Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อารยา on Sun Oct 11, 2009 1:19 pm

เบื้องหลังการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาที่ไม่โปร่งใส ผิดกฎ ข้ามขั้นตอน สองมาตรฐาน มีการพูดถึงค่อนข้างน้อย จากกรณีขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีประสาทพระวิหาร (“The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear”) ตามข้อเสนอลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ของกัมพูชา
ส่วนใหญ่เรามักได้ยินคำออกตัวเสมอๆจาก ศูนย์มรดกโลกที่ปารีส (Unesco’s World Heritage Centre) ว่า ศูนย์ฯไม่อาจก้าวก่าย หรือต้องรับผิดชอบกับการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ

แต่ในรายงานการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 (นิวซีแลนด์ 22-30 มิถุนายน 2550) มีความผิดปกติใน Decision: 31 COM 8B.24 ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเอ่ยถึงบทบาทของมาดามฟรังซัวส์ ริเวเร่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก (UN’s World Heritage Centre—Paris) ที่บิดเบือนมติที่ประชุม http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=39429โดยระบุว่า ผู้แทนไทยในรัฐบาลสุรยุทธ์ให้การสนับสนุนกัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกถึงกับพรรณนายืดยาวว่าคณะผู้แทนไทยซาบซึ้งในศิลปะของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้มากมาย
ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงเป็นตรงกันข้าม คือไทยไม่สนับสนุนข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชา คณะกรรมการมรดกโลกจึงไม่อาจตัดสินกรณีของกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การไม่สนับสนุนจากฝ่ายไทยที่นอกเหนือจากเหตุผลด้านความมั่นคงแล้ว ยังเข้าใจในสาระสำคัญของรายงานที่ของ ICOMOS เสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่า The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลกได้ภายใต้ 3 เกณฑ์ ( 3 CRITERIA) หนึ่งในนั้นคือต้องควบรวมสิ่งปรักหักพังที่อยู่ในฝั่งไทย ดังนั้น หากไทยตัดสินใจสนับสนุนกัมพูชา ก็คงไม่เป็นการฉลาดอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับให้กัมพูชาเฉือนดินแดนไทยไปโดยปริยาย
มีข้อประนีประนอมจากฝ่ายไทย คือ ถ้ากัมพูชาจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกด้วยกันกยินดี แต่กัมพูชาก็ไม่ยอมอยู่ดี อ้างว่าต้องยุ่งยากเสียเวลาทำข้อเสนอ (Nomination File) ใหม่ หรือแนะว่าถ้าไทยอยากขึ้นทะเบียนในส่วนของไทยก็เชิญตามลำพัง กัมพูชายังคงยึดตัวปราสาทเป็น "หัวแหวน" ล้อมรอบด้วยสถูปคู่ สระตราว บรรณาลัย ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งไทยเป็นองค์ประกอบเหมือนเดิม ส่วนไทยนั้นไม่มีสิทธิ์นำเอาตัวปราสาทมาเป็นทั้งหัวแหวนหรือองค์ประกอบ เพราะมีคำพิพากษาของศาลโลกปี 2505 ขวางอยู่ ในแง่ทฤษฏีจะทำอย่างนั้นก็ได้ เพราะรัฐบาลเมื่อปี 2505 ได้มีหนังสือคัดค้านคำสั่งศาลโลก ไม่ยอมรับคำตัดสิน ซึ่งเป็นไปตามสิทธิ์และกฎบัตรสหประชาชาติ เพราะศาลโลกไม่ใช่ศาลอาชญากรข้ามชาติ ข้อยุติของเรื่องจึงเป็นทางตัน ดีที่สุดคือทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต้องยุติแล้วเลิกรากันไป ส่วนยูเนสโกก็ไม่ต้องทำอะไรอยู่แล้ว คืนข้อเสนอของกัมพูชากลับไปเท่านั้น

แต่มาดามฟรังซัวส์ไม่หยุด กลับเข้าแทรกแซงโดยแนะนำนายซกอานให้จ้างบริษัทรับเหมาซ่อมโบราณสถานในยุโรปชื่อ ANPV มาประเมินแหล่งโบราณคดีแห่งนี้อีกครั้งอย่างไม่คาด เพียงเพื่อจะได้มีข้ออ้างใหม่กว่า ICOMOS ว่า แค่ตัวปราสาทก็เป็นมรดกโลกได้ อย่างน้อยเพื่อให้รัฐบาลไทย (ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเก่าหรือใหม่) แกล้งโง่ว่าไทยจะไม่เสี่ยงต่อการเสียดินแดน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่สนับสนุนกัมพูชาอีกต่อไป มีแถลงการณ์ร่วมสำทับอีกฉบับว่าไทยสนับสนุน ทุกอย่างก็ลงเอยได้
แลัวมาดามฟรังซัวส์ก็ทำไปได้ตามแผน แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงนามวันที่ 18 มิถุนายน 2551 คณะกรรมการมรดกโลกไม่มีทางเลือก ลงมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 สวนทางกับหลักการและมาตรฐานของความเป็นมรดกโลกที่ ICOMOS กำหนดเป็นบรรทัดฐานเฉพาะกรณีนี้ไว้

ที่กระทบไทยมากมีประเด็นมีว่า มรดกโลกแห่งนี้มีพื้นที่เฉพาะเพียงตัวปราสาทพระวิหาร (The Temple of Preah Vihear) เท่านั้นจริงหรือM
ในแถลงการณ์ร่วมไม่ได้ระบุไว้เช่นนั้น แต่ "หมกเม็ด" ไว้ 6 ข้อ ปิดปากไทยไม่ให้แก้ไขตั้งแต่มีบันทึกช่วยจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 แล้ว
พูดถึง ANPV เอกชนที่ต่อมาถูกอุปโลกน์เป็น “ไอซีซี” (ICC: International Coordinating Committee) เข้ามาในเดือนกันยายน 2550 ในแถลงการณ์ร่วมถูกกำหนดให้มีบทบาทจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่กันชนได้โดยไม่ต้องรอข้อตกลงปักปันเขตแดนที่ปกติมีคณะกรรมาธิการร่วมไทยกัมพูชา หรือ “จีบีซี” (Joint Boundary Commission) เห็นชอบ
นายนภดลมารับบทเชื่อมอำนาจเก่าของอดีตนายกฯทักษิณกับข้อเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาตั้งแต่เดือนมกราคม 2551 ”
กัมพูชามั่นใจมากถึงกับลงนามในสัญญาวันที่ 15 มกราคม 2551 ให้กับบริษัทเซี่ยงไฮ้กรุ๊ปรับเหมาสร้างถนนจากจังหวัดพระวิหารในกัมพูชามาถึงวัดแก้วฯที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อน (บัดนี้กลายเป็นถนนยุทธศาสตร์ลำเลียงอาวุธมาตรึงกำลังถึงชายขอบหน้าผามออีแดง)
บันทึกช่วยจำวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ระบุให้นายนภดลยอมมอบภารกิจการร่างแถลงการณ์ร่วมและวาด “แผนที่ใหม่” ให้กับกัมพูชาไปบรรเลงโดยเอกเทศที่พนมเปญ ก่อนส่งแถลงการณ์ร่วมมาให้ลงนามดังกล่าว

คณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 ที่คานาดา (2-7 กรกฎาคม 2551) ไม่มีทางเลือกเมื่อกัมพูชาแสดงหลักฐานการสนับสนุนจากไทยตามแถลงการณ์ร่วมที่ลงนาม 2 สัปดาห์ก่อนวันเปิดประชุม แต่ที่ผิดปกติมากที่สุดคือการยอมรับเกณฑ์ (Criteria) ความเป็นมรดกโลกที่ลดมาตรฐานจาก 3 เป็น 1 ทั้งๆที่ข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาลงวันที่ 30 มกราคม 2549 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการขึ้นทะเบียน “The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” มาเป็น ”The Temple of Preah Vihear” แต่ประการใด ผิดระเบียบ กฎ และขั้นตอนของยูเนสโกเอง

มาดามข้อข้องใจนี้ว่า “เป็นการตัดสินใจทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาเอง !!!”

ในแถลงการณ์ร่วม เอ่ยถึงบทบาท “กรรมการ 7 ชาติ” (หรือ "ไอซีซี” ICC=International Coordinating Committee) ในฐานะองค์กรสาธารณะที่กำกับแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลก แต่ที่แท้ก็คือเอกชน ANPV ที่รับจ้างกัมพูชาสำรวจปราสาทพระวิหารอย่างมีวาระซ่อนเร้นนั่นเอง
มาถึงการประชุมครั้งที่ 33 ที่สเปน (22-30 มิถุนายน 2552) ผลการบังคับใช้ (de facto) ของ แถลงการณ์ร่วมอัปยศผ่าน “ไอซีซี” นำไปสู่การรับรองแผนอนุรักษ์มรดกโลกที่ผนวกดินแดนของไทยเข้าไว้จากที่ประชุมครั้งนั้น ดังนี้

Temple of Preah Vihear
Cambodia
Date of Inscription: 2008
Criteria: (i)
Property : 154.7000 ha
Buffer zone: 2642.5000 ha
N14 23 18 E104 41 2
Ref: 1224rev
ดู http://whc.unesco.org/en/list/1224)

ไทยเสียพื้นที่ไปแล้ว 27.972 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 17,000 ไร่) เป็น "เขตกันชน" 2,642.5 เฮกตาร์ “เขตอนุรักษ์” 154.7 เฮกดาร์ ตามรายงานของ “ไอซีซี” ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552
ยังจะต้องมี “พื้นที่บริหารจัดการ” อีกนับล้านไร่ที่ต้องดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมในขั้นตอนสุดท้ายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ก่อนที่ประชุมมรดกโลกจะรับรองในกลางปี 2553
พื้นที่เหล่านี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามิได้อยู่ในดินแดนไทย?
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อารยา on Sun Oct 11, 2009 1:27 pm

ความจริงก็คือ กรณีนี้ยูเนสโกต้องรับผิดชอบกับความไม่โปร่งใสเป็นส่วนใหญ่

เพราะในฐานะหัวหน้าฝ่ายเลขานุการของที่ประชุมมรดกโลก มาดามฟรังซัวส์ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัมพูชากับไทย ดังนี้


1. บิดเบือนมติการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ระหว่างวันที่ 23-30 มิถุนายน 2550 Decision: 31 COM 8B.24 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=39429

ข้อเท็จจริงที่ 1 ฝ่ายไทยใช้สิทธิ์ตามกฎของยูเนสโกไม่ให้การสนับสนุนข้อเสนอขอขึ้นทะเบียนแหล่งโบราณคดีประสาทพระวิหาร (“The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” ลงวันที่ 30 มกราคม 2549) ของกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว แต่กลับรายงานความจริงครึ่งเดียวว่าไทยให้การสนับสนุน (“active support”) กัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งตัดออก (ดูข้อเท็จจริงที่ 2)

ข้อเท็จจริงที่ 2 ฝ่ายไทยประนีประนอมขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกพร้อมกันตามข้อเสนอเดิมของกัมพูชา ซึ่งหากฝ่ายกัมพูชายินยอม คณะกรรมการมรดกโลกสามารถตัดสินในการประชุมครั้งที่ 31 ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้ทันที (ทุกฝ่ายอยู่พร้อมหน้า เอกสาร ICOMOS รับรองมาตรฐานความเป็นมรดกโลกพร้อม เพียงกัมพูชาเอ่ยว่าคำยินดี) แต่สาระสำคัญที่ไทยเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกพร้อมกันกลับปกปิด ไม่บันทึกไว้ในรายงานประชุม

ข้อเท็จจริงที่ 3 เมื่อกัมพูชาไม่อาจขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้ เพราะฝ่ายไทยไม่สนับสนุน แต่กลับใช้ช่องที่ฝ่ายไทยยินยอมขึ้นทะเบียนร่วม ไปอ้างในรายงานการประชุมว่าเป็น “จะมีการปรับปรุงข้อเสนอเดิม” (”in-progress”) ซึ่งเท่ากับอำพรางให้ดูเหมือนมิใช่สาระสำคัญ แทนที่จะระบุให้ชัดว่า ข้อเสนอเดิมตกไป แต่สามารถเสนอขอขึ้นทะเบียนใหม่ได้ หากกัมพูชามีแหล่งโบราณคดีอื่น

ในกรณีที่เป็นการขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท (The Temple of Preah Vihear) กัมพูชาอาจทำได้ตามสิทธิ์ และตามขั้นตอนปกติคือต้องมีการประเมินคุณค่าทางศิลปะ
อย่างไรก็ดี ต้องตระหนักในความเป็นไปได้ตามหลักการ เหตุผล และข้อเท็จจริง ประเด็นหลักคือ เฉพาะตัวปราสาทไม่สามารถเป็นมรดกโลกอยู่แล้วตามรายงานของ ICOMOS เมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะกลับมาหาทางออกผ่านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกันกับฝ่ายไทยตั้งแต่เมื่ออยู่ในที่ประชุมครั้งที่ 31 ปลายเดือนมิถุนายน 2550 (ตามนัยยะข้อเท็จจริงที่ 2) เพราะเห็นอยู่แล้วว่าการฝืนเสนอขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวในกรณีนี้ ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงการมีวาระซ่อนเร้นและไม่โปร่งใส
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อารยา on Sun Oct 11, 2009 1:32 pm

2. แทรกแซงการตัดสินจากพฤติการณ์ “สองมาตรฐาน"

2.1 ระหว่างเดือนกันยายน 2550 - มกราคม 2551 นายซกอาน รองนายกฯกัมพูชาว่าจ้างบริษัทรับเหมาเอกชนในยุโรปแห่งหนึ่งชื่อ ANPV [Autorite Nationale pour la Protection et le Developpement du site culturel et naturel de Preah Vihear ประกอบด้วย เบลเยียม สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อินเดีย + (3) จีน ญี่ปุ่น และที่น่าแปลกคือมีไทยด้วย รวม 7 ชาติ] มาทำการสำรวจและประเมินแหล่งโบราณคดีปราสาทพระวิหารซ้ำ โดยการแนะนำและร่วมรับรู้ของมาดามฟรังซัวส์ ริเวียเร่ว่า เฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร”(ไม่ต้องควบรวมสิ่งปรักพังอื่นในบริเวณใกล้ตัวปราสาท) ก็มีคุณค่าทางศิลปะตามเกณฑ์ (Criterion) I เป็นมรดกโลกได้ อ้างว่าไทยและกัมพูชาเห็นชอบร่วมกัน หักล้างมาตรฐานเชิงศิลปะและจิตวิญญาณ ในความพยายามตัดสินคุณค่ามรดกโลกโดยอาศัยเหตุผลทางการเมืองที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

2.2 วันที่ 22 พฤษภาคม 2551 ที่สำนักงานมรดกโลก กรุงปารีส มาดามฟรังซัวส์จัดทำบันทึกช่วยจำ ระบุว่าฝ่ายไทย นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขณะนั้นยินยอมให้กัมพูชาฝ่ายเดียวจัดทำ “แผนที่ใหม่” แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมที่ระบุว่าเป็นการขึ้นทะเบียนที่เปลี่ยนมาเป็นเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร (The Temple of Preah Vihear) กำหนดแผนและขั้นตอนในการจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกทางทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัวปราสาท

2.3 จากนั้นมาดามฟรังซัวส์ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเลขานุการที่ประชุมมรดกโลกนำแถลงการณ์ “ปิดปาก” เข้าสู่วาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 32 วันที่ 2 กรกฎาคม 2551 คณะกรรมการมรดกโลกจำนนต่อแถลงการณ์ร่วมจำยอมให้กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2551

2.3.1 นายนพดล ปัทมะ ให้สัมภาษณ์สื่อไทยทันทีที่กลับมาถึงกรุงเทพฯปลายเดือนพฤษภาคมนั้นว่า กัมพูชา “ยอม” ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาท ไม่แตะต้อง “พื้นที่ทับซ้อน" และไทยจะไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ซึ่งไม่เป็นความจริง’

2.3.2 เมื่อตัวแถลงการณ์ร่วมฉบับที่ใช้ลงนามมาถึงกรุงเทพฯพร้อม “แผนที่ใหม่” (วันที่ 8 มิถุนายน 2551) ที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ ระบุว่าไม่ต้องผ่านข้อตกลงร่วมกันของคณะกรรมาธิการร่วมปักปันเขตแดน “เจบีซี” (JBC: Joint Boundary Commission) ไทย-กัมพูชา นายนภดลไม่นำพาที่จะขอคำปรึกษาจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 กลายเป็นว่าฝ่ายไทยได้สนับสนุนกัมพูชาให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวเมื่อ ครม.รับทราบ (17 มิถุนายน 2551) ส่งผลให้ไทยเสียพื้นที่ 27.972 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 17,000 ไร่) เป็น "เขตกันชน" 2,642.5 เฮกตาร์ “เขตอนุรักษ์” 154.7 เฮกดาร์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 และที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 33 ที่สเปน (22-30 มิถุนายน 2552) รับรองรายงานตามแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการมรดกโลกของ "ไอซีซี” ICC=International Coordinating Committee) ไปแล้ว
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อารยา on Sun Oct 11, 2009 1:38 pm

พื้นที่เหล่านั้นไม่มีใครปฏิเสธว่ามิได้อยู่ในดินแดนไทย

แต่มีคำถามที่ยูเนสโกต้องตอบ คือ

1. ยูเนสโก และกัมพูชารับรองเอกชน ANPV (non-accredited institution) ให้มีสถานะเป็น “Public Institution” (ICC) ได้อย่างไร?

2. แถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) 2551 มีสถานะเป็นข้อเสนอ (Nomination File) ใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียน The Temple of Preah Vihear แทนข้อเสนอเดิม The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear ปี 2549 ได้หรือ?

3. มาตรฐานเดิมที่ ICOMOS ระบุไว้ ในข้อเสนอเดิม ย่อมไม่อาจทำให้ The Temple of Preah Vihear เป็นมรดกโลก ใช่หรือไม่ ? และที่สำคัญ...

4. “เหตุผลทางการเมือง” (“political decision”) ที่มาดามฟรังซัวส์โยนให้คณะกรรมการมรดกโลก และ 2 ประเทศคู่กรณี (ไทย-กัมพูชา) รับผิดชอบ ทั้งๆที่ตนเองอยู่เบื้องหลังนั้น ยูเนสโกเองยอมรับหรือไม่ว่า นี่คือมรดกโลกที่ทำลายมาตรฐานของยูเนสโกเอง?


รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องปรับกระบวนทรรศน์เสียใหม่ว่า ฝ่ายบริหารของยูเนสโกมีส่วนต้องรับผิดชอบในความไม่โปร่งใส นับตั้งแต่มีการประชุมมรดกโลกครั้งที่ 31 และตลอดห้วงเวลานับแต่เดือนกันยายน 2550 จนถึงปัจจุบัน
และควรเปิดการเจรจาไตรภาคี: กัมพูชา ไทย และยูเนสโก เพื่อทบทวนผิดปกติในขั้นตอนต่างๆของการเสนอและการพิจารณาลงมติในส่วนของยูเนสโกให้ได้ข้อสรุปที่พอใจกับทุกฝ่ายก่อนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ .”ไอซีซี” กำหนดขั้นตอนสุดท้ายให้ผนวกพื้นที่อีกนับล้านไร่เพื่อที่ประชุมมรดกโลกจะรับรองกลางปี 2553
แทนการประณามประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมมรดกโลกว่าสร้างความขัดแย้งภายในชาติ
หรือเร่งทำการปักปันเขตแดนผ่าน JBC และลงนามในสนธิสัญญาไทย-กัมพูชา ซึ่งจะนำมาซึ่งการสูญเสียต่อเนื่องเป็นทวีคูณ และจะมิอาจอ้างความชอบธรรมใดๆได้อีกเลย


เพราะนั่นคือยุทธศาสตร์ของฝ่ายกัมพูชาที่เรากำลังหลงเข้าไปอยู่ในเกมของเขา ตั้งแต่รัฐสภาผ่านร่างข้อตกลงชั่วคราวของกระทรวงกลาโหมที่่จะไปเจรจาในกรอบ GBC เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2552 อย่างน้อย เราก็เผลอถอนทหารออกไปจากภูมะเขือ (Eagle Zone) ก่อนที่รัฐสภาจะผ่านร่างข้อตกลงชั่วคราวเสียด้วยซ้ำ (31 สิงหาคม 2552) ทั้งๆที่เราปักหลักที่นั่นมา 47 ปี เพราะเชื่อผิดๆว่าต้องทำ GBC เพื่อเปิดทางให้ JBC ถ้าไม่ถอนทหารก่อนก็ปักปันไม่ได้ นั่นมันเป็นตรรกะหลงอยู่ในวาระซ่อนเร้นที่ขาดการวิเคราะห์อย่างลุ่มลึกพอต่างหาก

ไม่มีชาติไหนในโลกหรอกครับที่เร่งปักปันเขตแดนในจุดยุทธศาสตร์ ปล่อยมันไว้อย่างนั้น 100 ปี ก็ไม่มีใครตาย
ระหว่างนั้นก็ทำมาค้าขายระหว่างรัฐต่อรัฐ ประชาชนต่อประชาชน เอกชนต่อรัฐกันไป ไปถามญี่ปุ่น รัสเซีย ฟิลิปินส์ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ดูก็ได้ ไม่เห็นเขาต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุตั้งกองทหารประจัญหน้ากัน จะบอกว่ากรณีไม่เหมือนกันมันก็แน่ละ มีอะไรเหมือนกันบ้าง แต่หลักการเหมือนกัน คือ ไม่เอาเรื่องเขตแดนมาทกระทบผลประโยชน์ร่วมระหว่างรัฐ แยกแยะแล้วถามว่าใครผิดใครถูก ตรงไปตรงมา ถ้าทวิภาคีไม่ตกลง ไตรภาคีที่ยูเนสโกจุ้นมากก็เชิญมาคุยด้วย กลัวอะไร รัฐบาลนี้ไม่เคยด่ายูเอ็นว่าไม่ใช่พ่อสักหน่อย อิ อิ
ปัญหาเรื่องนี้ยังไม่จบ แม้จะรู้สึกท้อกันไปบ้างในห้วงปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเราถอย ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่ชอบธรรมลอยนวลหลอกหลอนคนไทยต่อไปชั่วลูดชั่วหลาน แล้วเราก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงสั่งสมไว้ให้พวกเขามากมายเกินกว่าจะแก้ไขได้
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อรุโณทัย on Thu Oct 15, 2009 3:53 pm

มาแล้วครับ ตามคำเรียกร้อง ขออภัยที่หายไปพักใหญ่ๆ งานเยอะไปหน่อย ก็เท่านั้นเอง
การเข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลกมันมีความจำเป็นกับเมืองไทยมากนักหรือ เมื่อก่อนไม่เป็น ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อน ถ้ามันมีปัญหามากนักเกี่ยวกับความลำเอียงของคณะกรรมการมรดกโลก ก็แสดงความจำนงค์ ขอลาออกเสีย ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป เราก็รู้แล้วว่าอีนางฟรังซัวร์ ริเวเร่ มันเป็นฝรั่งเศส ยังไงๆมันก็ต้องเข้าข้างเขมรอยู่วันยังค่ำ เพราะเขมรเคยเป็นขี้ข้ามัน ในเมื่อหาความยุติธรรมไม่ได้ จะดันทุรังเป็นสมาชิกอยู่ทำไม ลาออกเสีย แล้วหันมาตาต่อตา ฟันต่อฟันกับเขมรมันดูซักตั้ง ดูว่าเขมรมันจะมีน้ำยาซักแค่ไหน เอาระเบิดบอมบ์มันทิ้งไปซะเลย สร้างปัญหามากนักก็ไม่น่าจะเก็บเอาไว้ให้มันรกหูรกตา ไม่ต้องแคร์ใคร เพราะทุกวันนี้ทหารเขมรก็หน้าตัวเมีย แอบอยู่หลังปราสาทพระวิหารแล้วก็ยิงลงมาที่ทหารไทย ทั้งๆที่เขาก็บอกแล้วว่าห้ามมีกำลังทหารอยู่ในเขตมรดกโลก แล้วเขมรมันเชื่อที่ไหน มึงตุกติก ก็ต้องย้อยรอยมันบ้าง
จะได้สมน้ำสมเนื้อกัน
อยากจะบอกว่า ณ เวลานี้ ฮุนเซนมันมีความกังวลมาก เพราะว่าด่าไทยทีไร ไทยไม่เคยโต้ตอบ มันกลัวไทยไม่โต้ตอบด้วยคำพูด แต่กลัวไทยจะโต้ตอบด้วยกำลังทหาร เพราะมันรู้ว่ายังไงๆ ก็ไม่มีทางจะสู้กับทหารไทยได้ จึงต้องออกมาเห่าหอน ขู่ไปวันๆ เอาเสียงเป็นเพื่อน มันเป็นพวกปากกล้า ขาสั่น ถ้าไม่เห่าชาวบ้านเขมรก็จะหาว่าไม่มีน้ำยา ซึ่งก็ไม่มีจริงๆน่ะแหละ ถ้าต้องรบกันจริงๆ จะต้องมีข่าวว่า พวกผู้หลักผู้ใหญ่ พวกคนร่ำคนรวย พากันหนีออกนอกประเทศ หรือไม่ก็ส่งลูกส่งหลานออกไปนอกประเทศ เพราะเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีทีผ่านมา ที่เกิดปะทะกันที่พระวิหาร ได้ข่าวว่าพวกคนมีเงินส่งลูกหลานออกไปนอกประเทศกันเยอะแยะ แม้กระทั่งเมืองไทยมันก็ยังส่งไป ลองคิดดูเอาเถอะ ถ้าไทยตาต่อตา ฟันต่อฟันกับเขมรเมื่อไร สนุกแน่ ไม่ต้องกลัวมือที่สามหรอก เพราะเวียตนาม ลูกพี่ใหญ่ของเขมรคงไม่กล้าผลีผลามทำอะไรออกนอกหน้าหรอก เพราะมันเป็นความขัดแย้งของสองประเทศ ถ้าเวียตนามเข้ามาเกี่ยวข้อง คงโดนประณามไปทั่วโลก
สิ่งที่น่าวิตกกว่าเขมรก็คือ ไอ้คนไทยเหี้ยๆ ที่มันเห่าหอนอยู่นอกประเทศทุกวันนี่แหละ เพราะมันเป็นเรื่องน่ารำคาญ เมื่อไรมันจะตายไปซักที มีคนที่เคยใกล้ชิดกับไอ้คนที่เห่าหอนอยู่ทุกวันนี้พูดเอาไว้ว่า ถ้ามันหยุดเห่าหอน คนอื่นก็จะหยุดหมด แต่ที่มันไม่หยุด ยังคงเห่าหอนอยู่ทุกวันนี้เพราะว่า มันทำเกินเลยไปมากจนไม่สามารถจะหยุดได้แล้ว การเจรจาต่อรองขอหยุด ก็ไม่ได้ผลแล้ว เพราะสิ่งที่มันทำเอาไว้ มันหนักหนาเกินกว่าการยอมรับของคนไทยที่มีจิตใจจงรักภักดีต่อสถาบันจะยอมรับได้ ถ้ามันกลับเข้ามาไม่ได้ ก็คงต้องระหกระเหินไปจนกว่าจะตายไป ก็เท่านั้นเอง
คุยเรื่องพระวิหาร มรดกโลก แต่ทำไมเลยไปถึงไอ้คนสารเลวได้ก็ไม่รู้แฮะ ขออภัย
อรุโณทัย
 
Posts: 74
Joined: Sun Nov 25, 2007 12:04 pm

Re: ยูเนสโกกับความรับผิดชอบกรณีปราสาทพระวิหาร

Postby อารยา on Fri Oct 16, 2009 1:54 pm

สวัสดีัครับ คุณอรุโณทัย ยินดีด้วยที่มิได้สาปสูญไปไหน ยังไม่มีคำสั่งศาลที่ไหนสักหน่อย หายไปซะนาน
อย่างที่คุณตั้งข้อสังเกต ผมเห็นด้วยครับ ก็ขนาดฮุนเซนก้าวร้าว พูดจาหาเรื่องสารพัด ไทยเราในฐานะประเทศใหญ่กว่าก็ใช้อุเบกขาธรรมเข้าข่ม
จะลดตัวไปเกเรแบบตีหัวหมาด่าแม่เจ็กอย่างขอมโบราณก็หาใช่่วิสัยไทยแท้แต่โบราณไม่
ขอมสูญพันธุ์ไปก็เพราะก้าวร้าวเช่นนี้มาก่อน ฮุนเซนสัญชาติแกวเลยยิ่งเละเทะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ก็ต้องปลงว่าสัตว์โลกข่อมมีกรรมเป็นของตนเอง

ผมกลัวอย่างเดียว เราใจดีเสียจนลืมว่าตอนนี้กำลังทำอะไร ปัญหาที่ไทยมีเดิมพันสูงถึงขั้นเสีียดินแดนก็ไม่เห็นมีเรื่องใด นอกจากมรดกโลกพระวิหารนี้ ที่กำลังเร่งปักปันเขตแดนอยู่นี่ ไทยทำไปให้ใครผมยังงงอยู่ "เจบีซี" น่าจะอยู่เฉยๆมากกว่า การที่สภาผ่านข้อตกลงชั่วคราวเพื่อให้ทางกลาโหมไปคุย GBC เป็นการเดินหลงทางที่ตอนนี้กู่ไม่กลับแล้ว

หรือรัฐบาลยังไม่รู้ว่า เราเสียไปเมื่อกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา 28 ตารางกิโลเมตร (พื้นที่ตัวปราสาท กับ Buffer Zone)
และกำลังจะเสียมากขึ้น หรืออกำลังหลงไปว่าการปักปันจะทำให้เสียน้อยที่สุด ถ้าคิดอย่างนี้ก็ตัวใครตัวมัน
ทำไมไม่ฟันธงเลิกใช้แผนที่ฝรั่งเศส 1907 แล้วใช้เกณฑ์สันปันน้ำให้มันรู้แล้วรู้รอด

รู้ก็รู้ว่า แถลงการณ์ร่วมระบุวันส่งมอบพื้นที่ครั้งสุดท้าย 1 กุมภาพันธ์ 2553 เราเลยบ้าจี้ให้มันมีผลใช้บังคับเราให้ตะบันปักปันจนครบกี่แสนไร่ครับเที่ยวนี้ วนอุทยานเขาพระวิหารก็จะไม่เหลือนะครับ
เอ หรือหนุ่มมาร์คเราโดนมนต์ดำขอมเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ครับ ตูละเบี่ย
:โกรธ:
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am


Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests