เบื้องหลังการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาที่ไม่โปร่งใส ผิดกฎ ข้ามขั้นตอน สองมาตรฐาน มีการพูดถึงค่อนข้างน้อย จากกรณีขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีประสาทพระวิหาร (“The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear”) ตามข้อเสนอลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ของกัมพูชา
ส่วนใหญ่เรามักได้ยินคำออกตัวเสมอๆจาก ศูนย์มรดกโลกที่ปารีส (Unesco’s World Heritage Centre) ว่า ศูนย์ฯไม่อาจก้าวก่าย หรือต้องรับผิดชอบกับการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ
แต่ในรายงานการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 (นิวซีแลนด์ 22-30 มิถุนายน 2550) มีความผิดปกติใน Decision: 31 COM 8B.24 ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเอ่ยถึงบทบาทของมาดามฟรังซัวส์ ริเวเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก (UN’s World Heritage Centre—Paris) ที่บิดเบือนมติที่ประชุม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=39429โดยระบุว่า ผู้แทนไทยในรัฐบาลสุรยุทธ์ให้การสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกถึงกับพรรณนายืดยาวว่าคณะผู้แทนไทยซาบซึ้งในศิลปะของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้มากมาย
ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงเป็นตรงกันข้าม คือไทยไม่สนับสนุนข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลกจึงไม่อาจตัดสินกรณีของกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก
การไม่สนับสนุนจากฝ่ายไทยที่นอกเหนือจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว ยังเข้าใจในสาระสำคัญของรายงานที่ของ ICOMOS เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่า The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลกได้ภายใต้ 3 เกณฑ์ ( 3 CRITERIA) หนึ่งในนั้นคือต้องควบรวมสิ่งปรักหักพังที่อยู่ในฝั่งไทย ดังนั้น หากไทยตัดสินใจสนับสนุนกัมพูชา ก็คงไม่เป็นการฉลาดอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับให้กัมพูชาเฉือนดินแดนไทยไปโดยปริยาย
มีข้อประนีประนอมจากฝ่ายไทย คือ ถ้ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยกันกยินดี แต่กัมพูชาก็ไม่ยอมอยู่ดี อ้างว่าต้องยุ่งยากเสียเวลาทำข้อเสนอ (Nomination File) ใหม่ หรือแนะว่าถ้าไทยอยากขึ้นทะเบียนในส่วนของไทยก็เชิญตามลำพัง กัมพูชายังคงยึดตัวปราสาทเป็น "หัวแหวน" ล้อมรอบด้วยสถูปคู่ สระตราว บรรณาลัย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งไทยเป็นองค์ประกอบเหมือนเดิม ส่วนไทยนั้นไม่มีสิทธิ์นำเอาตัวปราสาทมาเป็นทั้งหัวแหวนหรือองค์ประกอบ เพราะมีคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ขวางอยู่ ในแง่ทฤษฏีจะทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะรัฐบาลเมื่อปี 2505 ได้มีหนังสือคัดค้านคำสั่งศาลโลก ไม่ยอมรับคำตัดสิน ซึ่งเป็นไปตามสิทธิ์และกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะศาลโลกไม่ใช่ศาลอาชญากรข้ามชาติ ข้อยุติของเรื่องจึงเป็นทางตัน ดีที่สุดคือทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต้องยุติแล้วเลิกรากันไป ส่วนยูเนสโกก็ไม่ต้องทำอะไรอยู่แล้ว คืนข้อเสนอของกัมพูชากลับไปเท่านั้น
แต่มาดามฟรังซัวส์ไม่หยุด กลับเข้าแทรกแซงโดยแนะนำนายซกอานให้จ้างบริษัทรับเหมาซ่อมโบราณสถานในยุโรปชื่อ ANPV มาประเมินแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อีกครั้งอย่างไม่คาด เพียงเพื่อจะได้มีข้ออ้างใหม่กว่า ICOMOS ว่า แค่ตัวปราสาทก็เป็นมรดกโลกได้ อย่างน้อยเพื่อให้รัฐบาลไทย (ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเก่าหรือใหม่) แกล้งโง่ว่าไทยจะไม่เสี่ยงต่อการเสียดินแดน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่สนับสนุนกัมพูชาอีกต่อไป มีแถลงการณ์ร่วมสำทับอีกฉบับว่าไทยสนับสนุน ทุกอย่างก็ลงเอยได้
แลัวมาดามฟรังซัวส์ก็ทำไปได้ตามแผน แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงนามวันที่ 18 มิถุนายน 2551 คณะกรรมการมรดกโลกไม่มีทางเลือก ลงมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 สวนทางกับหลักการและมาตรฐานของความเป็นมรดกโลกที่ ICOMOS กำหนดเป็นบรรทัดฐานเฉพาะกรณีนี้ไว้
ที่กระทบไทยมากมีประเด็นมีว่า มรดกโลกแห่งนี้มีพื้นที่เฉพาะเพียงตัวปราสาทพระวิหาร (The Temple of Preah Vihear) เท่านั้นจริงหรือM
ในแถลงการณ์ร่วมไม่ได้ระบุไว้เช่นนั้น แต่ "หมกเม็ด" ไว้ 6 ข้อ ปิดปากไทยไม่ให้แก้ไขตั้งแต่มีบันทึกช่วยจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 แล้ว
พูดถึง ANPV เอกชนที่ต่อมาถูกอุปโลกน์เป็น “ไอซีซี” (ICC: International Coordinating Committee) เข้ามาในเดือนกันยายน 2550 ในแถลงการณ์ร่วมถูกกำหนดให้มีบทบาทจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่กันชนได้โดยไม่ต้องรอข้อตกลงปักปันเขตแดนที่ปกติมีคณะกรรมาธิการร่วมไทยกัมพูชา หรือ “จีบีซี” (Joint Boundary Commission) เห็นชอบ
นายนภดลมารับบทเชื่อมอำนาจเก่าของอดีตนายกฯทักษิณกับข้อเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ”
กัมพูชามั่นใจมากถึงกับลงนามในสัญญาวันที่ 15 มกราคม 2551 ให้กับบริษัทเซี่ยงไฮ้กรุ๊ปรับเหมาสร้างถนนจากจังหวัดพระวิหารในกัมพูชามาถึงวัดแก้วฯที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อน (บัดนี้กลายเป็นถนนยุทธศาสตร์ลำเลียงอาวุธมาตรึงกำลังถึงชายขอบหน้าผามออีแดง)
บันทึกช่วยจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ระบุให้นายนภดลยอมมอบภารกิจการร่างแถลงการณ์ร่วมและวาด “แผนที่ใหม่” ให้กับกัมพูชาไปบรรเลงโดยเอกเทศที่พนมเปญ ก่อนส่งแถลงการณ์ร่วมมาให้ลงนามดังกล่าว
คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่คานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551) ไม่มีทางเลือกเมื่อกัมพูชาแสดงหลักฐานการสนับสนุนจากไทยตามแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม 2 สัปดาห์ก่อนวันเปิดประชุม แต่ที่ผิดปกติมากที่สุดคือการยอมรับเกณฑ์ (Criteria) ความเป็นมรดกโลกที่ลดมาตรฐานจาก 3 เป็น 1 ทั้งๆที่ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการขึ้นทะเบียน “The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” มาเป็น ”The Temple of Preah Vihear” แต่ประการใด ผิดระเบียบ กฎ และขั้นตอนของยูเนสโกเอง
มาดามข้อข้องใจนี้ว่า “เป็นการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาเอง !!!”
ในแถลงการณ์ร่วม เอ่ยถึงบทบาท “กรรมการ 7 ชาติ” (หรือ "ไอซีซี” ICC=International Coordinating Committee) ในฐานะองค์กรสาธารณะที่กำกับแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลก แต่ที่แท้ก็คือเอกชน ANPV ที่รับจ้างกัมพูชาสำรวจปราสาทพระวิหารอย่างมีวาระซ่อนเร้นนั่นเอง
มาถึงการประชุมครั้งที่ 33 ที่สเปน (22-30 มิถุนายน 2552) ผลการบังคับใช้ (de facto) ของ แถลงการณ์ร่วมอัปยศผ่าน “ไอซีซี” นำไปสู่การรับรองแผนอนุรักษ์มรดกโลกที่ผนวกดินแดนของไทยเข้าไว้จากที่ประชุมครั้งนั้น ดังนี้
Temple of Preah Vihear
Cambodia
Date of Inscription: 2008
Criteria: (i)
Property : 154.7000 ha
Buffer zone: 2642.5000 ha
N14 23 18 E104 41 2
Ref: 1224rev
ดู http://whc.unesco.org/en/list/1224)
ไทยเสียพื้นที่ไปแล้ว 27.972 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 17,000 ไร่) เป็น "เขตกันชน" 2,642.5 เฮกตาร์ “เขตอนุรักษ์” 154.7 เฮกดาร์ ตามรายงานของ “ไอซีซี” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552
ยังจะต้องมี “พื้นที่บริหารจัดการ” อีกนับล้านไร่ที่ต้องดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมในขั้นตอนสุดท้ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ก่อนที่ประชุมมรดกโลกจะรับรองในกลางปี 2553
พื้นที่เหล่านี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามิได้อยู่ในดินแดนไทย?

