ที่ไทยแพ้ ศาลโลกมีคำวินิจฉัย 37 หน้าก็มิได้ให้ความสำคัญกับประเด็นความขัดแย้งระหว่างอนุสัญญา 1904 กับแผนที่ฝรั่งเศส Annex 1 (1908) ดูเผินๆก็เสมือนศาลโลกไม่ให้น้ำหนักอะไรกับแผนที่ แต่ดูลึกอีกนิดก็แปลว่าศาลไม่ให้ความสำคัญกับอนุสัญญา 1904 ด้วย
ตรงนี้ไม่ว่ากัน คือถ้าเมินอนุสัญญา 1904 ที่ตกลงใช้สันปันน้ำในกา่รทำแผนที่ ก็ต้องไม่สนแผนที่ 1908 ที่ห้อยมาด้วย
แต่ศาลหันมาใช้ “หลักกฎหมายปิดปาก” ไทย โดยฟังกัมพูชาที่ยกประเด็นต่างๆเมื่อ 100 ปีกว่ามาอ้างว่าไทยก็รู้ว่าแผนที่ฝรั่งเศส 1908 ระวาง (Annex 1) ห่วยแตก ทำไมไม่แย้งว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในแดนไทย นิ่งเฉยก็แปลว่ายอมรับสิ ศาลบอกว่าเห็นจุด (2 มิลลิเมตร) ในแผนที่ไหมนั่นแหละตัวปราสาทละ มันอยู่ในเขตกัมพูชาตั้งแต่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส เห็นหรือเปล่า ให้เขาไปซะ!!!!!!
นี่คือเรื่องจริงในศาลโลกที่กรุงเฮก

เป็นคำตัดสินที่เลือกประเด็นและหลักฐานที่ให้ประโยชน์แก่โจทก์อย่างจงใจของผู้พิพากษา 6 คน อีก 3 คนมองว่าเป็นข้อวินิจฉัยที่ผิดปกติที่สุดในประวัติศาสตร์การตัดสินความของศาลโลก การยกอธิปไตยของประเทศหนึ่งให้กับอีกประเทศหนึ่งมันยากที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่คดีนี้หลักฐานนอกจากขาดมาตรฐานสากลแล้ว ยังพบว่าเป็นการปฏิบัติที่ขาดความคงเส้นคงวา
เริ่มจากเลือกใช้หลักกฎหมายละติน (มาปิดปากไทย) ทำเป็นมองข้ามแผนที่ฝรั่งเศส แต่พอหมดมุกก็กลับไปเปิดแผนที่เส็งเคร็งขึ้นมาสรุป แล้วยกส่วนเดียวคือตัวปราสาทให้เป็นสิทธิ์ของโจทก์ ท่าน ดร. สมปองท่านตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตรงจุด 2 มิลลิเมตรบนแผนที่อัปยศนั้นมีรอยพับที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็นด้วยซ้ำ
1 ใน 3 ของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยเขียนคำแย้งข้อวินิจฉัยของศาลโลก 40 หน้า ซึ่งวันนี้อารยาคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศต้องเอามาทบทวนเพื่อตั้งสติกันใหม่ จำเลยวันนี้มิใช่แค่ยูเนสโกที่ตัดสินเอนเอียงเรื่องมรดกโลก (ที่เอาแน่ยังไม่ได้เลยว่า ตกลงยก The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear หรือ The Temple of Preah Vihear ให้กัมพูชากันแน่) แต่ต้องสาวไปถึงศาลโลกด้วยว่า ประการแรกมาตรวัดฐานความผิดของไทยที่ใช้หลักกฎหมายปิดปากนั้น ฟังได้หรือไม่ อีกประการคือ เหตุไรจึงขาดความคงเส้นคงวาในการใช้แผนที่ประกอบการวินิจฉัย เพราะทีแรกไม่ให้ความสำคัญกับปผนที่ฝรั่งเศส แต่พอจะยกอธิปไตยให้กัมพูชาก็กลับมาใช้
กลับมาดูทางไทยในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศไทยเห็นความกะล่อนของทั้งกัมพูชาและพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมของศาลโลกมาเกือบ 40 ปี ก็เลยสับสนไปกับหลากหลายมาตรฐาน พลอยเบลอถึงกับเขียนใน MOU 2543 ว่าไทยร่วมจัดทำด้วยกับฝรั่งเศส นั่นเป็นจุดอ่อนที่กัมพูชาเองยังประหลาดใจว่าเจ้าหน้าที่และ/หรือรัฐมนตรีไทยอ่อนซ้อมถึงกับถอดใจกับคำขู่ว่าถ้าไม่อ้างแผนที่ฝรั่งเศสจะไปฟ้องศาลโลก และนั่นคือที่มาของบันทึกช่วยจำ 2543 ดังกล่าว และต่อมาใน TOR 2546 ตกลงทั้งรัฐบาล ปชป.และ ทรท. โดนเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศให้คำปรึกษาไร้สติ จนวันนี้กลายเป็นถือทิฐิจนทางพนมเปญคงนั่งหัวเราะท้องขัดท้องแข็งแล้วเป็นแน่
วันนี้ กต. ก็ยังยืนยันความเข้าใจผิดของตนตลอด 10 ปีที่เกิดจากไปงัดเอาแผนที่ฝรั่งเศสมาอ้างจนฮุนเซนได้ใจสุดๆ ถึงกับปลายเดือนที่แล้วลั่นว่ายังไงๆต้องถือแผนที่ฝรั่งเศส แต่ก่อน 40 กว่าปีกล้าพูดไหมครับ วลีอย่างนี้ เพราะจะถูกสวนกลับว่างี่เง่า แต่เมื่อเรางี่เง่าเสียเอง มันก็กล้าสิ เพราะมีแต่จะได้การสนับสนุนจากไทยว่า เออ พูดถูกว่ะ หารู้ไม่ว่า นี่คือการเดินหลงทางไปสู่การเสียดินแดนซ้ำซาก
เรื่องกัมพูชาจะฟ้องศาลโลกอีกรอบนั้น ถ้าไทยจะไม่รับหมายศาลโลก ก็ทำได้ กระทรวงต่างประเทศน่าจะเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่ต้องตกใจมากมาย หลังจากเต้นตามเกมเขมรมากว่า 40 ปี ดร. สมปองท่านบอกแล้วว่า การจะนำปัญหาในกรอบทวิภาคี (ไทย-กัมพูชาล้วนๆกรณีมรดกโลก) ไปทำเป็นปัญหาพหุภาคี (ขึ้นศาล) มันทำไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นหลักง่ายๆ เขมรมันชอบขู่ เดี๋ยวจะเอาเข้าอาเซียน หรือคณะมนตรีความมั่นคง ยูเอ็น เอาเข้าจริงๆก็แหย เออ ถ้ามีสงครามรบพุ่งกันก่อนสิไม่ว่า ขี้คร้านกองกำลังสหประชาชาติจะแส่เข้ามาแทรกไม่เกินสองอาทิตย์ ลองดูก็ได้ เอาไหม
แล้วทำไมไปกลัวคำขู่ของกัมพูชา ทำไมต้องไปคิดเหมือนคนในอาณานิคมด้วย
รัฐมนตรีกษิตอย่าอ้างว่าอ่านเอกสารหมดแล้ว บางครั้งการกลับมาทบทวนอีกครั้งในขณะสวมบทบาทต่างจากก่อนเกษียณราชการ ความคิดความอ่านมีโอกาสเห็นต่างไปจากเดิม อาจได้มิติใหม่ทางปัญญา และพบประเด็นที่ไม่เคยพบมาก่อนได้ เช่น อาจต้องถามตัวเองว่าคิดดีแล้วหรือที่จะหาเรื่องเอาข้อตกลงชั่วคราวก่อนทำ “สนธิสัญญาไทย-กัมพูชา” ไปให้สภาพิจารณา (ตามมาตรา 190 ใน รธน.) ????
ดร. สมปอง ท่านกล่าวไว้เมื่อสามวันก่อน อารยาฟังชัดหู http://redirectingat.com/?id=593X1004&u ... io%2FDetai
ว่าสภาต้องไม่ผ่านข้อตกลงชั่วคราวก่อนทำ “สนธิสัญญาไทย-กัมพูชา” มิฉะนั้น ผามออีแดง ศรีสะเกษ จะถูกเขมรกินเรียบ และอยากให้ กต. ฟังเสียงของประชาชนและนักวิชาการ แทนที่จะคิดแบบข้าราชการ และเตือนทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับอธิปไตยของชาติ ไทยเป็นชาติรักสงบ "ต้องการสันติภาพ แต่ต้องเตรียมทำสงครามไว้ด้วย"
วันนี้ประชาชนโชคดีที่มี รธน. มาตรา 190 ที่ทำให้เรารู้ว่า รัฐบาลกำลังจะทำอะไรผิดซ้ำซาก แต่ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจคงเป็นทัศนคติเดิมๆของรัฐบาลที่ไม่เปลี่ยน ยังคงมองว่าไม่มีใครรู้ดีเท่าตน โดยเฉพาะที่เห็นค่อนข้างชัดในพฤติกรรมของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐมนตรีหรืออธิบดีบางคน

นายกฤต ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร และ นายเพ็ญศักดิ์ ชลารักษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ (พล.ท. แดนเสียชีวิตแล้วเมื่อเดือนตุลาคมปีกลาย)
มาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ 2550
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก
และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือ สัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต
ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ
หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง
หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าวก่อน
จะดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง
คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น
ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
ไม่ว่าจะเป็น MOU TOR JC ถ้ามีประเด็นที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ
จะเข้าเกณฑ์มาตรา 190 นี้ทั้งนั้น ไม่ต้องมาเถียงว่า Joint communique เป็น Treaty
หลังไปเจรจาความเมืองแล้ว เมื่อกลับมาก็ต้องรายงานให้สภาทราบตาม ม. 190(3)ก่อนลงนามในหนังสือสัญญา
ม. 190(3) เขียนกันไว้ ในทางปฏิบัติถ้าว่ากันเต็มรูป ตรงนี้ผมว่าจะมากไป ไม่ทันการณ์ คิดว่าเมื่อกลับมาแล้ว ตัวรัฐมนตรีแค่รายงานให้สภาทราบว่าไปคุยตรงกับที่เคยมาขออนุมัติ "ข้อตกลงชั่วคราว" ตาม 190(2) หรือไม่ นอกจากนั้น จะมีข้อใดที่ฝ่ายโน้นเห็นเป็นอย่างอื่นบ้างหรือไม่ ซึ่งก็ย่อมมีได้ ก็ปรึกษาสภาไปพร้อมกันว่าจะเอายังไง จากนั้นฝ่ายข้าราชการประจำก็ไปลุยเป็นสนธิสัญญาอะไรก็ว่าไป ตรงนี้ไม่ยาก
ขอให้เอาตัวรัฐมนตรีเป็นหลักมาเป็นผู้แถลงให้สภาทราบ แม้ผู้เจรจาจะเป็นข้าราชการประจำก็เถอะเพราะถือว่าเป็นเรื่องนโยบายของรัฐ เป็นข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ ต้องให้คนที่เคยเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย หรือนักการเมืองบรรเลง และพร้อมรับผิดชอบ เนื่องจากมีอำนาจในมือที่อาจไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคิดขายแผ่นดินจะได้มีสิทธิ์ติดคุกสมกับที่มีอำนาจ เป็นการถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐไปในตัว
ตอนนี้ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศต้องคิดเป็นทำเป็น ไม่ใช่แค่ทำเป็นแต่คิดไม่ออก หรือทั้งไม่คิดไม่ทำอะไร ปล่อยให้ข้าราชการประจำบอกอย่างเดียว ถ้าเจอข้าราชการดีก็ดีไป แต่ถ้าเป็นเด็กในคาถาผู้นำอย่างแม้ว มันก็แหกตาเอาสิ
ผมเคยแปลกใจว่าทำไมกระทรวงนี้คิดอะไรพิลึกๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะหวังพึ่งพาให้ช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติยิ่งยากลงทุกวัน ผมตอบไม่ได้ แต่โล่งใจนิดหนึ่งว่ามิใช่ผมคนเดียวที่ห่วง
วันนี้ รัฐมนตรีกษิตดูแล้วคงเป็นได้แค่เอกอัครราชทูตที่เก่ง แต่อาจต้องจัดอยู่ในประเภท "นาโต้" (No Action Talk Only) เพราะเคยพิสูจน์ว่าสามารถทำให้ผู้ฟังที่เวทีพันธมิตรสุดประทับใจมาแล้วเมื่อปีกลาย แต่พอเป็นเจ้ากระทรวง 9 เดือนผ่านไปไม่มีผลงานเข้าตาประชาชี ยกเว้นงาน "รูทีน" (routine) แบบนี้ ไม่มีรัฐมนตรีกษิตก็ไม่ต่างกัน
มีคนทักท่านรัฐมนตรีกษิตว่าเกิดอะไรขึ้น สถานการณ์ด้านปราสาทพระวิหารจึึงเลวลงเป็นลำดับ ท่านตอบว่า ทีข่าวดีๆของกระทรวงไม่มีสื่อเอามาพูดกันบ้างเลย จ้องแต่จะเอาแต่ข่าวร้าย เออ เป็นงั้นไป แทนที่จะทบทวนว่าท่านรัฐมนตรีเองใส่ใจเรื่องผลประโยชน์ของชาติน้อยเกินไปหรือเปล่า โดยเฉพาะเรื่องที่เสี่ยงต่อการได้เสียดินแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
นานๆที ท่านจึงจะออกมาพูดแบบขายผ้าเอาหน้ารอดไปที ออกอาการสับสน และสายไปเสมอ
ผมไม่แปลกใจที่รัฐบาลไม่ค่อยใช้งานท่านให้สมกับตำแหน่งหน้าที่เลย นายกฯอภิสิทธิ์คงมองออกว่า ถ้าให้คุยทวิภาคีแบบที่คุณเตชประกบกับนายฮอร์นัมฮอง เจ้ากระทรวงของเราคงสั่นเป็นเจ้าเข้าแน่
ก็ไม่ทราบว่าจะโทษใครดี เพราะท่านนายกฯเองก็เปลี่ยนไปจากที่เคยพูดในฐานะฝ่ายค้นเมื่อ 15 เดือนก่อน

