพราะสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ น้อยนักที่จะมีใครบังคับมันได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี*

** ในทางกลับกัน หากเชลยศึกเหล่านั้นมีญาณรู้ล่วงหน้าว่า วันข้างหน้าสถานะเชลยศึกที่ตัวเองเลือกที่จะเป็นนั้น มันโหดร้ายกว่าการขายชีวิตในสนามรบมากเหลือคณานับ ผมเชื่อว่าเชลยศึกพวกนั้นจะยอมตายคาสนามรบมากกว่าที่จะยอมเป็นเชลยศึก ดังนั้นใร รร.ทหารทั่วโลกที่สอนนักเรียนให้จบออกมาเป็นผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็กในเบื้องต้น จึงมักปลูกฝังให้ผลผลิตของตัวนั้นใส่ไข่ป้ายสีคู่ศึกให้ผู้ใต้บัญชาฟังก่อนเข้าสู่สนามรบ ซึ่งในทางปฎิบัติจริงนั้นมันก็มีทั้งจริงและเท็จ การสร้างแรงจูงใจ การสร้างสถานการณ์ การสร้างขวัญกำลังใจ เป้นสิ่งแรกที่ ผบ.หน่วยทุกคนต้องเริ่มทำก่อนปลดเซฟปืนในนาทีสุดท้ายก่อนความเป็นและความตายจะมีค่าเท่ากันในตรงเบื้องหน้า ยศเล็กก็ทำแบบเล็กๆ ยศใหญ่ก็ทำแบบใหญ่ๆ เรื่องแบบนี้คนระดับขุนศึกแม่ทัพนายกองเขาทำกันมาตั้งแต่โบราณ แต่ตกมาถึงยุคเรานี้ มันจึงกลายเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ทางการทหารเอามาประยุกต์ใช้กันทุกกองทัพทั่วโลก เราเรียกมันว่า *การสงครามจิตวิทยา* และเพราะมันใช้ได้ผล ใช้แล้วเกิดผล ศาสตร์แขนงนี้สำหรับทางการทหารจึงถูกบรรจุเป็นสิ่งสำคัญที่ระบบเสนาธิการจะขาดมันไปไม่ได้โดยเด็ดขาดสำหรับศิลป์ในการทำสงครามแบบสมัยใหม่ ในกองทัพต่างประเทศที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งด้านดีและร้ายเช่น อเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีทั้งเหนือและใต้ เยอรมัน เวียดนาม อังกฤษ นายทหารผู้ที่มีฝีมือในศาสตร์แขนงนี้อย่างโดดเด่น จะมียศค่อนข้างสูงในกองทัพ เพราะประเทศพวกนี้เขารู้ดีว่า *การปรุงแต่งจิตวิทยาสำหรับการสงคราม มันมีพลานุภาพเหนือกว่าสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ในบางครั้ง หากใช้มันเป็น และใช้มันถูกลักษณะ * บางครั้งเรื่องพวกนี้นั้น สามารถสร้างความเสียหาย ความหวาดกลัวให้แก่คู่ศึกได้เทียบเท่าความตายเลยทีเดียวเมื่อใช้หวังผลที่คู่ศึก บางครั้งเรื่องพวกนี้สร้างพลานุภาพของกองทหารให้มีประสิทธิภาพคูณสองคูณสามได้ เมื่อใช้หวังผลไปที่กองกำลังของตัวเอง **

*** สำหรับทหารไทยนั้น หากเราต้องรบ หากเราต้องอยู่ในสนามรบ และในวาระสุดท้ายที่เราจำเป็นต้องเลือกว่า จะอยู่แต่เป็นเชลยศึก หรือ จะตายแต่เป็นผู้สละชีพในสนามรบ เราจะเลือกอย่างไหน ถ้าในตำราทางทหาร ในทางที่ฝึกฝน ทุก รร.สอนเป็นเสียงเดียวกันว่า ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ ตายในสนามรบเป็นเกียรติของทหาร แต่ในทางปฎิบัตินั้น เมื่อสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้านั้น มันคือตายเก้าสิบ รอดสิบ เมื่อนั้นก็จะเป็นไปตามทฤษฎีที่รู้กันทั่วโลก สัญชาติญาณดิบของมนุษย์จะถูกขับเคลื่อน และมันจะมีผลกับทหารคนนั้นอย่างมากจนถึงมากที่สุด เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วนั้น เมื่อสัญชาติญาณดั้งเดิมของมนุษย์ถูกขับเคลื่อน วินัยช่วยอะไรตรงนี้ไม่ได้ ความรู้และทักษะทางทหารช่วยอะไรไม่ได้ ทั้งสองสิ่งถูกกดคอนเนคชั่นอัตโนมัติโดยประสาทสัมผัสทั้ง๕ของความเป็นมนุษย์ สุดท้าย เราอาจจำต้องวางปืนและชูมือขึ้นเหนือหัว และพร้อมที่จะวัดดวงฝากชีวิตที่เหลือไว้กับอารยธรรมของกองทัพคู่ศึก ***

****ดังนั้น ก่อนจะรบกับใคร กองทัพของเรามีหน้าที่ที่จะต้องศึกษาให้ทะลุทุกด้านของคู่ศึก ทั้งพฤติกรรมการทำสงคราม ระดับอารยธรรมของชาติและกองทัพของคู่ศึก มูลเหตุของการสถาปนาสงคราม สภาวะของสงคราม แล้ว กองทัพก็ต้องมีหน้าที่ที่จะต้องบอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาว่า เรารบกับใคร ข้าศึกมันเป็นอย่างไร เรารบเพื่ออะไร สิ่งเบื้องต้นของคู่ศึกที่ทหารทุกคนควรรู้ก่อนเข้าสนามรบที่มีการประกาศนั้น มันจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากในยามคับขันที่เราต้องเลือกว่า เราจะอยู่หรือเราจะตาย เพราะเมื่อถึงเวลานั้น เราจะรู้ความหมายของการการเป็นมนุษย์ หรือความหมายของชีวิตได้ลึกซึ้งที่สุด ส่วนสิ่งที่เรารู้จากกองทัพก่อนเราก้าวเข้าสู่สนามรบรบเพื่อทำหน้าที่ของสัตว์สังคมประเภททหารนั้น เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า อันนั้นก็สุดแล้วแต่ระดับอารยธรรมและระดับสติปัญญาของความเป็นผู้บังคับบัญชาของกองทัพ ****
..แผ่นดินไทยไม่มีวันถูกแบ่งแยก..
User avatar
๐๐๑๖
 
Posts: 73
Joined: Tue Mar 20, 2007 4:43 am

PreviousNext

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests