2 ตค. 2552 09:51 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/r ... lang=&cat=
เมื่อเวลา 08.30 น. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เดินทางมาพรรคเพื่อไทย เพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรค ท่ามกลาง ส.ส.พรรคเพื่อไทยมารอต้อนรับอย่างคับคั่ง อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรค โดย พล.อ.ชวลิต กล่าวสั้น ๆ ว่า "จะยึดหลักการทำงานตามแนวทางสมานฉันท์ เพราะมองว่า ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ชาติไปรอด ต้องให้เกียรติ ต้องอโหสิกรรม ต่อกัน หันหน้าเข้ามาหากัน เพื่อทำอย่างไรให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดได้"
หลังจากลูกพรรคส่วนใหญ่ของอดีตพรรคพลังประชาชนรอคอยหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริงมาเกือบปี วันนี้ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ์ เข้ามาเสนอตัวเป็นว่าที่ ซึ่งจะแทนนายยงยุทธ์ วิชัยดิษฐ์ ที่ออกข่าวว่าจะลาออกมานับสิบครั้ง เนื่องจากเบื่อตัวเองที่เป็นแค่เจว็ด
พล.อ. ชวลิต ไม่เกี่ยงอยู่แล้วกับสภาพกินน้ำใต้ศอก เคยยอมเป็นรองนายกฯให้ทักษิณเมื่อปี 2544 ทั้งๆที่ตัวเองเคยเป็นนายกฯมาก่อนในปี 2539 ไม่เคยมีอดีตนายกฯคนใดในประวัติศาสตร์ยอมลดเกียรติภูมิของตัวเองถึงขนาดนั้น เคยแม้กระทั่งเป็นแคนดิเดทหัวหน้าพรรคพลังประชาชนหลังจากไทยรักไทยถูกศาลสั่งยุบเมื่อต้นปี 2550 แต่แพ้นายสมัครที่ยอมหน้าด้านประกาศว่าขอเป็น “นอมินี” อดีตนายกฯหน้าเหลี่ยม ช่วงนั้น รัฐบาลสุรยุทธ์เตรียมให้มีการเลือกตั้งในปลายปี หลังจากรัฐธรรมนูญ คมช. ผ่านประชามติไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2550
พล.อ. ชวลิต ออกมานั่งบีบสิวข้างสนามพักใหญ่ก่อนขยับเข้ามาร่วมรัฐบาลสมชาย น้องเขยของคนหน้าเหลี่ยมในเดือนกันยายน 2551
ได้วิบากกรรมติดปลายนวมในเดือนต่อมากรณีม๊อบ 7 ตุลา เมื่อศาล(เพิ่ง)สั่งไปเมื่อเดือนที่แล้วว่ามีความผิดฐานใช้อำนาจสลายม๊อบเป็นเหตุให้เกิดบาดเจ็บล้มตาย
เหมือนรู้ตัวว่ายังต้องกลับเข้ามาชดใช้กรรมเก่า พล.อ. ชวลิต วันนี้จึงแส่หาเรื่องมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค หรือไม่ก็ยังหลงตัวเองว่าเป็น "กาวใจ"
สามสิบปีที่ผ่านมา "บิ๊กจิ๋ว" คนนี้เป็นมาหลายอย่าง แต่ล้มเหลวทุกเรื่องก็ว่าได้ เป็นนายกฯได้ปีเดียวบ้านเมืองก็พบหายนะทางการเงิน ไทม์แม็กาซีนฉบับปีใหม่ 2541 ลงภาพหน้าปกที่เปรียบความฉิบหายทางการเงินของไทยเหมือนคนโง่ที่ก้าวเดินเข้าสู่กองเพลิงเหมือนไม่รู้ว่าจะมอดไหม้ (swap เงินคงคลังอย่างบ้าคลั่งจนเกลี้ยง)
ย้อนกลับไปปี 2529 ปีก็ออกแบบ “สภาเปรซสิเดียม” ในช่วงเดียวกับที่ขลุกอยู่กับนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร คอมมิวนิสต์ใหญ่ และกำลังปั้น โครงการ "อีสานเขียว" คุณคึกฤทธิ์คงเหลืออดจึงต้องกระซิบดังๆว่า “กูไม่กลัวมึง” หลังจากนั้น ไม่มีใครที่จะไม่นึกถึง “สภาโจ๊ก” เวลาเอ่ยถึง พล.อ. ชวลิต จากนั้นก็เข้าใจไปเองว่าตนคือทายาทป๋าในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ รอถึงปีที่ 8 ป๋าก็ไม่ลงจากเก้าอี้ ตัวเองเลยตัดสินใจลาจากกองทัพไปฟันฝ่าอุปสรรคด้วยลำแข้งบนเส้นทางสู่ดวงดาว จากนั้นก็ระหกระเหินไม่เป็นส่ำมาจนถึงทุกวันนี้
พล.อ. เปรม เพิ่งเอ่ยคำ "ผมพอแล้ว" ในเดือนเมษายน 2531 พรรคชาติพัฒนาของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน ชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายเดือนกรกฏาคมปีนั้น จัดตั้งรัฐบาลผสมเสร็จวันที่ 2 สิงหาคม 2531
พล.อ. ชวลิต เข้ามาร่วมรัฐบาลได้พักเดียวก็พบแรงเสียดสีกรณี "ตู้ทองเคลื่อนที่" จาก "เหลิมดาวเทียม" จนในที่สุดต้องจากมาในปี 2532
เดือนกุมภาพันธ์ 2534 รสช. ยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย บิ๊กจิ๋วทำท่าเป็นว่าที่หัวหน้ารัฐบาลคณะรัฐประหาร พล. อ. สุจินดา พูดทีเล่นทีจริงว่า "มองหัวแม่ตีนก็รู้ใจ" บิ๊กจิ๋วเป็นปลื้ม รอจนเกิดพฤษภาทมิฬ 2535 ก็ไม่มีวี่แวว
ช่วงสองสามวันสุดท้ายของเหตุการณ์ หลายคนอาจยังจำกองทัพมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ป่วนเมืองท่ามกลางเปลวไฟและควันปืน
ผู้สันทัดกรณีบอกว่า ขบวนการที่เติมเชื้อมิคสัญญีให้กับให้กับบ้านเมืองครั้งนั้น เป็นคำสั่งมาจากซุ้มปิ่นประภาคมแถวเมืองนนท์
พรรคเพื่อไทยวันนี้ดูไปก็เหมือน ทรท. สาขา 3 หลังจาก "พลังประชาชน" ล้มเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ถ้าพล.อ.ชวลิต เอาทักษิณกลับบ้านไม่สำเร็จ คนหน้าเหลี่ยมคงหมดตัวเลือกแล้ว เพราะขนาดมะกอกสามตะกร้าอย่างออหมัก สมชาย น้องเขยในคาถายังเอาไม่อยู่ อดีตคนไข้อังไซเมอร์จะไปทำอะไรได้ ป่านนี้ก็ยังพูดไม่รู้เรื่องว่าจะเข้ามาเป็นประธานพรรค หัวหน้าที่ปรึกษาพรรค หรือจะเป็นหัวหน้าพรรค ยังไม่ต้องพูดว่าหลังจากเป็นอะไรสักอย่าง จะทำเพื่อเพื่อบ้านเมือง หรือคิดเพียงเข้ามาทตอบแทนนบุญคุณ
ประเด็นคงอยู่ที่ว่า ถ้าพล.อ. ชวลิตอยู่จนถึงวันที่มีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ผลลัพธ์จะออกมาเข้าเป้า คือพรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ ชายชื่อชวลิตจะล้าง “อาถรรพ์นอมินี” สำเร็จไหม เชื่อว่า นับจากนี้ไปทักษิณจะออกโรงโฟนอินเหนื่อยกว่าที่เคยเป็นต้องช่วย 2 นอมินีเดิมที่เข้ามาคนละครึ่งปี ก็ไม่แน่ บิ๊กจิ๋วอาจอยู่กับ "เพื่อไทย" ไม่นานขนาดนั้นก็ได้ คงพอใจอยู่ "เพื่อแม้ว" จนถึงวาระสุดท้ายมากกว่า
ช่วง “แดงทั้งเดือน” ตุลาคมนี้ คงมีำตอบจาก "นิวจิ๋ว" ให้บอกอะไรได้บ้างว่าจะประสานงานกับพวกหัวขวดได้เข้าขาหรือเข้าป่ากันแน่
วันนี้ ไอ้ตู่ออกตัวเรื่อง "แดงทั้งเดือน" ว่า ไม่ได้ตั้งใจหาจังหวะซ้ำเติมรัฐบาลอะไร แต่เป็นการเคลื่อนไหวปกติที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว
วันที่ 11 ต.ค.จะชูธงทวงรัฐธรรมนูญ 2540 พร้อมยื่นถอดถอนนายกฯ ที่บริหารประเทศผิดพลาด
จากนั้น 17 ต.ค.จะทวงถามกระบวนการส่งกลับฎีกาพระราชทานอภัยโทษคืนสำนักพระราชวังซึ่งขณะนี้ผ่านมา 60 วันแล้ว
วันที่ 24 ต.ค.จะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา
และในวันที่ 31.ต.ค. จะชุมนุมครบรอบวันเสียวิตของนายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 http://www.manager.co.th/Politics/ViewN ... 0000116153
ดูแล้วก็ตามสูตรป่วนเมืองที่เคยทำมาแล้ว ไม่ต่างจากยุทธการ "แดงทั้งแผ่นดิน" ที่เริ่มและเหลวมาตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนปีกลาย
อย่าลืมว่า พล.อ. ชวลิต นอกจากมีชนักติดหลังกรณี 7 ตุลา ยังมีสถานะขัดแย้งกับฐานคติต่อต้านอมาตยาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ ชวลิตก็เป็นหนึ่งใน "ลูกป๋า" แต่ก็อาจเป็นเหตุปัจจัยเหล่านี้ก็ได้ที่ทำให้ พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจออกมาเสี่ยงดวงอีกรอบ ดีกว่าปิดโอกาสตัวเอง เพราะถ้ากลุ่มเสื้อแดงทำำสำเร็จ ตัวเองก็พ้นมลทินไปด้วย
จุดอ่อนของ พล.อ. ชวลิต คือพูดไม้ศัพท์ บางครั้งอาจตั้งใจให้คนจับไปกนะเดียด แต่ส่วนใหญ่เป็นไปตามบุคลิกเดิม สร้างความสับสนมานักต่อยีก จนเกือบเสียบ้านเสียเมืองก็เคบเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าในยามรบที่ร่มเกล้า หรือยามสงบที่ต้องนั่งซดต้มยำกุ้ง
ดีหน่อยที่บัดนี้ คนส่วนใหญ่พอเข้าใจแล้วว่าไม่ค่อยมีคนเข้าใจสิ่งที่ท่านพูด ต่างจากในอดีตที่พอฟังท่านพูดไม่รู้เรื่อง ก็คิดว่าปัญยาเราคงเข้าไม่ถึง
นี่คือข้อดีที่จะทำให้รัฐบาลไม่ต้องมีภาระหรือเสียเวลาในการอ่านหรือตีความท่าทีของฝ่ายค้านอีกต่อไป
มีเวลามาบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ทำำการเมืองให้นิ่งสะดวกขึ้น และเพียงแค่การเมืองนิ่ง อานิสงส์ก็เกิดกับปวงชนชาวไทยที่กำลังหารัฐบาลที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น ปชป. เป็นความหวังสุดท้ายแล้ว
เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายกฯอภิสิทธิ์ให้สภาไปถกเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ กับ การนิรโทษกรรมคนหน้าเหลี่ยม เป็น 2 ประเด็นร้อนที่ทั้งปี 2551 รัฐบาลนอมินีสมัครกับสมชายแค่เอ่ยปากก็ถูกฝ่ายค้านต้านยับ หัวหน้าฝ่ายค้านจากพรรคประชาธิปัตย์คืออภิสิทธิ์นี้เองที่โต้ว่าเป็นการทำที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ คนที่ได้เป็นทักษิณกับอดีตผู้บริหารพรรคที่ถูกยุบไปแล้วเท่านั้น ถึงวันที่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์และดำริเรื่องเดียวกัน ปชป. ส่งนายชวนกับบัญญัติออกมาพูดไม่เห็นด้วย ผลปรากฎว่านายกฯอภิสิทธิ์กลับมาได้แรงหนุนจากพรรคเพื่อไทย เหมือนหนังคนละม้วน
ฝ่ายค้านแม้จะรู้ว่าเป็นแทกติกการซื้อเวลาของรัฐบาล แต่นั่นเป็นโอกาสหรือทางออกเดียวที่จะทำให้กับนายใหญ่ได้กลับมา กลายเป็นต้องร้องเพลง "รู้เขาหลอกก็ยอมให้เขาหลอก"
ถึงวันนี้ ฝ่ายค้านสมานฉันท์จอมปลอมเพิ่งได้ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญมา 6 ข้อ ไม่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกความเห็นว่าอะไร
นอกจากการเมืองนิ่งแล้ว แกนนำพรรคเพื่อไทยหลงทาง ไม่ทันเกม เร่งหาตัวนายกฯมาแทนอภิสิทธิ์ เพราะคิดไปเองว่าประชาธิปัตย์แตกกรณีนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯลาออก
แน่นอน ประชาธิปัตย์มีราคาที่ต้องจ่ายให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย
นายกฯได้ทุกอย่างที่คนใกล้ตัวนายกฯออกไปต่อรองกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และอาจได้เกินกว่าที่ตกลงกันไว้
นักต่อรองผลประโยชน์ของพรรคจึงต้องรับผิดชอบ เช่น อาจทำให้พรรคภูมิใจไทยผิดหวัง เป็นต้น
ถ้าคุณนิพนธ์ลาออก ก็ด้วยเหตุนี้ หากยังยึดติดเก้าอี้อยู่ ก็คบกันครั้งเดียว
พรรคที่มีประสบการณ์สูงมองทะลุว่า ใครควรเล่นบทอะไร ฉากไหน และต้องตีบทให้แตก
หลักการคือ คนเป็นนายกฯต้องรักษาบ้านรักษาเมือง พรรคเป็นอันดับรอง ต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่ต้องทำให้พรรคอยู่ได้ก่อนตามระบบตรวจสอบและคานอำนาจรัฐ ฝ่ายค้านอาจเห็นด้วยกับรัฐบาลในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เกือบร้อยทั้งร้อยที่ไม่มีใครแหกคอกถึงเวลาโหวต
มองจากรัฐบาล วันนี้นายกอภิสิทธิ์ต้องรู้ว่าคนในอำนาจเก่าคนไหนที่ต้องไม่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่สำคัญ และใครที่จะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจของรัฐบาล เสถียรภาพของรัฐบาลต้องมาก่อน
พรรคที่มีประสบการณ์สูงจะมีแกนนำที่แยกความขัดแย้งส่วนตัวออกจากปัญหาของบ้านเมืองได้ไม่ยาก แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่รู้ว่าจะไม่ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ แต่จะทำตรงกันข้าม อย่าให้ปัญหาของคนๆเดียวมาทำลายพรรค เคล็ดลับนี้ พรรคอื่นก็อาจรู้ แต่ในทางปฏิบัติแพ้ภัยตัวเองกันเป็นส่วนใหญ่ กี่ร้อยกี่พันพรรคการเมืองที่ผ่านมาครึ่งศตวรรษจึงกลายเป็นพรรคเฉพาะกิจกันไปหมด
วันนี้ฝ่ายค้านลิงโลดกระโดดใส่เรื่องแก้รัฐธรรนูญ และออกอาการน่าเกลียด ปฏิเสธการทำประชามติ
ถือว่า 9 เดือนที่ผ่านมา นายกฯอภิสิทธิ์สามารถรักษาบรรยากาศการเมือง ในพรรค ปชป. และ ครม. มิให้กระเพื่อมได้สำเร็จ

