by อารยา on Thu Nov 05, 2009 8:39 am
คุณทะเลสาบบอกว่า
1. "ที่มาของตราประจำพระองค์ในตำแหน่ง Prince of Wales นั้นมีประวัติสืบเนื่อง มาตั้งแต่ Prince Edward, the Black Prince และตรานี้ก็ใช้กันมาในราชวงศ์อังกฤษ หลายชั่วคน แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นตราส่วนพระองค์ของปริ้นออฟเวลล์"
2. The Three Feathers ในความเชื่อของคริส์ตเตียน คือ Charity, hope, faith นั้นถูกต้องแล้ว แต่ไม่มีความเชื่อมโยงกับภาษิต(motto) บนแหวนของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales แต่ประการใดค่ะ"
3. "ขนนก 3 อัน ได้แปรเปลี่ยนเป็นแหวน มีความหมายถึง Charity, Hope, Faith เป็นเครื่องหมาย ของผู้มีความบริสุทธิ์ทางวิญญาณ...หรือผู้มีคุณธรรมสูงส่ง เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ Prince of Wales ก็ทรงมีแหวนนี้ด้วย"
(ว่าแล้วก็มีแหวนให้ดูเป็นขวัญตาด้วย)
ตกลง แหวนวงนี้เป็นของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ หรือเปล่าครับ
ผมขอเรียกแค่ "แหวนเจ้าฟ้า" ไปพลางๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นของใคร ที่สำคัญยังเป็นขนนกที่ผมไม่เคยคิดว่าจะน่าสนใจและเกี่ยวข้องกับระบบความยุติธรรมถึงเพียงนี้
คงต้องร้องเพลง Daddy, don't you walk so fast!ในหนังเรื่อง "Daddy's Long Legs" ที่แฟรงค์ แอสแตร์เป็นพระเอกแก่ๆ แล้วละครับ
ครูสอนวิชาลูกเสือต้องอ่านที่นี่แล้วละครับ คำขวัญ "เสียชีพอย่าเสียสัตย์" ชักจะเกี่ยวกับขนนกและ "แหวนเจ้าฟ้า" (อังกฤษ)
ก็ไม่เป็นไรครับ "ครุฑ" ของไทย “การูด้า” ของ อินโดนีเซีย “ฟีนิกซ์” ของมหากาพย์กรีก “หัสดายุ”ของฮินดู กลุ่มนี้ใกล้ตัวคนไทยกว่ายังไม่เห็นพูดถึงในโรงเรียนไทยสักเท่าไหร่
เพราะเมื่อเอามาเทียบกัน ก็เห็นอะไรซ่อนอยู่ในโลกทัศน์ของมนุษย์ที่ทำให้เดินกันไปคนละทาง ทั้งๆที่เห็นนกเหมือนกัน ปรัชญาขนนกสื่อว่าความตาย “เสียชีพ” เรื่องเล็ก “สัจจะ” สำคัญกว่า แต่นกหัสดายุในรามเกียรติ์ (คงหมายถึง “เกียรติศักดิ์ของพระราม”) กลับสื่อตรงกันข้ามว่าเป็นอมตะ แบบว่าบินสูงไปถึงพระอาทิตย์ มอดไหม้ไปสักพักก็ฟื้นแล้วบินต่อ
หรือว่านกกระจอกเทศบินไม่ได้ เลยทำให้คนที่ดูนกบินไม่ได้ คิดต่างจากคนที่ชอบดูนกบินได้
อะไรจะขนาดนั้น!
ความจริงน่าอภิรมย์ตรงที่ของดีๆได้เชื่อมกันได้ แล้วทำไมบ่อยครั้งที่มนุษย์ไม่อยากพบ ไม่อยากรู้ ไม่อยากฟังความจริง? คำตอบจะลอยไปกับสายลมและแสงแดดหรือเปล่าหนอ?