ในเมืองไทยชื่อของ ผู้กำกับชั้นครู อย่าง แสตนลีย์ คูบริค อาจจะไม่คอยเป็นที่รู้จักเท่าใดนัก แต่ถ้าพูดถึงหนังอย่าง 2001: the space odyssey คงไม่มีใครไม่รู้จัก หนังสร้างจากอมตะนวนิยายวิทยาศาสตร์ คลาสสิค ของ Arthur C. Clarke โดย อาร์เธอร์ เขียนสคริปและ หนังสือ ในเวลาเดียวกัน หนังได้รับทุนสร้าง จาก NASA เป็นหนังที่ สตีเว่น สปีลเบิรก และ จอร์จ ลูคัส ต่างยกย่องว่า เป็นสุดยอดหนังที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งสอง ได้สรรค์สร้างภาพยนต์ในแนว Sci-fi ต่อมา
2001 สร้างในปี 1968 ในยุคที่การท่องอวกาศยังเป็นแค่ความฝันในจินตนาการของนักวิทยาศาสตร์ หนังได้นำเสนอตั้งแต่ การวิวัฒนการของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ จินตนาการทางเทศโนโลยี เช่น การท่องอวกาศ การขึ้นสำรวจดวงจันทร์ การจำศีล (Hibernation), หุ่นยนต์ การเดินทางข้ามห้วงแห่งเวลา รวมถึง การกลับไปหาบรรพบุรุษหรือที่มาของกำเนิดมนุษย์ ซึ่งบางอย่างเวลานี้มนุษย์สามารถทำได้บ้างแล้ว แต่บางอย่างก็ยังเป็นสิ่งท้าทายให้มนุษย์ต้องค้นคว้าต่อไป
ความเยี่ยมยอดของหนังตรึงผู้ชมได้ตลอดทั้งเรื่อง ถึงแม้ว่า 30 นาทีแรก คูบริกใช้ภาพเล่าเรื่องทั้งหมด ไม่มีบทพูด แต่ดูแล้วก็ทึ่งเหมือนกันว่าคิดได้ไง และเทคนิคที่นำมาใช้ในหนังก็เป็นเทคนิคที่ล้ำที่สุดในยุคนั้น ถึงแม้ว่าในยุคดิจิตอลนี้ จะมีการนำเทคนิคทางด้านกราฟฟิคเข้ามาช่วยมากมายจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อกลับไปดู 2001 ก็ยังทำได้เนียนไม่ตกยุคอยู่
การร่วมงานกันของ คูบริก กับ อาร์เธอร์ เป็นไปด้วยดีมาก จะมีขัดแย้งแค่เรื่องเดียวคือ ในหนังสือของ อาร์เธอร์ จินตการว่า มนุษย์จะเดินทางไปดาว เนปจูน แต่เมื่อ คูบริกได้อ่านบทแล้ว ต้องโทรกลับไปหา อาร์เธอร์ ว่า เขาอยากจะแก้ไขบทเนื่องจาก เทคโนโลยีการทำหนังที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้นยังไม่สามารถ จะจินตนาการถึง ดาว เนปจูนได้ ทำได้แค่ ดาวพฤหัส อย่างไรก็ตาม คงไม่สามารถบอกได้ว่า คูบริก หรือ อาร์เธอร์ ใครเก่งกว่าใคร แต่เมื่ออัจฉริยะทั้งสองมาเจอกัน บอกได้คำเดียวว่า เหนือคำบรรยาย
โดยส่วนตัวนอกจากที่กล่าวมาผมยังชอบ ดนตรีประกอบ เพลง บลูดานูป ในเรื่องด้วยครับ
