Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

สิ่งที่เปลี่ยนไป เมื่อมี พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก

Book/Film/Music/Sports

สิ่งที่เปลี่ยนไป เมื่อมี พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 1:27 am

[font=Arial]
หลังจากมีความพยายามดำเนินการจัดตั้งมากว่า 10 ปี ในที่สุดวันที่ 11 สิงหาคม 2551 นี้ “พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และส่งผลให้สถานภาพการคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินกับธนาคารในประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

แนวคิดการจัดตั้ง “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก” หรือชื่อเดิมคือ “สถาบันประกันเงินฝาก” เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 สถาบันการเงินจำนวนมากประสบปัญหาจนต้องปิดกิจการลง สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ระบบการคลังของประเทศต้องแบกภาระอย่างหนัก เพราะต้องคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนรองรับว่าแท้จริงแล้วการคุ้มครองเงินฝากของผู้ฝากเงินควรอยู่ที่ระดับใดกันแน่

การคุ้มครองเงินฝากแบบเดิม ทำให้ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่เลือกฝากเงินกับสถาบันที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด โดยไม่ได้สนใจว่าสถาบันการเงินใดมีความมั่นคงมากกว่ากัน เพราะได้รับความคุ้มครองเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ตาม พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้รูปแบบการคุ้มครองเงินฝากเปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ จะมีการจำกัดวงเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ให้เหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อ 1 คนต่อ 1 ธนาคาร เท่านั้น โดยจะค่อยๆ ลดระดับความคุ้มครองอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน 5 ปี นั่นหมายความว่าหากธนาคารผู้รับฝากเงินประสบปัญหาเหมือนเช่นปี 2540 ผู้ฝากเงินจะไม่แน่นอนว่าเงินฝากส่วนที่เกินการคุ้มครองจะได้รับคืนหรือไม่ เท่าใด[/font]
Attachments
voltman_shocked_by_fence_lg_wht.gif
voltman_shocked_by_fence_lg_wht.gif (30.64 KiB) Viewed 123 times
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 1:29 am

[font=Arial]ระยะเวลา ระดับความคุ้มครองสูงสุดสำหรับ 1 คน ต่อ 1 ธนาคาร[/font]

[font=Tahoma]11 ส.ค. 51 - 10 ส.ค. 52 คุ้มครองเต็มจำนวน
11 ส.ค. 52 - 10 ส.ค. 53 คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาท
11 ส.ค. 53 - 10 ส.ค. 54 คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท
11 ส.ค. 54 - 10 ส.ค. 55 คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท
11 ส.ค. 55 เป็นต้นไป คุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 1:30 am

[font=Arial]สถาบันคุ้มครองเงินฝากอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ในอีกเกือบ 100 ประเทศ ได้มีการจัดตั้งสถาบันประเภทนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะประเทศที่ระบบการเงินพัฒนาไปมากอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือแม้แต่มาเลเซีย จึงเป็นหน้าที่ของผู้ฝากเงินที่ต้องหันมาสนใจเรื่องความปลอดภัยของเงินฝากของตนเองให้มากขึ้น แทนที่จะดูเรื่องผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ควรคิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนว่าธนาคารที่รับฝากเงินนั้น มีความมั่นคงอยู่ในระดับใด มีโอกาสเกิดปัญหาจนส่งผลกระทบต่อเงินฝากของเรามากน้อยแค่ไหน ผลตอบแทนที่ได้รับจูงใจเพียงพอที่จะแลกกับความเสี่ยงหรือไม่ เพราะหากเกิดปัญหาขึ้นย่อมหมายถึงความสูญเสียของเงินออมที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิต[/font]

[font=Tahoma]นอกจากนี้ ผู้ฝากเงินก็ควรเริ่มศึกษาหาทางเลือกของการออมและการลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนนอกเหนือจากการฝากธนาคารไว้ด้วย เช่น ตราสารหนี้ต่างๆ พันธบัตรรัฐบาล รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ขนาดของเงินลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งระบบเมื่อ 20 มิถุนายน 2551 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงถึง 950,000 ล้านบาทแล้ว เนื่องจากผู้ฝากเงินจำนวนมากเห็นว่ากองทุนตราสารหนี้สามารถใช้เป็นทางเลือกของการลงทุนที่น่าสนใจ ควบคู่ไปกับเงินฝากสะสมทรัพย์และเงินฝากประจำได้เป็นอย่างดี[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby tiger mask on Sun Jun 29, 2008 2:53 pm

ขอบคุณมากครับพี่สำหรับข้อมูลข่าวสาร

:เกาหัว: :เกาหัว: :เกาหัว: :เกาหัว:
ความดี...คนดี...ทำง่าย...คนชั่ว... ทำยาก... ความชั่ว...คนชั่ว...ทำง่าย...คนดี...ทำยาก
User avatar
tiger mask
 
Posts: 357
Joined: Sun Mar 18, 2007 1:29 pm
Location: Bangkok

Postby อารยา on Sun Jun 29, 2008 3:17 pm

ฟังแล้วเหมือนว่าเป็นการผลักความเสี่ยงของธนาคารที่จะต้องคุ้มครองเงินฝากทั้งหมดในยามต้องซดต้มยำกุ้ง
ไปให้คนมีเงินมากกว่า 1 ล้านบาท ไปเสียงกับการลงทุนอย่างอื่นที่ป้าติดตามแนะมา
ครับก็น่าสนอยู่

ประเด็นคือ ความยุติธรรมที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงพอๆกัน เขาคิดแล้วใช่ไหมครับ อะไรมาเป็นหลักเกณฑ์ในการคิดครับ

หรือว่าป้าติดตามกำลังจะบอกว่า มาลงทุนตราสารหนี้เหอะ หรือในกองทุนรวมในตลาดหลักทรัพย์เหอะ ไม่เสี่ยงเลย ถ้าจะให้ผมเชื่อ ขอทราบหลักเกณฑ์นั้นด้วยเหมือนกัน

กรุณาให้คนไม่มีเงินอย่างอารยาฟังแล้วลุกขึ้นมาแปรสินทรัพย์เจ้าคุณปู่คุณตาที่มีทั้งหมดในครอบครองเป็นเงิน แล้วเอาไปเอามาลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ พันธบัตรรัฐบาล รวมถึงกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภทต่างๆ
หวังรวยสะดือปลิ้น กินชาตินี้ไม่หมด ยกยอดไปกินต่อชาติหน้า เอางั้นเลยนะครับ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 10:26 pm

[font=Arial]5555+++ อาจารย์ บ่นซะ .....

ความจริง อาจารย์ แกล้งถามนำเพื่อให้คนอื่นที่อาจไม่รู้ได้เข้าใจมากขึ้น เป็นการให้การบ้านป้าติดตามเพิ่มเติม แหง็มๆ[/font]




[font=Tahoma]ความจริงความเสี่ยงของธนาคารในอดีตถึงปัจจุบัน มันถูกผลักไปอยู่ที่ภาษีของเราค่ะ

เพราะว่าพอแบงค์จะล้ม ไม่มีเงินมาจ่ายคืนผู้ฝากที่มาระดมถอนเงิน แบบสมัยราชาเงินทุน หรือสมัยต้มยำกุ้ง กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน สังกัด ธปท (หรือที่เรียกกันว่า FIDF) เขาจะช่วยอุดหนุนไม่ให้แบงค์ล้มค่ะ จะช่วยหมุนเงินมาปะ เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกแห่กันถอนจนระบบอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจจะพังเพราะความตื่นตกใจ

ในการนี้ ทุกแบงค์เขาต้องส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูทุก 6 เดือนในอัตรา 0.4% ของยอดเงินฝาก ณ วันทำการสุดท้ายของ มิย และ ธค คล้ายๆ ส่งเงินประกัน แบงค์ใดมีเงินฝากมาก ก็ส่งมาก ซึ่งไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก เพราะแบงค์ที่มีฐานะการเงินมั่นคงกว่าทำไมต้องส่งเบี้ยประกันในอัตราเดียวกับแบงค์ที่อ่อนแอกว่า ทีเบี้ยประกันชีวิต สุขภาพ ยังผันแปรเบื้องต้นตามอายุเลยแฮะ

แล้วเวลาแบงค์ปล่อยกู้ เขาก็ปล่อยกู้ในระระเวลายาวนาน เช่นที่อยู่อาศัยก็ปาเข้าไป 15 ปี ถึง 30 ปี เป็นต้น

แต่ด้านเงินฝาก ไม่เห็นมีใครฝากเกิน 1 ปีเลย จะมี 2-3 ปีก็กระจิ๊ดดด เดียว !

ลองนึกดู หากวันใดมีข่าวแบงค์ ก จะล้ม คนทำไง

ไม่ว่าคนจะมีเงินฝากแบงค์ไหน ทุกคนจะแห่กันไปถอนของตนเองออกมาก่อน ประมาณว่าปลอดภัยไว้ก่อนละ อาจารย์อารยา ท่านคงวิ่งหน้าตั้งก่อนเพื่อน ฮ่าๆๆๆๆๆ

ใครๆ ก็กลัวว่าเงินฝากตนเองจะหายน่ะสิ เป็นกันทั้งโลกแหละ

เพราะพอคนแห่มาถอน เงินฝากที่แบงค์ได้รับมาก็เอาไปปล่อยกู้กันแล้ว กู้กันยาวนานกว่าเงินฝากด้วย แบงค์จะไปเอาคืนจากผู้กู้ ผู้กู้ที่ไหนเขาจะสามารถคืนได้ทันที ไม่มี้...ไม่มีหรอก แต่ด้านเงินฝากมันต้องรีบคืน เพราะหากมีข่าวสะพัดไปว่าแบงค์ ก ไม่มีเงินฝากคืน ขอผลัดผ่อนลูกค้าละก้อ บอกได้คำเดียวว่า ฉิบหายค่ะ (ฉิบหายไม่หยาบน้า อย่าตีมือ)[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 10:34 pm

[font=Tahoma]อีทีนี้ แบงค์ เมื่อไม่มีเงินฝากพอ อย่างแรกต้องพยายามหากู้ในประเทศ นอกประเทศก่อน แล้วก็ไปขอกู้ระยะสั้นๆ จาก ธปท ซึ่งก็มีจำกัด หากเกิดลามไปทั้งระบบ คือคนแห่กันถอนหนุบหนับๆ แม้กองทุนฟื้นฟูจะมาช่วยอุดยังไงๆ มันก็ไม่มีวันพอหรอกค่ะ

ตานี้กองทุนกับ ธปท ก็จะออกโรงออกมาบอกว่า กองทุนฟื้นฟูจะใช้เงินฝากให้ครบเงินต้น แต่อาจจะขอผ่อนระยะเวลาใช้เป็นงวดๆ แบบที่เคยเกิดในอดีต

ธปท อาจจะต้องออกพันธบัตรกองทุนฟื้นฟูออกมาขอกู้จากสาธารณชน เพื่อเอาไปคืนเงินฝากที่ลูกค้าถอนแล้วยังไม่ได้คืน มันก็ไม่แฟร์เท่าไร เพราะมีดอกเบี้ยพันธบัตรที่ต้องจ่าย เท่ากับเสียงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายอุดหนุนผู้ฝากเงิน ไม่เสมอภาคแล้ว เพราะบางคนฝากมากก็ได้มาก [/font]



[font=Arial]แถมธนาคารเฮ็งซวยที่โกง ที่บริหารไม่ดี ก็จบลงด้วยการนิทราบนฟูก แม้จะถูกฟ้องร้องก็อาจดึงคดียาวนานจนผู้ต้องหาตาย 5 ตาย 6 ก่อนจับขังคุกได้
เขาก็เลยได้แนวคิดต่างประเทศ[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 10:41 pm

[font=Arial]แนวคิดต่างประเทศ ที่ว่านั้นก็คือ[/font]

[font=Tahoma]1. อย่าไปอุ้มเงินฝากเต็มจำนวน อุ้มเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศที่จะกระทบทั้งระบบ ในจำนวนที่เสมอภาคกัน ตรงตามที่เขียนในหัวกระทู้ เพราะทุกคนในที่สุดจะได้คุ้มครองเงินฝากตามจริงในแต่ละธนาคารที่ฝากไว้ ในจำนวนไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อคน

หากกลัวแบงค์เจ๊ง บางคนอาจกระจายไปฝากทุกแบงค์ สำหรับคนที่มีมากกว่า 1 ล้านบาท (ความจริงอาจไม่ช่วยเท่าไร หากเอาไปฝากแบงค์ที่ฐานะการเงินอ่อนแอ ผู้บริหารมือไม่ถึง หรือขี้โกงไปปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพมากๆ สมน้ำหน้า ฮ่าๆๆๆ)[/font]


[font=Arial]2. การส่งเงินประกันเข้ากองทุนฟื้นฟู (ที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันประกันเงินฝาก หรือสถาบันคุ้มครองเงินฝาก) จะให้ทุกแบงค์ส่งเท่ากันไม่ได้ ต้องมีอัตราที่มากน้อยขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในการบริหารงานของแต่ละธนาคาร ใครปล่อยกู้ที่มีโอกาสได้รับคืนยากกว่า เรียกว่าสินเชื่อคุณภาพไม่ดีเท่าคนอื่น ก็จะถูกจัดชั้นความเสี่ยงสูงกว่า จึงต้องจ่ายค่าประกันมากกว่า เป็นต้น[/font]
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby ติดตาม on Sun Jun 29, 2008 10:48 pm

แล้วต่อไปผู้ฝากเงินจะทำฉันใด เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องหรอกว่าธนาคารไหนเสี่ยงอย่างไร เงินตูจะปลอดภัยไหม

นั่นคือเรื่องที่ต้องศึกษา ติดตามดู แต่อย่างน้อย แต่ละธนาคารเขาต้องมีการถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือว่าจะมีปัญญาคืนเงินให้เราในระดับใด เอาตรงนี้มาเทียบ พอได้

สำหรับการชักชวนให้ซื้อกองทุนนั้น ขอบายละค่ะ เพราะมีคติประจำใจว่า ไม่ขายให้กรรมการ ผู้ถือหุ้น ญาติโยม และเพื่อนฝูง

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านโปรดฉึกฉาให้ดีๆ


[font=Tahoma]คิดถึงท่าน ผบ.กรม ชะมัด กลัวเงินฝากท่านหายอะ[/font] :จูบ:
User avatar
ติดตาม
 
Posts: 296
Joined: Sun Apr 22, 2007 2:25 pm
Location: กทม

Postby danbkk on Tue Nov 25, 2008 3:50 pm

ถ้าเอาไปซื้อพวกพันธบัตรจะปลอดภัยมั้ยครับนี่
User avatar
danbkk
 
Posts: 2
Joined: Tue Nov 25, 2008 3:44 pm


Return to Arya's Edutainment Club

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests