ขอเอนุญาตใช้มุมสบายลงกระทู้นี้ กลัวจะลืมเลยคิดว่าจะแวะมาอ่านเพื่อตรวจสอบว่าตัวเองเพี้ยนไปตรงไหน จะได้กลับมาแก้ไข เท่านั้นองครับ
โจทย์ก็แสนธรรมดา ง่ายๆ เกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยในบริบทของ "ฟอรั่ม":
นอกจากใช้ “สัมมาทิฐิ” การวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ วิจัย (และบางคนไปไกลถึง “สังเคราะห์”) ถามว่ามีองค์ประกอบอื่นอะไรอีก ในการค้นหา “ความจริง”
ขอยกมือตอบก่อนใครว่ามี สั้นๆ 2 ข้อ ก็คิดได้แค่ไหนก็ตอบแค่นั้น
1. ข้อมูล เรื่องข้อมมูลชอบถามกันนักว่า ต้องมากแค่ไหนที่พอจะให้น่าเชื่อว่า ผลสรุปของกรณีนี้ เรื่องนั้น เป็นความจริง ตอบว่าหลักของข้อมูลอยู่ที่ว่า ปริมาณอาจมากได้ แต่หากไร้คุณภาพ ก็ไร้ค่า ยกตัวอย่าง บางครั้งใช้รถบรรทุกขนข้อมูลเพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์ ผมนึกไม่ออกว่าผู้รับจะอ่านหรือเปล่า ถ้าอ่านให้หมด กี่ชาติ เอาละ ผมยกประโยชน์ให้กับการที่ต้องมีข้อมูลมากเป็นหลายหมื่นหน้ากระดาษและสำคัญทุกแผ่น คำถามคือ ยุคนี้แล้วทำไมไม่ใช่แผ่นอีเล็กโทรนิคบรรจุข้อมูลเล็กๆเท่าแค่ฝ่ามือ แทนที่จะต้องใช้รถบรรทุก นี่มิแปลว่ารัฐหมดทางประยุกต์กระบวนการตรวจสอบหาความจริงให้เข้ากับสังคมยุคไอที เพียงเพราะขัดต่อระเบียบที่ว่า ถ้าไม่ทำอย่างนี้ (คือหอบใส่รถบรรทุก) หรือเอาข้อมูลไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ หรืออุปกรณ็อีเล็กโทรนิค จะไม่เป็นเอกสารทางราชการ คือไม่เชื่อว่าอุปกรณ์ชิ้นเล็กเท่าหัวแม่มือ หรือเครื่องจักรกลที่บันทึกข้อความได้ จะน่าเชื่อถือเท่ากับสิ่งมีชีวิตที่เรีกว่า “คน”
ถ้ามองว่าข้อมูลเป็นมิติของความรู้ การใช้ข้อมูลเป็นเรื่องปัญญา
จะตีความว่าระบบราชการไทยวันนี้กำลังอยู่ในภาวะปัญญาอ่อนได้ไหมหนอ
ปีกลายได้ข่าวว่าระบบราชการวันนี้มีวิวัฒนาการคล้ายเครื่องจักรมากขึ้น
มีเกียร์ว่างด้วย
2. วิธีคิด มนุษย์เท่านั้นที่เกิดมาพร้อมกับกลไกที่เรียนรู้ภาษา (พูด) กลายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาวิธีการใช้อุปมาอุปมัย ตรรกะ เดา ตั้งข้อสมมุติ อุทธาหรณ์ ในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆว่าเกิดมาจากสาเหตุปัจจัยอะไร ก่อนมีภาษาเขียนด้วยซ้ำ ผิดบ้างถูกบ้าง พอมีภาษาเขียนขึ้นมา ยิ่งพัฒนาวิธีคิอละเมียดละไมขึ้นมาเป็น ทฤษฏี กฏ โดยใช้หลักความสัมพันธ์ของความเป็นเหตุเป็นผล
แต่แม้กระนั้น กับดักที่ทำให้ตกม้าตายทั้งๆที่มีข้อมูลท่วมหัวท่วมหูคือ การที่เราลืมที่จะแยกความแตกต่างระหว่าง "ความสัมพันธ์ของความเป็นเหตุเป็นผล" (causal relations) กับ "ความเกี่ยวโยง" (connection) เนื่องจากเส้นแบ่งของสองบริบทนี้มองเห็นเลือนลางมาก เผลอๆคิดว่าเหมือนกัน เหมือนม้าหนุ่มเห็นลาตัวเมียขณะหน้ามืดก็วิ่งเข้าผสมพันธุ์ เออ ยังเคราะห์ดี ได้ออกมาเป็นล่อ แต่คนไทยรู้เบาะแสนี้มาก่อนแล้วจึงบอกให้ระวังไว้ว่าจงอย่าจับแพะชนแกะ ผสมพิสดารอย่างไรก็ไม่มีวันตกลูก คือเป็น “กฏ” ได้เลยว่า ไม่มีสัตว์ตัวใดที่เกิดจากการเอาแพะ เหมือนม้ากับลา
อย่างไรก็ดี ในชีวิตคน กฏย่อมมีข้อยกเว้น มีกรณีฟลุ๊กๆที่จับแพะมาชนแกะแล้วได้ผล เหมือนเอาม้ามาผสมลาแล้วออกลูกเป็นล่อ ซึ่งมักเป็นกรณีที่นักสถิติมีข้อมูลมากพอจนนึกสนุกจับคู่ของตัวแปรคู่นี้บ้าง คู่นั้นบ้าง ว่ามีนัยยะความสัมพันธ์ที่มากพอจะบอกว่ามันเป็นเหตุเป็นผลกันในการเกิดพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ (หรือสรรพสิ่งใดๆในจักรวาล) เช่นประสิทธิภาพของการทำงานในองค์กร เกิดจากการบริหารจัดการให้พนักงานมีการนอนหลับในระหว่างช่วงพักกลางวัน
ฟังแล้วเหมือนจับแพะ (ประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร) กับ แกะ (คนขี้เซาทั้งหลายในองค์กร)ซึ่งครั้งหนึ่งไม่เคยคิดว่ามันมีความสัมพันธ์กัน แม้จะเอามาเกี่ยวกันยังไม่มีใครเพี้ยนขนาดนั้น
ก็เลยต้องมาค้นหาความจริงว่า มันมีความเป็นมาได้อย่างไร ตอบว่าการบริหารจัดการทำให้เกิดประสิทธิภาพ เลยเป็นข้อค้นพบว่า การนอนหลับมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงาน
แต่ความจริงพิศดารแบบนี้ นานๆก็เกิดขึ้นที ส่วนใหญ่จะมีทฤษฏีเป็นแม่บทในการกำหนดกระบวนการคิด และระวังที่จะไม่ไปหลงกับตรรกะจนสับสนออกนอกบริบทของปรากฏการณ์ที่ต้องการแสวงหา “ที่มา ที่ไป” หรือสถานะและองค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นว่าเป็นอย่างไร
สรุปว่า ถ้าเรามีข้อมูล กับ มีวิธีคิดที่เป็นระบบ เป็นหลัก ก็พอเลยที่จะทำให้เกิด กระบวนการ และผลการแสวงหา "ข้อค้นพบ" หรือ "ความจริง" หรือ "สิ่งที่เชื่อว่าเป็นความจริง"(ในกรณีที่ซับซ้อนที่ใช้สัญลักษณ์ พร๊อกซี่ นอมินี่) อย่างมีประสิทธิภาพ
ในความพยายามค้นหาสัจธรรม (Truth) อาจทำได้จากการประมวลผลข้อมูลจากภายในจิตวิญญาณออกไปสู่ภายนอก (inside-out) หรือประมวลประสบการณ์จากอบตัวเรา (outside-in) สังเกต จดบันทึก ทบทวนอย่างที่พวกเราในอารยาฟอรั่มกำลังทำอยู่นี่ ไม่ได้มีอะไรผิดเลยที่พยายามแสวงหาว่า ที่พบที่เห็นมันน่าจะอธิบายได้ถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น ทรงอยู่ แล้วดับไป


