Welcome
Welcome to <strong>อารยาฟอรั่ม</strong>.

You are currently viewing our boards as a guest, which gives you limited access to view most discussions and access our other features. By joining our free community, you will have access to post topics, communicate privately with other members (PM), respond to polls, upload content, and access many other special features. Registration is fast, simple, and absolutely free, so please, <a href="/profile.php?mode=register">join our community today</a>!

Hall of Judgement

Hall of Judgement

Postby อารยา on Sun Oct 18, 2009 1:27 pm

เหตุไร "ความจริง" (Truth) จึงมักถูกเมินหรือให้น้ำหนักเบาหวิวเหมือนขนนกครับ ทั้งๆที่ "ความจริง" น่าจะเป็นสิ่งมีค่า ที่สุดของมนุษยชาติ ชาวพุทธคุ้นมากกับคติธรรมที่ว่า "สัจจังเว อมตัง วาจา" ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
มาร์ค ทเวน ก็พูดว่า "Truth is the most valuable thing we have. Let us economize it." เออ หรืออาจเป็นเพราะเหตุผลที่ว่านี้เองก็ได้
ที่เราหาความจริงไม่ค่อยได้ เพราะถ้าความจริงไม่ลงหลุมไปกับคนตาย ตอนเป็นๆก็กลัวจะตายเพราะพูดความจริง จึงเลือกพูดที่เป็นเท็จเป็นส่วนใหญ่
โลกนี้จึงเต็มไปด้วยมายา โลกนี้คือละครโรงใหญ่ สิ่งที่รับรู้ส่วนใหญ่จึงไม่มีน้ำหนักของสัจธรรม เบาหวิวเหมือนขนนก ประมาณนั้น
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall

Postby ทะเลสาบ on Tue Nov 03, 2009 2:57 am

Image Hall of Judgement This papyrus shows a judgement scene from the Book of the Dead. Anubis, God of the Dead with Thot, God of Time, are presiding over the weighing of the heart of the deceased, which is balanced against the feather, the symbol of Truth, of Maat-Goddess of existence. The original papyrus is in the collection of the British Museum.
สามพันกว่าปีที่แล้ว อียิปต์มีความเชื่อว่า “ขนนก” หรือ “Shut”เป็นสัญญลักษณ์ของ“Shu” ซู,
เทพเจ้าแห่งลม (the air) ซึ่งเป็นบิดาของเทพเจ้าแห่งดิน earth (Geb) และเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า
sky (Nut), Shu จะมีขนนกประดับอยู่บนศรีษะ ส่วนGeb จะสวมใส่อาภรณ์ห่อหุ้มกายด้วยด้วยขนนก
ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของอากาศ (นึกถึงโลกที่มีบรรยากาศห่อหุ้มไว้)

ในเวลาเดียวกัน อียิปต์ก็มีเทพเจ้าอีกองค์หนึ่งที่ประดับขน
นกกระจอกเทศบนศรีษะของเธอ คือ Ma’at,
goddess of truth, justice and order (ที่เห็นอยู่ในภาพ)

นอกจากนี้ หัวหน้าเผ่าอเมริกันอินเดียน(อินเดียแดง) ยังประดับขนนกบนศรีษะ เป็นเครื่องหมาย
แห่งการสื่อสารต่อโลกวิญญาณและปัญญาสูงสุดจากสวรรค์ และในวัฒนธรรมของอินเดียแดงบางเผ่า
“ขนนก” ยังเป็นสัญญลักษณ์ของพลังแห่งเทพเจ้าฟ้าลั่นฟ้าร้อง (the power of the thunder gods)
ร่วมกับพลังของอากาศและลม

พวกนักบวชเซลติค (Celtic Druid) ก็สวมใส่เสื้อคลุมขนนกในพิธีกรรม เพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า
(Sky gods) และเพื่อให้ได้รับปัญญาจากสรวงสวรรค์

สำหรับคริสต์เตียน(Christianity) ขนนกเป็นสัญญลักษณ์ของคุณงามความดี (Virtues)ความบริสุทธิ์
ภาพของขนนก 3 อัน ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหวน มีความหมายถึง Charity, Hope, Faith เป็นเครื่องหมาย
ของผู้มีความบริสุทธิ์ทางวิญญาณ แหวนนี้ใช้เป็นตรายางได้ด้วย เมื่อชุบลงในไขผึ้ง(wax) และประทับ
ลงบนเอกสาร ก็จะแสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสารจากผู้มีความบริสุทธิ์ทางวิญญาณหรือผู้มีคุณธรรมสูงส่ง
เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales ก็ทรงมีแหวนนี้ด้วย


Image

ทำไมจึงเป็นขนนกกระจอกเทศ?

เพราะนกกระจอกเทศบินไม่ได้ ต้องเดินอยู่บนพื้นดิน เหมือนกับมนุษย์ที่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายมีความ
ผูกพันอยู่กับผืนดืน แต่เมื่อหมดลมหายใจ จิตวิญญาณก็จะออกจากร่างไปสู่ปรโลก แต่จะไปเบื้องบนหรือ
เบื้องล่าง ขึ้นอยู่กับคุณงามความดีที่ทำไว้ ใครที่ทำแต่ความดี เมื่อชั่งหัวใจ น้ำหนักของหัวใจก็จะเบากว่า
ขนนก สามารถล่องลอยขึ้นไปสู่เบื้องบน ส่วนผู้ที่ทำแต่ความชั่ว หัวใจก็จะหนักกว่าขนนก เขาผู้นั้นก็จะ
ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง

ความจริง(Truth) ที่แท้อยู่ที่คุณความดี จะวัดกันเมื่อความตายมาถึง มนุษย์ผู้ใดเมื่อมีชีวิตอยู่
ถ้าปฏิบัติตามกฎ 42 ข้อ ของMa’at เมื่อชีวิตหมดลงย่อมได้ไปสู่เบื้องบนทั้งสิ้น


Principles of MAÁT
Truth
Justice
Harmony
Balance
Order
Reciprocity
Propriety
________________________________________
Admonitions of Maát
(Concepts for Living in Balance)
1 I have not committed sin
2 I have not committed robbery with violence
3 I have not stolen
4 I have not slain men and women
5 I have not stolen food
6 I have not swindled offerings
7 I have not stolen from God
8 I have not told lies
9 I have not carried away food
10 I have not cursed
11 I have not closed my ears to truth
12 I have not committed adultery
13 I have not made anyone cry
14 I have not felt sorrow without reason
15 I have not assaulted anyone
16 I am not deceitful
17 I have not stolen anyone's land
18 I have not been an eavesdropper
19 I have not falsely accused anyone
20 I have not been angry without reason
21 I have not seduced anyone's wife
22 I have not polluted myself
23 I have not terrorized anyone
24 I have not disobeyed the law
25 I have not been excessively angry
26 I have not cursed God
27 I have not behaved with violence
28 I have not caused disruption of peace
29 I have not acted hastily or without thought
30 I have not overstepped my boundaries of concern
31 I have not exaggerated my words when speaking
32 I have not worked evil
33 I have not used evil thoughts, words or deeds
34 I have not polluted the water
35 I have not spoken angrily or arrogantly
36 I have not cursed anyone in thought, word or deed
37 I have not placed myself on a pedestal
38 I have not stolen that which belongs to God
39 I have not stolen from or disrespected the deceased
40 I have not taken food from a child
41 I have not acted with insolence
42 I have not destroyed property belonging to God


อ่านครบ 42 ข้อแล้วจะเห็นว่า บัญญัติ 10 ประการของชาวคริส์ตก็มาจากกฏนี้ แต่ดิฉันว่ารวมๆแล้ว
ก็คือ ศีล 5 ในพุทธศาสนา ถ้าใครครองศีล5 ได้บริสุทธิ์ ย่อมมีหัวใจที่เบากว่าขนนกได้อย่างแน่นอน

สำหรับคำถามที่คุณอารยา สงสัยเป็นนักหนาว่าทำไมความจริงTruth จึงไร้น้ำหนักนั้น? มีผู้อธิบายไว้ ดังนี้-;


"ขนนกนั้นเป็นตัวแทนแห่งสิ่งเล็กๆละเอียดละออ แต่เป็นน้ำหนักที่เที่ยงตรงและแม่นยำ
น้ำหนักของขนนกนั้นสามารถรักษาความมั่นคงของคืนวัน และสามารถทำลายราชอาณาจักรได้เช่นเดียวกัน
น้ำหนักของขนนกสามารถเลื่อนเข็มของตาชั่งและสร้างสมดุลย์ของอำนาจ, คำสั่ง, ระเบียบแบบแผน
เราได้เห็นสำนวนของนักเขียนเป็นจำนวนมากที่กล่าวถึงความจริงข้อนี้ว่า

“Little things mean a lot”
สิ่งเล็กๆน้อยๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ หรือ
“It’s little things that count”
เรื่องเล็กๆนั่นแหละสำคัญที่สุด

ที่พูดเช่นนี้เพราะคนมักมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆเสมอ
ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล, สงคราม, การแข่งขัน และราชอาณาจักร จึงสูญเสียไป
ด้วยการตัดสินใจที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
The feather-ขนนก จึงเป็นสัญญลักษณ์ของการให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ
ขนนก จึงเป็นเหตุผลอันสำคัญที่ทำให้สามารถรักษาราชอาณาจักรและชนะสงครามทั้งปวงได้ "


คุณอารยา ยังคงเส้นคงวา มีปัญญาแหลมคม ถามคำถามแสนสั้น แต่ดิฉันต้องตอบยาวเชียวค่ะ :อ้อน:
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Re: Hall

Postby อารยา on Wed Nov 04, 2009 7:30 am

นอกจากผมจะได้คำตอบ ตามโลกทัศน์ของชนชาติอียิปต์โบราณที่ชัดเจนแล้ว ยังมีที่มาที่ไปของ "ขนนก" ในคติธรรมผ่าน mythology ในอารยธรรมตะวันตก (รวมอินเดียนแดงไปด้วยอย่างน่าทึ่ง) ต้องบอกว่าน่ารู้จริงๆ
ขอขอบคุณ คุณทะเลสาบครับ

คำตอบจากที่คุณโพสต์คือ: "ใครที่ทำแต่ความดี เมื่อชั่งหัวใจ น้ำหนักของหัวใจก็จะเบากว่า
ขนนก สามารถล่องลอยขึ้นไปสู่เบื้องบน ส่วนผู้ที่ทำแต่ความชั่ว หัวใจก็จะหนักกว่าขนนก เขาผู้นั้นก็จะ
ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง
ความจริง(Truth) ที่แท้อยู่ที่คุณความดี จะวัดกันเมื่อความตายมาถึง..."

เรื่องนี้ ทีแรกผมลองเดาจากกระดาษพาไพรัสที่คุณโพสต์ สารภาพว่าไม่เฉียดเท่าไหร่ คือก่อนอื่นผมพยายามมองความสัมพันธ์ระหว่าง "ความจริง" กับ "หัวใจ" แล้วก็คิดว่าพอจะตีปริศนาธรรมออก แต่มาจนปัญญาตรงที่ภาพนั้นไม่มีการชั่งน้ำหนักระหว่าง "ความจริง" กับ "สมอง" (ปัญญา เหตุผล ตามแนวพุทธ) ก็เลยต้องหยุด กลัวมั่วครับ
:นะโม:
และกระจ่างขึ้นว่าอียิปต์ยุคก่อนพระพุทธเจ้าประสูตรคิดถึงโลกและวิญญาณอย่างไร
ต้องขอบคุณคุณทะเลสาบอีกครั้งครับ


มีต่ออีกนิดครับ "แหวนเจ้าฟ้า"
Image

Image
ผมลอง rotate ดูพออ่านง่ายขึ้น

1. สามคำที่ทราบจากคุณทะเลสาบ Faith, Charity และ Hope น่าจะปรากฏเป็นอักษรย่อจากอักขระโรมันที่นี่ (เฉพาะ "I" คงแทน F: Faith)

2. คำที่แปลว่า God (DIEU) ก็อ่านสะดวกขึ้นครับ (อนุโลม N กลับหัวที่คล้ายกับ "u" พิมพ์เล็ก)


ไม่ทราบพระราชาองค์ใดทรงสั่งทำแหวนวงนี้ จงพระทัยให้อ่านยากเย็นเหลือเกิน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall

Postby JIRA on Wed Nov 04, 2009 9:25 am

ด้วยความเคารพครับ

ขออนุญาต สำเนาและเผยแพร่ข้อความหัวข้อนี้ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ น้องๆรุ่นหลังได้หรือไม่ครับ

จิรา
JIRA
 
Posts: 3
Joined: Tue Aug 25, 2009 5:17 pm

Re: Hall

Postby อารยา on Wed Nov 04, 2009 9:43 am

ผมอยากจะเปรียบ Admonitions of Maát เหมือนรัฐธรรมนูญของไทยที่ใส่ไว้ 300 กว่ามาตรา ไม่มีที่ไหนแจงยิบอย่างนี้
และขอเทียบรัฐธรรมนูญอเมริกันที่ไม่ต้องเขียนอะไรมาก กับ แค่ศีลห้าที่คุณทะเลสาบว่า ซึ่งผมเห็นด้วยว่าเหลือรับประทานแล้วสำหรับปุถุชน

และถ้าจะให้ดีที่สุดคือ ไม่ต้องเขียนเลย แต่จะไปถึงขั้นนั้นได้ ต้องแน่ใจว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมยอมให้มโนธรรม (conscience) บอกว่าอะไรผิด ชอบ ชั่ว ดี

แต่ถ้าพยายามจะหาคำตอบว่าทำไมอังกฤษจึงไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็คงทึกทักไม่ได้ว่านี่คือประเทศที่เต็มไปด้วยประชากรที่สุดแสนศิวิไลซ์
แต่คงเป็นเพราะ (1) เป็นชนชาติที่ผ่านประสบการณ์มากพอที่กล้าให้พลเมืองทดสอบตัวเอง
หรือไม่ก็ (2) เป็นเพราะคนในอาณัติทั่วจักรภพมีหลากหลายวิถีชีวิตเกินกว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมว่าอะไรควรไม่ควรประพฤติก็ได้
หรือทั้งสองอย่าง มากกว่า

ผมก็เดาอีกน่ะครับ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าจะลองกับเมืองไทยดูบ้าง คือไม่ต้องเขียนเลย รัฐธรรมนูญ ชาตินี้จะได้หมดเรื่องทะเลาะกันเสียที
ชีวิตคนไทยอาจจะดีขึ้น
ให้มันรู้ไปว่าไม่มีรัฐธรรมนูญแล้วคนไทยจะสิ้นชาติ เพราะดูเหมือนที่กำลังจะสิ้นชาติอยู่นี่ก็เพราะมีปัญหากับรัฐธรรมนูญมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในโลก เป็นไปได้อย่างไร 70 กว่าปีมี 18 ฉบับ เขียนแล้วเขียนอีก
อเมริกากว่าสองศตวรรษก็ยังใช้ฉบับนั้นอยู่ไม่เปลี่ยน
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall

Postby อารยา on Wed Nov 04, 2009 9:48 am

ยินดีครับ คุณจิรา
อ้าว เลยรวมเรื่องรัฐธรรมนูญไปด้วยสินะเนี่ย
ถ้าจะกรุณาแจ้ง link ด้วย ผมจะตามไปดูครับ ขอบคุณล่วงหน้า
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall

Postby ทะเลสาบ on Wed Nov 04, 2009 11:43 pm

ขอตอบสั้นๆก่อนค่ะ?

ความหมายของ The Three Feathers ในความเเชื่อของคริส์ตเตียน คือ
Charity, hope, faith นั้นถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีความเชื่อมโยงกับภาษิต(motto)
บนแหวนของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales แต่ประการใดค่ะ

เพราะที่มาของตราประจำพระองค์ในตำแหน่ง Prince of Wales นั้นมีประวัติสืบเนื่อง
มาตั้งแต่ Prince Edward, the Black Prince และตรานี้ก็ใช้กันมาในราชวงศ์อังกฤษ
หลายชั่วคน แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นตราส่วนพระองค์ของปริ้นออฟเวลล์ ใครที่ชอบดูรักบี้
ลองสังเกตดู จะพบว่าทีมจากแคว้นเวลล์ ก็ใช้ตรา(crest)นี้อยู่บนเเสื้อเช่นเดียวกัน
แม้ว่าชาวเวลล์บางส่วนจะไม่ปลื้มก็ตาม(เพราะเชื่อว่าเป็นอิทธิพลจากพวกเจ้าอังกฤษ)

คุณอารยาหลักแหลมมากค่ะ ที่กลับหัวภาพให้สามารถอ่านได้ แต่ที่ดิฉันได้อธิบายไว้
แหวนนี้ออกแบบให้เป็นตรายางได้ด้วย ที่ถูกคือต้องกลับข้าง(ดูในกระจก) ถ้าประทับ
บนเอกสารจะเกิดรอยนูน(embossed) และประทับบนครั่ง(sealed wax)เพื่อป้องกันการ
เปิดเอกสารหรือพัศดุ


Image

ภาษิตบนแหวน "Ich Dien" เป็นภาษาเยอรมัน แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "I serve"นัยว่า
ใกล้เคียงกับภาษิตภาษา Welsh
"Eich Dyn"ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "Your man"

ปกติแล้วแหวนจะถูกทำลายเมื่อเจ้าของเสียชีวิตลง ส่วนกษัตริย์องค์ใดเป็นเป็นผู้สร้างแหวน
วงแรก ไม่ปรากฏหลักฐาน บอกได้แต่เพียงว่า มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ค่ะ


คนไทยเราคุ้นกับตรานี้มากกว่าใครจะคิดได้ เพราะมันได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเล็กน้อย
ลูกเสือทั้งหลาย ท่านจะรู้ไหมว่า? พวกท่านมีตราดวงนี้ติดตัวอยู่ตลอดเวลาในเครื่องแบบ

Image

The Fleur-de-lys

ดิฉันไม่สงสัยว่าพระมงกุฏเกล้าฯทรงได้แรงบันดาลพระทัยมาจากที่ไหน?

Image

ดวงตรา The Three Feathers เหนือซุ้มประตูทางเข้าของ Oriel College, Oxford!!!!
ดิฉันเข้าใจว่าเมื่อทรงศีกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ทรงอยู่ในตำแหน่งที่มกุฏราชกุมารแล้ว
ถูกต้องไหมค่ะ??




:ปิ๊ง: :ปิ๊ง: :ปิ๊ง:
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Re: Hall of Judgement

Postby อารยา on Thu Nov 05, 2009 8:39 am

คุณทะเลสาบบอกว่า
1. "ที่มาของตราประจำพระองค์ในตำแหน่ง Prince of Wales นั้นมีประวัติสืบเนื่อง มาตั้งแต่ Prince Edward, the Black Prince และตรานี้ก็ใช้กันมาในราชวงศ์อังกฤษ หลายชั่วคน แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นตราส่วนพระองค์ของปริ้นออฟเวลล์"

2. The Three Feathers ในความเชื่อของคริส์ตเตียน คือ Charity, hope, faith นั้นถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีความเชื่อมโยงกับภาษิต(motto) บนแหวนของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales แต่ประการใดค่ะ"

3. "ขนนก 3 อัน ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหวน มีความหมายถึง Charity, Hope, Faith เป็นเครื่องหมาย ของผู้มีความบริสุทธิ์ทางวิญญาณ...หรือผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales ก็ทรงมีแหวนนี้ด้วย"
(ว่าแล้วก็มีแหวนให้ดูเป็นขวัญตาด้วย)


ตกลง แหวนวงนี้เป็นของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ หรือเปล่าครับ
ผมขอเรียกแค่ "แหวนเจ้าฟ้า" ไปพลางๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นของใคร ที่สำคัญยังเป็นขนนกที่ผมไม่เคยคิดว่าจะน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับระบบความยุติธรรมถึงเพียงนี้

คงต้องร้องเพลง Daddy, don't you walk so fast!ในหนังเรื่อง "Daddy's Long Legs" ที่แฟรงค์ แอสแตร์เป็นพระเอกแก่ๆ แล้วละครับ

ครูสอนวิชาลูกเสือต้องอ่านที่นี่แล้วละครับ คำขวัญ "เสียชีพอย่าเสียสัตย์" ชักจะเกี่ยวกับขนนกและ "แหวนเจ้าฟ้า" (อังกฤษ)
ก็ไม่เป็นไรครับ "ครุฑ" ของไทย “การูด้า” ของ อินโดนีเซีย “ฟีนิกซ์” ของมหากาพย์กรีก “หัสดายุ”ของฮินดู กลุ่มนี้ใกล้ตัวคนไทยกว่ายังไม่เห็นพูดถึงในโรงเรียนไทยสักเท่าไหร่
เพราะเมื่อเอามาเทียบกัน ก็เห็นอะไรซ่อนอยู่ในโลกทัศน์ของมนุษย์ที่ทำให้เดินกันไปคนละทาง ทั้งๆที่เห็นนกเหมือนกัน ปรัชญาขนนกสื่อว่าความตาย “เสียชีพ” เรื่องเล็ก “สัจจะ” สำคัญกว่า แต่นกหัสดายุในรามเกียรติ์ (คงหมายถึง “เกียรติศักดิ์ของพระราม”) กลับสื่อตรงกันข้ามว่าเป็นอมตะ แบบว่าบินสูงไปถึงพระอาทิตย์ มอดไหม้ไปสักพักก็ฟื้นแล้วบินต่อ

หรือว่านกกระจอกเทศบินไม่ได้ เลยทำให้คนที่ดูนกบินไม่ได้ คิดต่างจากคนที่ชอบดูนกบินได้
อะไรจะขนาดนั้น!

ความจริงน่าอภิรมย์ตรงที่ของดีๆได้เชื่อมกันได้ แล้วทำไมบ่อยครั้งที่มนุษย์ไม่อยากพบ ไม่อยากรู้ ไม่อยากฟังความจริง? คำตอบจะลอยไปกับสายลมและแสงแดดหรือเปล่าหนอ?
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall of Judgement

Postby JIRA on Thu Nov 05, 2009 11:56 am

ขอขอบคุณในความกรุณาครับ
ผมได้นำข้อความในกระทู้ไปเผยแพร่และทำลิ้งส่งเมล์ให้เพื่อนๆและน้องๆในบริษัทได้ติดตาม เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพราะมีบางคนอาจต้องการข้อมูลแต่ไม่รู้จะหาได้จากที่ใด
ทั้งนี้ส่วนตัวเองก็มีประสพการณ์น้อยนิด มีโอกาสได้พบที่นี่ก็นับว่ามีวาสนาครับ ได้ข้อคิดจากที่นี่ไปมาก บางครั้งอาจจะคิดไปเองว่า นานมาแล้วคนรุ่นก่อนบรรพชนมีความเข้าใจ มีความคิดลึกซึ้งในตัวตนและความเป็นมนุษย์ของตน ผิดกับคนรุ่นใหม่ที่บอกว่าตนศิวิไลว์ แต่แข่งขันกันด้วยเปลือกที่มดเท็จครับ


ขอขอบคุณอีกครั้งครับ
จิรา
JIRA
 
Posts: 3
Joined: Tue Aug 25, 2009 5:17 pm

Re: Hall of Judgement

Postby ทะเลสาบ on Fri Nov 06, 2009 2:19 am

ขอบคุณนะค่ะ ที่กรุณาแยกกระทู้ให้
ดิฉันสบายใจในการเขียนได้มากขึ้นค่ะ
:จูบ:
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Re: Hall of Judgement

Postby ทะเลสาบ on Fri Nov 06, 2009 2:43 am

ภาษาไทยของดิฉันแย่ลงทุกวัน แต่ภาษาอังกฤษที่พูดทุกวันนี้ก็มิได้ดีขึ้นแต่ประการใดค่ะ ฮิ ฮิ
เริ่มใหม่...

The three feathers หรือ plume of three ostrich feathers นั้น ตามความเขื่อของคริส์ตเตียน
มีความหมายถึง Charity, Hope and Faith แต่มีผู้นำเอาสัญญลักษณ์ (symbol) นี้ไปใช้ในหลาย
รูปแบบ มีการออกแบบแตกย่อยไปหลายลักษณะ บางครั้งก็เพิ่มเติมสัญญลักษณ์อื่นๆเข้าไปเป็นของ
เฉพาะตน รูปแบบของแหวนตรายาง(signet ring) นี้พบครั้งแรกในปิระมิดของฟาโรห์, อียิปต์


Image
ส่วนภาพของแหวนที่มีภาษิต Ich Dien เป็นแบบเฉพาะของ ปริ้นส์ออฟเวลล์ สั่งทำพิเศษโดยช่างทำทอง
ของราชวงศ์อังกฤษที่สืบเนื่องมาเป็นร้อยๆปี ท่านยังทรงแหวนวงนี้บนนิ้วก้อยของพระหัตถ์ซ้าย มีพระ
ฉายาลักษณ์และคำอธิบายถึงแหวนนี้ไว้ในวโรกาสทื่พระชนม์มายุทรงครบ 60 พรรษา นอกจากนี้ ยังพบ
พระลัญจกร(Emblem)แบบเดียวกัน ปรากฏบนเครื่องมือเครื่องใช้ในหน่วยงานที่พระองค์ท่านทรงหรือ
เคยเกี่ยวข้อง เช่น ในกองทัพเรือของสหราชอาณาจักร, ธงประจำพระองค์ก็มีตราดวงนี้ประดับอยู่ ที่เคย
มีอยู่ใกล้บ้านเราก็คือ “ปีนัง” ตราประจำเมือง ก็ใช้ตราดวงนี้เป็นสัญญลักษณ์ตั้งแต่ค.ศ.1786-1985
เพราะอังกฤษถือว่า เกาะปีนังเป็นเสมือนเขตรับผิดชอบของปริ้นส์ออฟเวลส์(The settlement of Prince
of Wales Island) จนกระทั่งมาเลเซียได้เอกราชจากอังกฤษ


Image

Charles stopped wearing the wedding ring Diana gave him the day after his engagement
to Camilla was announced. In line with royal tradition, he wore his wedding ring on the little finger
of his left hand, under a signet ring engraved with his fleur-de-lys crest. He removed it after he
and Diana divorced in 1996, but was so traumatised by her death in 1997 he started wearing it again.


สัญญลักษณ์ขนนกไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมใช้ในราชวงศ์ หากแต่นิยมในหมู่ประชาชนของยุโรป มานาน
เป็นร้อยๆปี สัญญลักษณ์นี้ได้ติดตัวบางครอบครัวมาสู่แผ่นดินใหม่อย่างอเมริกาด้วย ดิฉันเอาตัวอย่างของ
บุคคลที่มีชื่อเสียงมาสองท่านซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่ตราประจำครอบครัวแตกต่างกันเล็กน้อย
ที่เหมือนกันคือ The three feathers สองท่านนั้นคือ

Theodore Roosevelt and Franklin Delano Roosevelt, 26th and 32nd Presidents of the United States

ประธานาธิบดีทั้งคู่เป็นญาติลำดับที่ห้าของกันและกัน สืบเชื้อสายมาจากชาวดัชท์ Claes Maartenszen van
Rosenvelt ที่อพยพมาสู่นิวยอร์คในปีค.ศ.1650 ไม่มีใครทราบว่าตระกูลนี้เริ่มใช้ตราขนนกตั้งแต่เมื่อไหร่?
แต่นายClaes ยืนยันว่าครอบครัวใช้ตรานี้มามากกว่าหนึ่งชั่วคน ปัจจุบันที่พิพิธภัณฑ์เมืองนิวยอร์ค ยังคงจัด
แสดงเครื่องเงินที่มีตราขนนกซึ่งเป็นของNicolas Rosenvelt ลูกชายของนายClaes เครื่องเงินนี้ทำโดยช่างเงิน
ชื่อ Gerrit Onclebagh(1675-1735)

เป็นที่เข้าใจกันว่าการสืบทอดตราประจำตระกูล(coat of arms)นี้ ต่อเนื่องโดยลูกชายคนโตของตระกูล
ลูกคนรองลงไปจะเก็บรักษาส่วนสำคัญของสัญญลักษณ์เอาไว้ และดัดแปลงหรือเพิ่มเติมสิ่งอื่นๆเข้ามา
ด้วยเหตุนี้ ตราของทั้งสองจึงแตกต่างกันเล็กน้อย


ImageImage

คราวนี้คุณอารยาก็สามารถออกแบบแหวนของตัวเองได้เช่นเดียวกันค่ะ..ฮิ ฮิ... :เจ้าเล่ห์:
Last edited by ทะเลสาบ on Fri Nov 06, 2009 12:28 pm, edited 2 times in total.
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Re: Hall of Judgement

Postby อารยา on Fri Nov 06, 2009 9:54 am

Crystal clear!ได้มาอีกหลายวงเลย ขอบคุณ คุณทะเลสาบมากครับ

ที่ค่อนข้างเร้าใจคือแหวนหมั้นของเจ้าหญิงไดอาน่าที่เจ้าฟ้าชายวาร์ลส์ถอดเข้าถอดออก
ก็สวมตอนหมั้นก็น่าจะดีแล้ว มาถอดออกตอนสวมวงของนางคาเมล่าขณะที่เจ้าหญิงก็ยังทรงเป็นๆ แต่ไม่ถอดออกก็สวมของนางคาเมล่าไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะให้ความเห็นใจเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ข้อนี้หรือไม่
แต่แล้วเหมือนรอให้เจ้าหญิงผู้อาภัพสิ้นพระชนม์ก่อนจึงเอากลับมาสวมใหม่ เฮ้อ! แล้วนางคาเมล่าตายังเขียวอยู่หรือเปล่าเนี่ย

มีนิดเดียวครับ ถ้าเจ้าฟ้าชายชาร์ลสืไม่ถอดวงของนางคาเมลาออก(ซึ่งดูเหมือนไม่มีบอกไว้)ตอนกลับมาสวมวงของเจ้าหญิงไดอาน่าหลังสิ้นพระชนม์ ที่นิ้วพระขนิษฐา(นิ้วก้อย)ซ้ายของมกุฏราชกุมารอังกฤษขณะนี้น่าจะมีแหวน 3 วงสวมเรียงเป็นตับ คือ 1. แหวนประจำราชวงศ์ ("ขนนกกระจอกเทศ") 2. วงของนางคาเมลา (ถ้านางถวายด้วยเสน่หา) และ 3. วงของอดีตเจ้าหญิงไดอาน่า

แต่ไม่ว่าจะกี่วง มกุฏราชกุมารจะต้องสวมใต้แหวนประจำราชวงศ์

เออ แล้วจะดูอย่างไรว่าวงไหนจะอยู่บนในฐานะแหวนประจำราชวงศ์
สมมุติถ้ามองจากขณะยกพระหัตถ์ซ้ายชี้ฟ้า(หรือแบบยกมือยอมแพ้) ก็บอกได้ว่าวงบนสุดคือพระธำมะรงค์ประจำราชวงศ์ แต่นั่นต้องสวมหลังแหวนหมั้น
จำเป็นไหมที่แหวนประจำราชวงศ์ต้องสวมก่อน ตอบว่าไม่(อาจหมั้นก่อนเป็นมกุฏราชกุมารก็ได้)

หรือถ้ามองจากตำแหน่งห้อยพระหัตถ์ (ซ้าย)ลง ก็บอกได้ว่าวงที่อยู่บนสุดเป็นแหวนประจำราชวงศ์

เจ้าของแหวนต่างวัฒนธรรมก็อาจมีเหตุผลที่ต่างกันในการวางลำดับแหวนหมั้นกับแหวนประจำตระกูล
เผลอๆในบางวัฒนธรรม เจ้ากับไพร่อาจต้องจัดให้ตรงกันข้ามอีก

กรณีของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ สงสัยต้องแอบหาภาพถ่ายพระหัตถ์ซ้ายมาให้คำตอบเรื่องนี้เสียแล้ว (ภาพที่คุณทะเลสาบให้มา เห็นวงเดียว แต่
"..,he wore his wedding ring on the little finger of his left hand, under a signet ring engraved with his fleur-de-lys crest." พระองค์อาจทรงเผลอซ่อนที่เหลือไม่่ให้เห็น หรือไม่ภาพนี้ฉายก่อนเจ้าหญิงไดอาน่าสิ้นพระชนม์ แล้วถึงจะมีแหวนของนางคาเมล่า (ที่ต้องให้ซักวงสิน่า เลาะมาจากปลอกมีดก็ยังดี) ก็ทรงไม่ได้รับอนุญาตจากควีนแม่ให้สวมต่อหน้าธารกำนัล คงทำได้ในที่รโหฐาน แฮ่!

ของไทยไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้พิถีพิถันเรื่องนี้ ไม่มีปัญหา "primogeniture" กล่าวคือต่างจากจีน ญี่ปุ่น และตะวันตกที่ให้มีการสืบตระกูลจากลูกคนโต (ของญี่ปุ่นถึงขนาดต้องไปขอลูกชายครอบครัวอื่นมาเป็นลูกชายคนโตเพราะลูกคนแรกของตัวเองจริงๆเป็นผู้หญิง ไม่งั้นก็สืบตระกูลไม่ได้)

ผมเองก็จำได้แค่ว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว วันนั้นท่องให้ขึ้นใจว่านิ้วนางมือซ้ายของว่าที่เจ้าสาวคนนั้นเท่านั้นที่ผมได้สิทธิ์สวมแหวนหมั้น อย่าไปคว้าผิดนิ้วหรือมือขวาเข้าล่ะ เดี๋ยวจะสวมไม่เข้า


คุณทะเลสาบคงไม่ว่าที่ผมเลอะเทอะไม่เป็นเรื่อง ก็คุณบอกเองว่าอย่ามองข้าม "little things"
แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่อยากรู้คือ ถ้าผมทำแหวนที่ออกแบบใหม่เสร็จ (ผมมีสิทธิ์ เนื่องจากไม่ใช่ลูกคนโต เป็น "wednesday child" บอกให้ก็ได้) จะได้เรียงลำดับสวมใส่ได้ถูกต้องครับ

:ดำน้ำ:
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall of Judgement

Postby อารยา on Fri Nov 06, 2009 10:58 am

ImageImage

ข้อสังเกตสั้นๆครับ
FDR คงไม่ใช่ลูกชายคนโต แต่ "Cousin TR" ใช่หรือเปล่าครับ เพราะ FDR ไม่มีสิทธิ์ใช้ "Motto" (ยกเว้นลวดลายหลักของตราเห็นแล้วก็บอกได้ว่ามาจากตระกูลเดียวกัน)

ถ้าเป็นดังข้อสมมุติฐานนี้ไซร้ คงต้องสืบสาวว่าทำไม "คำขวัญ" ถึงมีความสำคัญถึงปานนั้น (ในบริบทของวัฒนธรรมตะวันตก)

ที่ต้องให้ความสนใจ เพราะเราก็มีธรรมเนียมใช้คำขวัญกับ "ฐานันดร" เช่น มหาวิทยาลัย สถาบัน สำนักพิมพ์สื่อ ราชนิกูล รวมทั้ง "ตรา" (crest) (ในตะวันตกไม่จำกัดเฉพาะราชวงศ์ ขุนนางก็มีตราประจำตระกูล อย่างที่เห็นตกทอดมาถึงอนุชนที่แม้จะตกยุคศักดินาไปแล้ว อย่างกรณี Franklin D. Roosevelt ที่คุณทะเลสาบยกมานี้ และแม้กระทั่งครอบครัวฝรั่งธรรมดาก็เคยเห็นวันดีคืนดีเอาออกมาอวดกันพร้อมกับ "Family Tree")

กลับมาที่ไทย ผมสังเกตมหาวิทยาลัยของไทยที่ใหม่กว่าจนถึงใหม่ที่สุดไม่เว้นมีคำขวัญ (ยกตัวอย่างของฝรั่ง "We Still Learn" ของ Monash University) ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะแม้แต่่โรงเรียนวัดที่บ้านนอกสมัยผมเรียนประถมก็มี ("คนย่อมล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร")
แต่เชื่อไหมครับ มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่สุดของไทยกลับมีแต่ "ตรา" (ส่วนโรงเรียนสาธิตในสังกัดกลับมีครบทั้งตราและคำขวัญ "ความรู้คู่คุณธรรม") ผมก็ไม่ทราบจะอธิบายความไร้บรรทัดฐานนี้ว่าอย่างไรดี หรือเป็นเพราะเราชอบรับอะไรมาแค่กะพี้ ไม่สนที่จะใส่ใจระบบสัญลักษณ์หรือปรัชญาเบื้องหลังของเขา (หลายกรณีในกระบวนการเข้าสู่ความทันสมัยของบ้านเรามักเป็นเช่นนี้)
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall of Judgement

Postby อารยา on Fri Nov 06, 2009 12:42 pm

ขออนุญาตแทรกเล็กน้อยครับ
ทะเลสาบ wrote:Image
...เป็นแบบเฉพาะของ ปริ้นส์ออฟเวลล์...กองทัพเรือของสหราชอาณาจักร, ธงประจำพระองค์ก็มีตราดวงนี้ประดับอยู่...
“ปีนัง” (เขตรับผิดชอบของปริ้นส์ออฟเวลส์)...ใช้ตราดวงนี้(เป็นตราประจำเมือง)ตั้งแต่ค.ศ.1786-1985


"HMS Prince of Wales" (คู่ปรับ "บิสมาร์ค" และพาเชอร์ชิลไปพบกับรูสเวลท์ที่นอกฝั่งนิวเฟาแลนด์ เพื่อจับมือทำสัญญาลุยเยอรมันเมื่อเดือนสิงหาคม 2484) เป็นเรือรบลำแรกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ถูกญี่ปุ่นถล่มจมบาดาล (10 ธันวาคม 2484) ที่สมรภูมิแปซิฟิค ไม่ไกลจากเกาะปีนังของอีกฟากมหาสมุทร์
Image
ImageImage
ขวาสุด เรือ "Repulse" อีกลำทำด้วยเหล็ก จมตาม "เจ้าชายแห่งเวลส์" ไปด้วยครับ
User avatar
อารยา
 
Posts: 2088
Joined: Mon Mar 19, 2007 7:38 am

Re: Hall of Judgement

Postby ทะเลสาบ on Sat Nov 07, 2009 3:44 am

ดิฉันต้องตั้งหลักกับคำถามของคุณอารยา เพราะมาเป็นชุดใหญ่เลย ต้องเรียบเรียงดีๆ
ไม่งั้นต้องเขียนใหม่อีกรอบ ฮิ ฮิ...

เอาเรื่องพระธำมรงค์ หรือที่คุณอารยาเรียกว่า “แหวนเจ้าฟ้า” ก่อนก็แล้วกัน ดิฉันก็เหมือน
กับหลายๆคนในโลกนี้ ที่หลงรักและเทใจให้กับ เจ้าหญิงไดอาน่า The people princess
กี่ร้อยคามิลล่า ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ก็เห็นใจเจ้าชาย ของแบบนี้ฝรั่งเขาพูดกันว่า
Beauty is in the eye of the beholder ไม่เช่นนั้นคนขี้เหร่ก็ไร้คู่ซิ ของของใคร
เขาก็ต้องว่าดีทั้งนั้นแหละ จริงไหมค่ะ?

พิเคราะห์จากภาษาอังกฤษ ที่บอกว่า under ดิฉันก็ต้องตีความโดยยกมือของตัวเองขึ้นมาดู
บังเอิญว่าตัวดิฉันเองก็สวมแหวนสองวงในนิ้วเดียวกัน คือแหวนหมั้นและแหวนแต่งงาน
แหวนแต่งงานแบบฝรั่ง เป็นแหวนที่เกลี้ยงๆ ไม่หรูหรา เรียกว่า “Wedding band” เล็กจน
แทบมองไม่เห็นถูกแหวนอื่นบดบังหมดเลยทั้งที่ด้วยความหมายแล้วสำคัญกว่าแหวนอื่นๆ
แต่ในราชวงศ์ เรื่องส่วนตัวเล็กกว่าสาธารณะ แหวนประจำตำแหน่งจึงสูงกว่า คุณอารยาลอง
ยกมือขึ้นมาเอาแหวนสวม วงใดที่สวมก่อนก็ต้องอยู่ข้างล่าง เพราะฉะนั้นไม่ว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์
จะมีพระธำมรงค์กี่องค์ “แหวนเจ้าฟ้า” ต้องเป็นองค์สุดท้ายทื่ทรงสวมเสมอ ว่าแล้วก็ต้องหาภาพ
มายืนยัน ตามคำเรียกร้อง จะเห็นว่าแม้แต่กระดุมข้อมือ(Cuff links)ก็ยังเป็นตราขนนกด้วยค่ะ


Image

คราวนี้ก็ข้ามมหาสมุทรแอ็ตแลนติค มาอีกฟากหนึ่งที่อเมริกา ครอบครัว Roosevelt ซึ่งสืบเชื้อสาย
มาจาก Van Rosenvelt ซึ่งมีความหมายว่า from the rose field จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมใน
ตราประจำตระกูลนี้จึงมีกุหลาบ พูดถึงเรื่องตรา หรือ สัญญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายของทางตะวันตก
แตกต่างกว่าของไทย ด้วยชีวิตและวัฒนธรรม สมัยโบราณทางตะวันตกมีการรบที่ดุเดือดมาก ระหว่างเผ่า,
ชาติพันธุ์, แว่นแคว้น ฯลฯ ในสนามรบจึงมีการสวมใส่ เสื้อเกราะโลหะ ปกปิดมิดชิดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
จึงมีการออกแบบสัญญลักษณ์ติดไว้บนเสื้อเกราะ, ธง, ริ้ว มากมาย เพื่อให้ทราบว่าใครเป็นใคร ภายหลัง
สัญญลักษณ์เหล่านี้ได้กลายมาเป็นตราส่วนตัว และตราประจำตระกูล รูปแบบของตรามีชื่อเรียกหลายอย่าง
แม้แต่ฝรั่งยุคปัจจุบันยังใช้กันสับสน ตั้งแต่คำว่า badge, Crest, Shield, Charge, Coat of arms ….

(ใครสนใจความแตกต่าง ค่อยเล่าให้ฟังคราวหน้า...)

คุณอารยาเข้าใจถูกต้องแล้วค่ะ ที่บอกว่า TR มาจากสายลูกชายคนโต ส่วน FDR มาจากสายรองลงไป
ส่วนเรื่องภาษิต (motto) นั้นอันที่จริงแล้ว ในตราที่เป็นทางการของFDR ก็คงไว้ แต่ภาพที่ดิฉันเอามาให้
ดูอันแรก เป็นตราที่อยู่บน bookplates ของทั้งคู่ค่ะ


Image Image

ของTR เป็นกอกุหลาบงอกออกจากพื้นดิน แต่ของ FDR เป็นก้านกุหลาบสามดอกไข้วกันไปมา

ภาษิต QUI PLANTAVIT CURABITเป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า “He who planted will preserve”

การออกแบบตราประจำตระกูล(Coat of arms) เป็นเรื่องที่ต้องมีระเบียบแบบแผน ไม่ใช่จะเอา
อะไรใส่ได้ตามใจชอบ แต่มีหลักเกณฑ์ว่าสิ่งใดต้องอยู่ตรงไหน ในสมัยโบราณต้องได้รับ
พระราชานุญาต จึงจะใช้ได้ ในแบบของอังกฤษภาษิตจะอยู่ข้างล่าง แต่ถ้าเป็นของสก็อตแลนด์
ภาษิตจะอยู่ข้างบน การจะมีภาษิตหรือไม่ ไม่มีข้อบังคับ ขึ้นอยู่กับเจ้าของ สามารถเปลี่ยนแปลง
ได้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่ภาษิตเกิดจากการปลุกปลอบขวัญกำลังใจในการสู้รบ หรือส่งเสริม
คุณธรรม ในสก็อตแลนด์สมัยโบราณ มีการสู้รบระหว่างแคลน(Klan) มากกว่าที่อื่น ด้วยเหตุนี้
ภาษิตจึงเป็นที่นิยมในสก็อตแลนด์

กลับมาดูแผนผังของครอบครัว Roosevelt ระหว่างTheodore Roosevelt (TR) ซึ่งมาจากสายของ
Johannes ครอบครัวนี้ตั้งรกรากอยู่ที่ Oyster Bay, Long Island ส่วนFranklin D Roosevelt (FDR)
มาจากสายของJacobus ซึ่งตั้งรกรากอยู่ที่ Hyde Park, Hudson Valley อยู่ในรัฐ New York
ทั้งสองครอบครัว


Claes Martenzsen
van Rosenvelt
Immigrant c. 1649
(died c.1659)

Nicholas Roosevelt
(1658–1742)

Johannes Roosevelt ------ Jacobus Roosevelt
Oyster Bay Roosevelt----- Hyde Park Roosevelt
(1689-1750)------------------ (1692-1776)

Jacobus Roosevelt------ Isaac Roosevelt
(1724-1777)------------------ (1726-1794)

James Roosevelt------ James Roosevelt
(1759–1840)----------------- (1760-1847)

Cornelius Roosevelt------ Isaac Roosevelt
(1794–1871)------------------ (1790-1863)

Theodore Roosevelt, Sr.------ James Roosevelt
(1831–1878)------------------------- (1828-1900)

Theodore Roosevelt (ประธานาธิบดีคนที่ 26)
(1858–1919)

Elliott Roosevelt (บิดาของท่านผู้หญิง Eleanor)
(1860–1894)

Anna Eleanor Roosevelt------ Franklin D. Roosevelt (ประธานาธิบดีคนที่ 32)
(1884–1962)------------------------- (1882-19450)


จากผังนี้จะเห็นว่าท่านผู้หญิง Eleanor ภรรยาของFDR ก็เป็น Roosevelt โดยกำเนิด ท่านมาจาก
สายเดียวกับTR โดยที่ TR มีศักดิ์เป็นลุงแท้ๆของEleanor ทั้งคู่พบกันที่ทำเนียบขาวในขณะที่ TR
เป็นประธานาธิบดี นางSara มารดาของFDR ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน แต่TR ก็ทำหน้าที่ส่งตัว
เจ้าสาวให้แทนบิดาที่เสียชีวิต FDR ได้มอบเข็มกลัดเป็นตราประจำตระกูลให้ Eleanor
เป็นของขวัญวันแต่งงาน

Image

เมื่อเข้าไปอยู่ในทำเนียบขาว FDR สั่งทำชุดถ้วยชามโดยมีสัญญลักษณ์ของขนนกสามอัน
สลับกับลายดอกกุหลาบ บนภาชนะนั้น นอกจากนี้ ยังได้สั่งทำกรอบรูปมีตราขนนก มอบเป็น
ของที่ระลึกแด่ King George VI แห่งสหราชอาณาจักรเมื่อคราวเสด็จเยือนวอชิงตัน เป็นที่
กล่าวขวัญถึงความมีอารมณ์ขันของFDR เพราะตราขนนกนี้เป็นตราส่วนพระองค์ของปริ้นออฟเวลล์
ด้วย ดิฉันคิดว่าFDRทำเอาเจ้า ของอังกฤษงงมากกว่า คุณอารยาคิดว่าไงค่ะ?


Image Image
Badge of the English Heir Apparent และ Crest of the Roosevelt Arms

ออกแบบแหวนเสร็จแล้ว แบ่งกันชมบ้างนะค่ะ!!!
User avatar
ทะเลสาบ
 
Posts: 342
Joined: Sat Nov 17, 2007 9:10 am
Location: USA

Next

Return to สารคดี,การเมือง,ประวัติศาสตร์

Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests